วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ผีไทยในกาลเวลา

 

หลุมฝังศพก่อนประวัติศาสตร์ อุทยานแห่งชาติออบหลวง

ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ เรื่อง สุรพล สุภาวัฒนกุล ภาพ

ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. เดือนตุลาคม ๒๕๖๘

“ผี” ในความหมายอย่างกว้างแต่กระชับที่สุด เท่าที่ผมสรุปเอาเอง คือ “สิ่งที่ไม่ใช่คน อยู่นอกเหนือสภาวะปกติ และอาจบางทีให้คุณให้โทษแก่มนุษย์ตาดำ ๆ อย่างเราได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

ด้วยความที่ไม่ใช่คน อีกทั้งไม่อยู่ในสภาวะปกติ  คาดเดาพฤติกรรมไม่ได้ พูดคุยเจรจากันไม่รู้เรื่อง  “ผี”  จึงมีความน่ากลัวสำหรับคนโดยทั่วไปนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

มาคิดดูแล้วก็แปลกดีพิลึกครับ ตรงที่ทุกชนชาติทั่วโลกต่างล้วนมีความเชื่อเกี่ยวกับ “ผี” แถมยังดัน “กลัวผี” เหมือนกันอีกด้วย

ความกลัวผีนี่แหละที่ทำให้มนุษย์ตั้งแต่สมัยโบราณนานมาคิดค้นสร้างสรรค์ “พิธีกรรม” ต่าง ๆ ขึ้น เพื่อเอาอกเอาใจผี  แสดงให้เห็นถึงความพยายามสื่อสารเจรจาต่อรอง ให้ผีเกิดความพอใจ ดลบันดาลสิ่งดี ๆ ตอบแทน หรือในอีกทางหนึ่งให้ผีหายโกรธเคือง เลิกสร้างความเดือดร้อนเสียหาย แต่ละชนชาติก็มีรูปแบบพิธีกรรมหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไปในแต่ละชุมชน แต่ละท้องถิ่น  แต่ละภูมิภาค ไปจนกระทั่งถึงแต่ละซีกโลก

“ผี” จึงนับเป็นวัฒนธรรมประการหนึ่ง ที่ทุกชาติในโลกล้วนมีเป็นมรดกตกทอดของตนเอง

ประเทศไทยเราก็มีมรดก“ผี” แบบไทย    ซึ่งประวัติความเป็นมายาวไกล ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน นับได้หลายพันปี บ่งบอกชัดเจนว่าผีไทยไม่น้อยหน้าชาติไหนในโลกแน่นอนครับ

หัวกระโหลกในหลุมขุดค้นทางโบราณคดี

ต้นกำเนิดผีไทยยุคก่อนประวัติศาสตร์ ผีธรรมชาติ ผีบรรพบุรุษ

            หากยึดถือตามหลักฐานทางโบราณคดี ต้นกำเนิดของ “ผี”ในประเทศไทยน่าจะต้องมีมาไม่น้อยกว่าสามพันถึงสี่พันกว่าปีมาแล้ว อ้างอิงจากอายุของชั้นดินแรกของหลุมขุดค้นทางโบราณคดีอันถือกันว่าเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย คือที่อำเภอบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี  ซึ่งนอกจากพบภาชนะดินเผาลายเขียนสี ยังพบร่องรอยของการประกอบ “พิธีกรรมฝังศพ”  

                เมื่อมีพิธีกรรมฝังศพ ย่อมแสดงว่าผู้คนในสมัยนั้นมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของโลกหลังความตาย หรือ “ผี” แล้ว นักโบราณคดีเขากันเรียกว่า “ศาสนาผี”ครับ ศาสนานี้ไม่มีความเชื่อเรื่องวิญญาณ การเวียนว่ายตายเกิด และนรกสวรรค์เหมือนศาสนาฮินดูกับพุทธ แต่เชื่อว่าคนมีชีวิตอยู่ได้เพราะ “มิ่ง”กับ “ขวัญ” อยู่ด้วยกัน มิ่งคือร่างกาย ส่วนขวัญนั้นไม่มีตัวตน มองไม่เห็น แต่สามารถออกจากร่างไป “สิง” อยู่ตามข้าวของเครื่องใช้ ต้นไม้ หรือแม้แต่ผู้คนและสัตว์ได้

เมื่อขวัญของใครหนีหายออกจากร่างกายไปที่อื่นจะด้วยเหตุใดก็ตาม เท่ากับขวัญไม่อยู่กับมิ่ง เรียกว่า “ขวัญหาย” ส่งผลให้เกิดป่วยไข้ ต้องทำพิธี “เรียกขวัญ” ถ้าขวัญไม่กลับมาก็จะทำให้คนผู้นั้นถึงแก่ความตายในที่สุด ถึงตอนนี้ มิ่งคือร่างกายของคนตายหรือศพจะเรียกว่า “ซากผี” ส่วนขวัญของคนตายเรียกว่า “ผีขวัญ” ซึ่งจะปใช้ชีวิตประจำวันปกติเหมือนเมื่อยังไม่ตายอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่อยู่บนฟ้ามองไม่เห็น แต่ยังไปมาหาสู่พบปะพูดคุยกับคนเป็นในโลกนี้ได้ผ่าน “พิธีกรรมเข้าทรง”

ด้วยเหตุนี้โดยหลักการแล้ว “ผี” ของศาสนาผีจึงต่างกับ “วิญญาณ” ของศาสนาฮินดูหรือพุทธ เพราะในศาสนาผี ตายแล้วก็ไปเป็นผีในโลกของผีอยู่อย่างนั้น ไม่ได้ไปเกิดใหม่ที่ไหน ในขณะที่ในศาสนาฮินดูหรือพุทธเมื่อตายแล้ววิญญาณจะไปเกิดในภพภูมิใหม่ทันที เวียนว่ายตายเกิดกันต่อไป (สมัยหลัง ๆ ลงมานี่แหละครับ  ใช้คำว่าผีกับวิญญาณปะปนกันมั่ว จนเข้าใจว่าความหมายเป็นอย่างเดียวกัน)  ผีสูงสุดของศาสนาผีคือ “ผีฟ้า” หรือ “ผีแถน”  มีอำนาจเหนือธรรมชาติ เป็นผู้สร้างทุกอย่างในโลกทั้งดินและฟ้า คนเมื่อตายแล้วต้องส่งผีขวัญขึ้นไปเป็น “ผีบรรพบุรุษ” อยู่กับผีแถนบนฟ้า

ลวดลาย "ขวัญ" บนภาชนะดินเผาในหลุมศพ แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อุดรธานี

ในศาสนาผีไม่มีการเผาศพ ทว่ายังคงมีพิธีกรรมเกี่ยวกับศพ แบ่งเป็นสองครั้ง ในครั้งแรกจะมีพิธี “สู่ขวัญ” ตั้งศพเอาไว้ที่บ้านหลายวันหลายคืนเพื่อรอให้ขวัญกลับมา เผื่อว่าจะฟื้น (เชื่อว่าเป็นที่มาของการตั้งศพสวดพระอภิธรรมในปัจจุบัน) จนกระทั่งศพเน่าสนิท เห็นว่าไม่มีทางฟื้นแน่นอนแล้วนั่นแหละครับ จึงทำพิธี “ส่งขวัญ” เพื่อให้ผีขวัญไปอยู่กับผีบรรพบุรุษบนฟ้า เอาศพพร้อมทั้งข้าวของเครื่องใช้ของผู้ตาย (สำหรับให้นำไปใช้สอยในอีกโลกหนึ่ง) ไปฝังดินในบริเวณป่าช้าของหมู่บ้าน (ที่ทางภาคอีสานและเหนือเรียก“ป่าเห้ว” มาจากคำว่า “ป่า” แปลว่า “ย่าน” กับ คำว่า“เรี้ยว” แปลว่า “คนที่ตายไปนานแล้ว” ซึ่งต่อมาเพี้ยนเสียงไปเป็น “เร่ว”และ “เห้ว” ในที่สุด)   

ในการฝังจะสร้างเรือนเล็ก ๆ เรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “เฮือนเห้ว” จำลองจากเรือนจริง ไว้ให้เป็นบ้านใหม่ที่อยู่อาศัยของผีขวัญ คร่อมไว้เหนือหลุมศพ พร้อมทั้งโยง “สายเจิว”เส้นฝ้ายสีขาวจากเรือนจำลองลงไปในหลุม ให้เป็นเส้นนำทางให้ผีขึ้นมาอยู่อาศัยในเรือนใหม่ หลังจากฝังศพไว้นานนับหลายปีจนเหลือแค่โครงกระดูก จึงค่อยถึงเวลาของพิธีศพครั้งที่สอง โดยขุดกระดูกเอาขึ้นมาล้างทำความสะอาดแล้วบรรจุภาชนะดินเผา แล้วเอาภาชนะใส่กระดูกไปทำพิธีฝังอีกครั้งหนึ่งตรงที่เดิมในบริเวณป่าเห้วของหมู่บ้าน ซึ่งมักจะเป็นลานกลางสำหรับประกอบพิธีกรรมบูชาผีแถน ผีบรรพบุรุษ และผีต่าง ๆ ไปพร้อมกันในตัว

ร่องรอยของศาสนาผีปัจจุบันพบเห็นได้ทั่วไป ไปเที่ยวดูกันได้ไม่ยากครับ เพราะส่วนใหญ่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปแล้ว นั่นคือตามหลุมขุดค้นสมัยก่อนประวัติศาสตร์ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย แต่ถ้าจะให้ผมเจาะจงแหล่งน่าชมเป็นพิเศษ คงจะไม่พ้นที่ติดลมบนเป็นระดับมรดกโลกไปแล้ว คือแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ภายในหลุมขุดค้นแสดงให้เห็นทั้งการฝังศพครั้งแรกและครั้งที่สอง เห็นเป็นโครงกระดูกนอนหงายเหยียดยาวท่ามกลางภาชนะดินเผาอุทิศให้ผู้ตาย รวมทั้งภาชนะใสกระดูกในพิธีศพครั้งที่สอง  ความโดดเด่นของบ้านเชียงนั้นอยู่ตรงลวดลายเขียนสีบนภาชนะดินเผาดูเป็นลายเส้นนามธรรม ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเป็นลวดลายแสดงถึง “ขวัญ” ตามความเชื่อในศาสนาผี จึงมีลวดลายและรูปแบบไม่ซ้ำกัน  ยังมีรูปทรงของภาชนะดินเผาหลากหลายน่าสนใจ รวบรวมมาจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นระบบระเบียบอย่างดี  ผมไปเที่ยวทีไรก็เดินดูเพลินทุกทีใช้เวลาเกือบทั้งวันแทบทุกครั้ง

แต่ที่ผมชื่นชอบมากเป็นพิเศษกลับเป็นภาชนะดินเผาบรรจุศพของแหล่งโบราณคดีบ้านเมืองบัว อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ดครับ เพราะรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดดี ลักษณะเป็นภาชนะดินเผาทรงกระบอกยาวก้นโค้ง ๒ ใบ หันปากภาชนะประกบกันวางในแนวนอนเป็นแท่งรีขนาดใหญ่พอสำหรับคนวัยผู้ใหญ่เข้าไปนอนได้ มองดูทันสมัยไฮเทคเหมือน “แคปซูล”  ทั้งที่มีอายุถึงราวสองพันกว่ากว่าปี ก็เลยมีชื่อเรียกกันเล่น ๆ ว่า “แคปซูล” ถือว่าเป็นภาชนะดินเผาบรรจุศพอันโดดเด่นที่สุดของวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์ในแถบทุ่งกุลาร้องไห้เลยทีเดียว ที่สำคัญนักโบราณคดียังว่าเจ้าแคปซูลดินเผาแบบนี้แหละเป็นต้นแบบของวิวัฒนาการมาเป็นโกศบรรจุศพในปัจจุบันอีกต่างหาก น่าเสียดายตรงบริเวณหลุมขุดค้นบ้านเมืองบัวนั้นถูกกลบฝังไปแล้ว ไม่ได้มีการเก็บรักษาเอาไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ให้ศึกษา แต่ภาชนะ “แคปซูล” ปัจจุบันนำไปจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด ใครสนใจผ่านไปแถวนั้นก็แวะเข้าไปเยี่ยมชมกันได้เป็นขวัญตา

โลงผีแมนบนเพิงผาในถ้ำผีแมน อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน

                 โบราณวัตถุอันเนื่องจากพิธีกรรมในศาสนาผียังมีที่เด็ด ๆ อีกอย่างครับ นั่นคือ “โลงผีแมน” สร้างขึ้นเพื่อใช้ในพิธี “ส่งขวัญ” โดยเป็นพาหนะนำพาผีขวัญขึ้นไปอยู่กับผีแถนและผีบรรพบุรุษบนฟ้า ซึ่งเชื่อกันว่าต้องมีสุนัขเป็นผู้นำทางไป (เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงพบโครงกระดูกสุนัขร่วมอยู่กับโครงกระดูกมนุษย์ในหลุมขุดค้นก่อนประวัติศาสตร์หลายแห่ง) เส้นทางไปบนฟ้านั้นเป็นทางน้ำ จึงเป็นสาเหตุของการสร้าง “โลงไม้” ขนาดใหญ่ลักษณะคล้ายเรือเพื่อใช้เป็นพาหนะ โดยใช้ท่อนซุงทั้งต้น ผ่าครึ่งตามแนวยาว ขุดเอาเนื้อไม้ออกให้เป็นช่องตรงกึ่งกลาง  แล้วนำทั้งสองครึ่งประกบกัน ชิ้นล่างเป็นตัวโลง ชิ้นบนใช้เป็นฝาปิดโลง หัวและท้ายโลงมีการแกะสลักเป็นรูปแบบต่าง ๆ  กัน มีทั้งรูปทรงเรขาคณิต รูปสัตว์ ตัวโลงวางพาดบนคานที่รอบรับด้วยเสาไม้  นำไปเก็บรักษาไว้ในถ้ำสูงบนภูเขาหินปูนซึ่งทำหน้าที่เสมือนสุสาน ซึ่งเท่าที่พบล้วนอายุอานามในราวสองพันกว่าปี

ชุมชนโบราณผู้สร้างโลงผีแมนแบบนี้ส่วนใหญ่จะพบอยู่ทางฟากตะวันตกของประเทศไทยครับ โดยเฉพาะภาคเหนือยาวลงไปจนถึงภาคกลางแถบจังหวัดกาญจนบุรี  เนื่องจากต้องมีทรัพยากรสองประการ คือต้องเป็นแหล่งภูเขาหินปูนมีถ้ำสำหรับใช้เป็นสถานที่ทำสุสาน และต้องมีป่าไม้สักอุดมสมบูรณ์เพื่อจะมีซุงใหญ่ใช้ทำโลงได้  ปรากฏว่าบริเวณอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอนถือเป็นแหล่งสำรวจพบสุสานโบราณในศาสนาผีหรือถ้ำโลงผีแมนมากที่สุดในประเทศไทย ว่ากันว่ามีจำนวนถึง ๙๐ แห่งเลยทีเดียว

หินงอกหินย้อยภายใน "ถ้ำเสาหิน"บริเวณถ้ำน้ำลอด จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ถ้ำโลงผีแมนที่ไปเที่ยวชมได้สะดวกและง่ายดายที่สุดคือถ้ำน้ำลอด ในพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มแม่น้ำปาย เพราะมีบริการล่องแพไม้ไผ่พาเข้าไปเที่ยวชมถ้ำต่าง ๆ โดยเฉพาะในถ้ำเสาหิน อันตระการตาไปด้วยประติมากรรมหินงอกหินย้อยอันมหึมารูปทรงแปลกตา ถ้ำตุ๊กตาอันสวยแปลกด้วยหินงอกหินย้อยแลคล้ายตุ๊กตาน้อยใหญ่ตั้งไว้เรียงราย ก่อนจะไปถึงถ้ำผีแมนเป็นจุดสุดท้าย แม้ต้องย่ำขี้ค้างคาวขึ้นบันไดไปชมโลงผีแมนข้างในที่พบกองอยู่สองสามจุด ถือว่ายังไม่ลำบากมากนัก โดยเฉพาะหากเทียบกับถ้ำผีแมนอีกแห่งใกล้กับโรงพยาบาลปางมะผ้า แม้จะอยู่ชิดติดกับถนน แต่ต้องไต่เขาตามความชันขึ้นไปในความร่มรื่นและรกเรื้อของผืนป่าอีกพักใหญ่ ก่อนจะไปถึงโถงถ้ำด้านบนอันเป็นที่ตั้งโลงศพผีแมนกระจายตัวกันใน ๓ คูหา บางส่วนยังอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์  ได้มาเห็นถือว่าคุ้มค่าการออกแรงปีนป่าย

เสาสะก้าง เสาผีประจำหมู่บ้านชาวลัวะ (ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ ภาพ) 

จากการศึกษาล่าสุดจากข้อมูลของถ้ำผีแมนโลงลงรัก ซึ่งพบโครงกระดูกในโลงค่อนข้างสมบูรณ์ มีดีเอ็นเอให้นำไปศึกษาได้ ได้ข้อสรุปว่ากลุ่มชาติพันธุ์ในแถบนี้ที่มีดีเอ็นเอใกล้เคียงกับดีเอ็นเอโบราณที่ปางมะผ้ามากที่สุดคือ “ชาวลัวะ”ครับน่าสนใจตรงชาวลัวะนอกจากจะเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมอาศัยอยู่แถบนี้มานับพันปี บางชุมชนยังคงมีการทำโลงศพจากไม้ซุงแบบเดียวกันกับโลงผีแมนด้วยอีกต่างหาก  อีกทั้งยังเป็นกลุ่มชนที่ในวันนี้ยังนับถือศาสนาผีอยู่ (แม้ว่าจะมีหลายชุมชนเปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์ไปบ้างแล้วก็ตาม) ซึ่งน่าจะเป็นการสืบเนื่องกันมาอย่างไม่ขาดสาย เพราะจากการศึกษาชาวลัวะปัจจุบัน ยังคงมีความเชื่อว่ามีผีสิงสถิตอยู่ในทุกสถานที่ ทั้งผีฟ้า ผีบรรพบุรุษ ผีภูเขา ผีประตูหมู่บ้าน ผีหมู่บ้าน ผีเรือน ผีเตาไฟ ฯลฯ และยังมีพิธีกรรมเกี่ยวกับผีต่าง ๆ อีกมากมาย เล่าในที่นี้คงไม่ไหว เพราะหน้ากระดาษไม่พอ แต่พิธีกรรมของศาสนาผีที่น่าจะมีอิทธิพลสืบทอดมาถึงบ้านเมืองในสมัยหลังค่อนข้างชัดเจน คือ “พิธีตั้งเสาสะก้าง” เสาผีประจำหมู่บ้าน ที่ว่ากันว่าในการตั้งเสาสะก้างครั้งแรกต้องมีการ “ฝังคนเป็น” ลงไปด้วย เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นผีคุ้มครองหมู่บ้าน อาจเป็นต้นเค้าของความเชื่อในสมัยหลังต่อมาว่าต้องหาคนชื่ออิน จัน มั่น คง นำมาฝังในการลงเสาหลักเมืองและประตูเมืองเพื่อให้เป็นผี อารักษ์ก็เป็นได้

เหนือช่องหินผาออบหลวงคือที่ตั้งของหลุมศพก่อนประวัติศาสตร์

มาคราวนี้ผมถือโอกาสแวะเข้าไปดูในอุทยานแห่งชาติออบหลวง จังหวัดเชียงใหม่เสียหน่อย ได้ยินว่ามี เส้นทางเดินเท้าชมดินแดนมนุษย์โบราณ ก็ไม่ผิดหวังครับ ได้เห็นร่องรอยของศาสนาผีเป็นหลุมฝังศพมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ขนาดยาวประมาณ  ๒ เมตร กว้างประมาณ ๗๕ เซนติเมตร อยู่บนภูเขาใกล้กับสะพานทอดข้ามผาหินสูงชันอันเป็นสัญลักษณ์ของออบหลวงนั่นเอง บนลานทำเป็นก้อนหินล้อมวงเอาไว้ ส่วนโครงกระดูกที่ค้นพบภายในหลุมถูกนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่แล้ว บนเพิงผาใกล้กันยังมีสิ่งน่าชมคือภาพเขียนสีบนเพียงผนังถ้ำเขียนด้วยสีขาวและสีแดงเป็นรูปช้าง คน และสัญลักษณ์ต่างๆ ซึ่งถือเป็นภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ภาพแรกที่พบในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน แถมเก่าแก่ถึง ๗,๕๐๐-๘,๕๐๐ ปีเลยทีเดียว

ชิ้นส่วนของโลงหินก่อนประวัติศาสตร์ บ้านวังประจบ จังหวัดตาก

แล้วเลยล่องต่อลงมาที่บ้านวังประจบ จังหวัดตาก เพราะเคยได้ข่าวเมื่อนานแล้วว่ามีการขุดพบ “โลงหินก่อนประวัติศาสตร์” อายุสองพันกว่าปีเป็นแห่งแรกในประเทศไทย เห็นจากในภาพถ่ายลักษณะเป็นหลุมนำแผ่นหินมาปักล้อมเรียงเป็นรูปสี่เหลี่ยมก้นหลุมรองด้วยแผ่นหินใหญ่ แล้วมีแผ่นหินเป็นฝาปิดทับด้านบน ขนาดและรูปทรงคือโลงดี ๆ นี่เอง ผมเองไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเหมือนกันครับ อย่างน้อยต้องขอดูชมให้เห็นเป็นขวัญตาสักหน่อย ทว่าวนเวียนหาอยู่นานไม่เจอ

จนในที่สุดได้ชาวบ้านช่วยขี่มอเตอร์ไซค์นำทางให้ พบว่าอยู่ในบริเวณบ้านของคุณป้านภา วงษ์กล่ำ ตัวโลงหินและหลุมขุดค้นทางโบราณคดีบนลานดินนั้นถูกกลบฝังอยู่ใต้แปลงพืชผักสวนครัวและแปลงดอกไม้ไปแล้ว โชคดียังหลงเหลือแผ่นหินบางส่วนจากโลงให้เห็นพิงอยู่กับศาลไม้ที่ทำพิธีบวงสรวงก่อนขุดค้นโดยกรมศิลปากร ลักษณะเป็นหินชั้นขัดจนเรียบบาง คงเป็นส่วนฝาปิดหรือส่วนรองพื้นด้านใน น่าเสียดายครับที่ไม่ได้จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ชม ทั้งที่เป็นโลงหินพบที่บ้านวังประจบแห่งเดียวในประเทศไทย เห็นเขาว่าในหมู่บ้านเคยมีผุดโผล่ให้เห็นเป็นสิบแห่ง ยังไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับศาสนาผีหรือไม่ ต้องรอให้นักโบราณคดีศึกษากันต่อไป แต่ขึ้นชื่อว่าโลงน่าจะเกี่ยวข้องกับผีอยู่บ้าง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแหละครับ

พระแม่ย่าหรือพระขพุงผี ผู้เป็นใหญ่เหนือเขาหลวงสุโขทัย

 ผียุคประวัติศาสตร์ ผีไทยในร่มเงาพุทธศาสนา

ย่างก้าวแรกเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เริ่มต้นขึ้นเมื่อชุมชนในบริเวณนี้รับเอาอารยธรรมอินเดียจากการติดต่อค้าขาย สำคัญที่สุดคือตัวอักษรซึ่งใช้จดบันทึกเรื่องราว อีกทั้งศาสนา ศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ  เข้ามาผสมผสานกลมกลืนกับวัฒนธรรมความเชื่อพื้นถิ่นที่เคยมีมา พัฒนาขึ้นเป็นรูปแบบวัฒนธรรมใหม่อันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในนาม “ทวารวดี”

ช่วงเวลานี้ศาสนาผีได้หลอมรวมเข้ากับศาสนาพุทธครับ ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีในแถบภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี และอาณาบริเวณโดยรอบ มีการเปลี่ยนแปลงจาก“หินตั้ง” ขนาดใหญ่ใช้รายล้อมกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์ประกอบพิธีกรรมในศาสนาผีอันมีอยู่มากมายให้กลายเป็นใบเสมาในพุทธศาสนา

แต่ศาสนาผีเองไม่ได้หายไปไหนครับ ยังคงแฝงอยู่ในความเชื่อของผู้คนตลอด โดยมาปรากฏร่องรอยในศิลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งกรุงสุโขทัย 

“...มีพระขพุง ผีเทพยดาในเขาอันนั้นเป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ว ไหว้ดีพลีถูก เมืองนี้เที่ยง เมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ดีพลีบ่ถูก ผีในเขาอั้นบ่คุ้มบ่เกรง เมืองนี้หาย...”    

                จากข้อความจะเห็นว่าชาวสุโขทัยซึ่งรับพุทธศาสนามาแล้ว ยังคงนับถือในผี (แถมยังบอกว่ามีผีในเมืองสุโขทัยมากมายอีกต่างหาก) แต่ผีชื่อว่า “พระขพุง” บนภูเขาหลวงศักดิ์สิทธิ์เหมือนเทพยดา ใหญ่กว่าทุกผี บูชาดีผีคุ้มครองเมือง บูชาไม่ดีผีไม่คุ้มครอง ถึงขั้นเมืองหาย ว่างั้นครับ (พิจารณาจากข้อนี้ จะเห็นว่าพระขพุงเป็นผีภูเขาหรือผีธรรมชาติในศาสนาผีชัด ๆ )  ต่อมาได้สำรวจพบเทวรูปสตรีประดิษฐานอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งบนภูเขา (ปัจจุบันคือวัดป่าถ้ำพระแม่ย่า)

คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเป็นประติมากรรมของพระนางเสือง พระราชมารดาที่พ่อขุนรามคำแหงทรงสร้างขึ้น (โดยส่วนตัวผมแล้วคิดว่าไม่น่าใช่ เพราะหากจะสร้าง ทำไมไม่ทรงสร้างเทวรูปพ่อขุนศรีอินทราทิตย์พระราชบิดาด้วย) เป็นไปได้ว่าจะเป็นเทวรูปพระขพุงมากกว่า แสดงว่าพระขพุงเป็น “เจ้าแม่” ผีภูเขาในศาสนาผีอันสืบทอดมา ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลว่าชุมชนในยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นสังคมแบบมีผู้หญิงเป็นผู้นำ (มีหลักฐานจากหลุมขุดค้นบ้านโคกพนมดี อำเภอพนัสนิคมจังหวัดชลบุรี  ที่ขุดพบโครงกระดูกสตรีที่มีเครื่องประดับนับแสนชิ้นอัน แสดงฐานะอันสูงในชุมชน) เนื่องจากในศาสนาผี“ร่างทรง” ที่เป็นผู้ติดต่อและรับพลังจากผีฟ้าหรือผีแถนเป็นผู้หญิง ทางอีสานเรียกว่า “นางเทียม”  ทำให้มีอำนาจในฐานะตัวแทนของผีแถนในการปกครองไปด้วยในตัว

รูปพระแม่ย่าอีกรูปแบบ

 ทางกรุงศรีอยุธยาก็มีเทวรูปสตรีในลักษณะคล้ายกับพระแม่ย่า แต่เรียกว่า “แม่หยัวพระพี่” หรือ “แม่ยั่วพระพี่” เป็น “เจว็ดผีหลวง” คือผีบรรพชนสตรีของอยุธยา ประดิษฐานไว้ในหอมณฑป (หอผี)ในบริเวณพระราชวัง ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลสมัยอยุธยาตอนต้นระบุถึง “พระราชพิธีเบาะพก” หนึ่งในพระราชพิธีสิบสองเดือน ในเดือนแรม ๑๑ ค่ำ กระทำการสมโภชแม่หยัวพระพี่สามวัน ก่อนจัดขบวนแห่เครื่องพิธีมารับ โดยพระมเหสีและแม่หยัวเมืองทั้งหลายต้องมาร่วมกันอัญเชิญรูปแม่หยัวพระพี่ลงจากมณฑป (แสดงถึงศักดิ์อันสูงสุดของแม่หยัวพระพี่) แล้วส่งต่อกันเป็นทอด ๆ ให้ขึ้นประทับบนพระที่นั่งราเชนทรยานเสด็จไปยังมณฑลประกอบพิธี จากนั้นพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงประกอบพิธีกรรมบรรทมด้วยแม่ยั่วพระพี่  เป็นพิธีอันสะท้อนถึงการสืบทอดอำนาจผู้นำจาก “ผี”สตรีในศาสนาผีดั้งเดิม เพื่อสร้างความชอบธรรมในการปกครองบ้านเมืองในสมัยหลัง

   หลักฐานว่าความเชื่อในผีธรรมชาติและผีบรรพบุรุษว่ายังคงอยู่ในสุโขทัย ปรากฏหลักฐานอยู่อีกแห่งในจารึกปู่ขุนจิดขุนจอด (จารึกปู่สบถหลาน) กล่าวถึงบรรดาผีทั้งหลายที่เชิญมาเป็นพยานในการสาบาน มีทั้ง “ผีด้ำ” “ผีเชื้อ” คือผีบรรพบุรุษฝ่ายเมืองน่านและเมืองสุโขทัย ได้แก่ “ผีปู่ผาคำ” “ผีชาวเลือง”  ผีในธรรมชาติ ได้แก่ “ผีเสื้อใหญ่เขาภูคา”(ผีผู้คุ้มครองเขาภูคา)  “ผีเขาผาดานผาแดง” “ผีแฝงแม่พระสักพระสอ” (หมายถึงผีที่สิงอยู่แม่น้ำป่าสักและในภูเขา) “ผีเสื้อทานยอาง” (ผีผู้คุ้มครองธัญญะ คือผีข้าว) “ผีพานสถาน” ( “ผีวนสถาน” คือ ผีป่า) “ผีปู่ชระมื่นหมื่นห้วยแสนดง” (ผีใหญ่น่ากลัวจากที่สิงอยู่ในหมื่นลำห้วยและที่สิงอยู่ในป่าแสนแห่ง) “ผีเจ้าเขาพระขพง” (ผีพระขพุง) “พระศรี ผีบางพระสัก” เรียกว่าอยู่กันครบถ้วนพร้อมหน้าศาสนาผีเลยทีเดียวครับ  มิหนำซ้ำเมื่อกาลผ่านไปนานเข้าผีระดับสูงในศาสนาผีเหล่านี้ก็ได้ “เลื่อนชั้น” เป็นเทวดาในพุทธศาสนาไปไม่น้อย อย่างเช่น ผีแถนกลายเป็นพระอินทร์ ผีเมืองกลายเป็นเทพารักษ์ประจำเมือง ผีต้นไม้กลายเป็นรุกขเทวา เป็นต้น

ตุ๊กตาเสียกบาล หนึ่งในหลักฐานความเชื่อเรื่องผีสมัยสุโขทัย 

ยังมีความเชื่อในศาสนาผีซึ่งสืบทอดมาไม่ขาดสายอีกอย่างครับ คือความเชื่อเรื่องการฝังคนเพื่อให้กลายเป็นผีคุ้มครอง ในช่วงอยุธยาตอนปลาย ปรากฏร่องรอยอยู่ในบันทึกของนายเยเรเมียส ฟาน ฟลีต หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “วันวลิต”  นายห้างชาวฮอลันดาผู้อาศัยอยู่ในกรุงศรีฯ นาน ๑๕ ปี เล่าถึงการเปลี่ยนประตูเมืองใหม่ ๑๗ แห่งของกรุงศรีอยุธยาไว้ว่า พระเจ้าแผ่นดินทรงสั่งให้โยนหญิงมีครรภ์สองคนลงใต้เสาประตูแต่ละเสา รวมใช้หญิงมีครรภ์ทั้งหมดถึง ๖๘ คน และการสร้างตำหนักที่ประทับก็เช่นกัน เสาแต่ละต้นต้องโยนหญิงมีครรภ์ลงไปหนึ่งคน เพราะชาวไทยมีความเชื่อว่าหญิงที่ตายตอนใกล้คลอดจะเป็นผีดุร้ายที่สุด ช่วยปกป้องเสาที่ตนสิงอยู่และช่วยปกป้องบ้านเมืองจากโรคร้ายด้วย

ฝรั่งสมัยนั้นได้อ่านคงจะตกอกตกใจ ว่ากรุงศรีฯ ทำไมโหดร้ายป่าเถือนขนาดนี้  แต่เราคนไทยอ่านปุ๊บก็รู้ปั๊บ ว่าอีตาวันวลิตนี่แกขี้โม้ ใส่สีตีไข่เกินความจริงไปมาก ความจริงอันพอจะเชื่อได้บ้างนิดหน่อยจากเรื่องเล่าของตาฝรั่งคนนี้ก็คือ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายยังมีเรื่องบอกเล่าต่อ ๆ กันมาถึงพิธีกรรมฝังคนเป็นในการลงเสาหลักบ้านหลักเมืองตามแบบศาสนาผี กับความเชื่อเกี่ยวกับผีตายโหง ว่าดุที่สุดคือผีตายทั้งกลม ตาวันวลิตแกเอาทั้งสองเรื่องนี้มา “ยำ” รวมมิตร เขียนให้ฝรั่งพรรคพวกเดียวกันอ่านเอาสนุกตื่นเต้น ถ้าคนไทยสมัยนั้นอ่านภาษาดัตช์ออกแล้วมีโอกาสได้อ่านเรื่องนี้ คงจะขำกันกลิ้งทั้งกรุงศรีฯ  เป็นแน่เลยทีเดียวละครับ


 ผีโลกสมัยใหม่ ผีไทย ผีบันเทิง

            เท่าที่เล่ามาเป็นอันว่าศาสนาผีสามารถผสมกลมกลืนเข้ากับศาสนาพุทธได้เป็นอย่างดีครับ อยู่ด้วยกันมาอย่างยาวนานถึงวันนี้นับรวมกว่าพันปีเข้าไปแล้ว อย่างไรก็ตามในอดีตอันยาวนานที่ผ่านมา การกระทำเกี่ยวข้องกับ “ผี” ก็ยังถือเป็นเรื่องอัปมงคลในสังคมไทย เนื่องเพราะผีเกี่ยวข้องกับความตายและเป็นสิ่งน่ากลัว คนส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากข้องแวะถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ นอกจากในกรณีต้องพึ่งพาอำนาจของผีให้ช่วยทำนายทายทักดวงชะตา รักษาโรคภัยไข้เจ็บ ทำเสน่ห์ยาแฝด และขอหวย นั่นอีกเรื่องหนึ่ง

 แต่ว่าเมื่อมาถึงสมัยปัจจุบันทุกวันนี้ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้กลางคืนสว่างไสวพอ ๆ กับกลางวัน การติดต่อสื่อสารเชื่อมโยงกันทั่วโลกผ่านเส้นใยออปติคไฟเบอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทำให้ความเงียบเหงาวังเวงกลายเป็นสิ่งหายาก  “ผี” ดูเหมือนจะไม่ใชสิ่งน่ากลัวเหมือนเช่นกาลผ่านมาอีกต่อไป เรื่องเกี่ยวกับผีที่เคยเร้นลับ ชวนสงสัย น่าขนพองสยองเกล้า กลายมาเป็นเรื่องบันเทิงสนุกสนาน สร้างความตื่นเต้นระทึกใจ กระตุ้นความสนใจอยากรู้อยากเห็นของผู้คน เรื่องเล่าเกี่ยวกับผี ๆ  ถูกนำมาเสนอในรูปแบบต่าง ๆ  ผ่านทั้งสื่อออฟไลน์และออนไลน์ หนังสือ รายการวิทยุ ละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ คลิปวิดิโอ ซีรี่ส์ หนังสั้นบนแพลตฟอร์มโซเชียลหลากหลายช่องทาง  

                 จุดเริ่มต้นของการนำความเชื่อเรื่องผีมาสู่ความบันเทิงในสังคมไทย อยู่ในกรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา ช่วงเวลานั้นประเทศไทยถือว่าก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ เทคโนโลยีการพิมพ์ที่ก้าวหน้าขึ้น  ประกอบกับความนิยมการเขียนแต่งเรื่องในแบบร้อยแก้ว ทำให้สิ่งพิมพ์เพื่อความบันเทิงเรียกว่า “หนังสืออ่านเล่น”  ถือกำเนิดขึ้น เรื่องผี ๆ เป็นหนึ่งในบรรดาเรื่องราวยอดนิยมที่ถูกนำมาตีพิมพ์เพื่อวัตถุประสงค์นี้ “อำนาจผีปอบ” เรื่องราวสั้น ๆ ของผีปอบตาพวง ตีพิมพ์ในหนังสือวชิรญาณวิเศษ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๕  น่าจะนับเป็นเรื่องผีเพื่อความบันเทิงเรื่องแรก ๆ ของไทย 



               แต่เรื่องผีที่ตีพิมพ์ถัดมาและโด่งดังในระดับตำนาน คือ”ผีแม่นาคพระโขนง” ด้วยเค้าโครงจากเรื่องจริงซึ่งกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓  คือ อำแดงนาคเป็นบุตรขุนศรีนายอำเภอ ได้แต่งงานกับนายชุ่ม นักแสดงโขนตัวทศกัณฐ์ ในคณะของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี บ้านอยู่ปากคลองพระโขนง มีบุตรชายหญิงหลายคน ต่อมาอำแดงนาคคลอดลูกตาย นายชุ่มเอาศพไปฝังที่ป่าช้าวัดมหาบุศย์ ลูกชายหวังทรัพย์สมบัติของบิดา ไม่อยากให้มีภรรยาใหม่ จึงทำอุบายใช้คนไปขว้างปาชาวบ้านที่พายเรือผ่านคลองริมป่าช้าที่ฝังศพอำแดงนาค จนเล่าลือกันว่าผีแม่นาคอาละวาด เพื่อให้ไม่มีหญิงใดกล้ามาแต่งงานใหม่กับนายชุ่ม   

                 บทประพันธ์และสื่อต่าง ๆ ซึ่งตามมาในภายหลังนั่นแหละครับ สร้างแม่นาคพระโขนงให้เป็นผีจริง ๆ ขึ้นมา เริ่มจากละครร้องเรื่อง “อีนากพระโขนง” โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์  จัดแสดงขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ ที่โรงละครปรีดาลัย ริเริ่มสร้างอิทธิ์ฤทธิ์ให้กับผีแม่นาคสามารถยืดแขนได้ สร้างความฮือฮาจนต้องแสดงต่อเนื่องกันถึง ๒๔ รอบ ในขณะนวนิยายเรื่อง “ขุนชาญคดี เล่าเรื่องอีนากพระโขนง” ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกการเมือง พ.ศ.๒๔๗๑-๒๔๗๒ ก็เสริมความพิสดารให้การหลอกหลอนของผีแม่นาค เช่น กล้าหลอกหลอนพระและเณรโดยไม่เกรงผ้าเหลือง เอามือลอดช่องจากใต้ถุนเรือนขึ้นมา ฉุดเรือของชาวบ้าน  เพิ่มดีกรีความน่ากลัวให้ผีแม่นาคขึ้นไปอีกหลายเท่า  

                ยังไม่นับสื่ออื่น ๆ  อย่างบทกลอน ลำตัด ละครวิทยุ  ฯลฯ เหล่านี้ล้วนมีส่วนในการร่วมสร้างเนื้อเรื่องแม่นาคพระโขนงที่เราคุ้นเคย (ซึ่งไม่ตรงกับเรื่องจริง)  คือแม่นาคกับพ่อมากเป็นสามีภรรยาชาวบ้านคู่หนึ่งซึ่งใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาอย่างสงบสุข อยู่มาวันหนึ่งนายมากต้องไปรับราชการเข้าเดือนในพระนครในช่วงที่แม่นาคตั้งครรภ์ เมื่อครบกำหนดคลอดแม่นาคออกลูกตายทั้งกลม แต่เมื่อพ่อมากกลับมา แม่นาคกลับยังปรากฏกายใช้ชีวิตปรนนิบัติสามีเหมือนเดิม ในขณะเดียวกันก็อาละวาดเล่นงานชาวบ้านที่พยายามจะหาทางบอกพ่อมาก เมื่อรู้ความจริง พ่อมากได้หนีไปขอความช่วยเหลือจากพระภิกษุรูปหนึ่ง (บางเรื่องว่าเป็นสมเด็จพุฒาจารย์ โต ) ซึ่งได้ทำพิธีปราบผีแม่นาคด้วยการจับใส่หม้อดินเผาถ่วงน้ำ

                เรื่องของผีแม่นาคพระโขนงนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ โดยหม่อมราชวงศ์อนุศักดิ์ หัสดินทรในชื่อ “นางนาคพระโขนง” และหลังจากนั้นยังมีการสร้างเป็นภาพยนตร์ซ้ำต่อเนื่องกันมาอีกมากกว่า ๓๐ เรื่อง สำหรับตัวผมเอง ได้ดูในโรงภาพยนตร์จริง ๆ คือ “นางนาก” นำแสดงโดยทราย เจริญปุระกับวินัย ไกรบุตร  ที่นนทรีย์ นิมิบุตรเป็นผู้กำกับ (น่าจะประมาณเวอร์ชันที่ ๒๕ ) ซึ่งเป็นการตีความใหม่ ใส่ความสมจริงในอารมณ์ความรู้สึกเพิ่มเติมเข้าไป ทำเอาผู้ที่ได้ชมต่างประทับใจในความรักอันเป็นอมตะของนางนาก ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น นอกจากซื้อตั๋วเข้าไปชมอีกหลายรอบ ยังซื้อหนังสือ วีซีดี เพลง มาเก็บไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย (อินขั้นสุด) เก็บไว้อยู่จนถึงวันนี้

เครื่องทองจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ ต้นตำนานปู่โสมเฝ้าทรัพย์

 “ผีปู่โสมเฝ้าทรัพย์” คืออีกหนึ่งเรื่องราวผีที่สร้างเป็นภาพยนตร์แล้วได้รับความนิยม  เรื่องนี้มีเค้าว่าเป็นแนวคิดตามความเชื่อของศาสนาผีในการฆ่าคนให้เป็นผีอารักษ์  ต่างเพียงแต่เป็นการฆ่าคนเพื่อให้เป็นผีเฝ้าสมบัติแทนเท่านั้น เหตุมาจากความเชื่อกันว่าในสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒  บรรดาขุนนางใหญ่ได้มีการนำทรัพย์สินไปซุกซ่อนฝังดินไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ โดยมีการเขียนเป็นลายแทงไว้  ก่อนจะฆ่าบริวารเพื่อให้เป็นผีตายโหงดุร้ายทำหน้าที่คอยเฝ้าสมบัติเหล่านั้น  เรื่องผีปู่โสมนี้สร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๔๗๖  โดยขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์)

ปรากฏว่าเรื่องนี้ความสนุกไม่ได้อยู่เพียงในจอเท่านั้นครับ เพราะในโลกความเป็นจริงมีคนที่เชื่อเรื่องลายแทงสมบัติกรุงศรีอยุธยาอยู่ไม่น้อย หนึ่งในจำนวนนั้นคือหม่อมเจ้าพีระพงศ์ กาญจนทัต หรือ "ท่านพีระ" นักแข่งรถชื่อดังสมญานาม “เจ้าดาราทอง” เมื่ออยู่อังกฤษได้รับลายแทงโบราณบ่งชี้ขุมทรัพย์ถึง ๓๐๓ แห่งในกรุงเก่า พอเสด็จกลับเมืองไทยในปี พ.ศ.๒๔๙๗ ท่านจึงได้ทำเรื่องขออนุญาตกรมศิลปากรเพื่อขุดค้นอย่างเป็นทางการบริเวณวัดกุฎีดาว ซึ่งในลายแทงระบุว่าฝังไว้ถึง ๑๖ แห่ง โดยใช้เครื่องตรวจหาโลหะแบบที่ใช้ตรวจหาแร่โลหะเพื่อทำเหมือง  การค้นหาดำเนินไป ทว่าได้พบสิ่งของมีค่าเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆเท่านั้น  และในเวลาหนึ่งท่านพีระและสหายชาวต่างชาติได้พบทหารแต่งชุดนักรบโบราณไม่มีหัวมาปรากฏร่างให้เห็น ก่อนที่สหายต่างชาติจะถึงแก่กรรมโดยไม่ทราบสาเหตุหลังจากนั้นไม่นาน ส่วนท่านพีระเองก็ประกอบธุรกิจการค้าล้มเหลว ทั้งสองเรื่องท่านพีระเชื่อว่าเกิดจากคำสาปแช่งของปู่โสมเฝ้าทรัพย์ที่มาปรากฏให้เห็นทั้งสิ้น

 อีกเหตุการณ์ที่เกิดในเวลาไล่เลี่ยกัน ยิ่งทำให้ผู้คนทั่วไปเชื่อเรื่องเรื่องผีปู่โสมเฝ้าทรัพย์มากยิ่งขึ้นก็คือ ข่าวโจรแอบขโมยขุดกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะในราวปี พ.ศ. ๒๕๐๐  ใช้เวลานานถึง ๓ วัน ได้ทรัพย์สมบัติไปมากมายมหาศาล   ทว่าเมื่อลับลอบนำออกมาแล้ว ผู้ที่ร่วมขบวนการนั้นต่างมีอันเป็นไปต่าง ๆ นานา เช่น เสียสติไปรำดาบอยู่กลางตลาด แม้แต่ร้านทองที่รับซื้อทองจากกรุไว้ก็ล้มละลายเลิกกิจการไป  ตำรวจตามไปยึดคืนของกลางที่ขโมยเอาไป ได้คืนมาเพียงบางส่วนราว ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ปัจจุบันจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา  พระนครศรีอยุธยา โดยจัดทำเป็นอาคารนิทรรศการพิเศษเฉพาะเครื่องทองกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ แยกออกมาต่างหากจากวัตถุโบราณอื่น ๆ

นิยายภาพ "กระสือสาว" ผลงานอาจารย์ทวี วิษณุกร 

 ในขณะเดียวกันในทางด้านของสื่อสิ่งพิมพ์ บทประพันธ์เรื่องผี ๆ ของเหม เวชกร ที่เริ่มเขียนตีพิมพ์ออกสู่ท้องตลาด ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๔๗๖ มาจนถึง พ.ศ. ๒๕๑๓ ต่อเนื่องยาวนานถึง ๓๖ ปี นับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงและ เป็นผู้นำที่ส่งอิทธิพลอย่างสำคัญทำให้เกิดบทประพันธ์เรื่องผีอื่น ๆ อีกมากมายในท้องตลาด  รวมทั้งนิยายภาพแนวผีที่เป็นเรื่องยาว หนึ่งในผู้มีผลงานโดดเด่นในกลุ่มนี้คือทวี วิษณุกร ได้สร้างสรรค์เรื่องราวของ “กระสือสาว” จากผีชั้นต่ำเก่าแก่อันปรากฏเพียงชื่อในกฏหมายพระไอยการเบ็ดเส็รจสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นร่วมกันกับผีอีกสามชนิดคือ ฉมบ จะกละ และกระหาง   ออกแบบจินตนาการรูปร่างให้ป็นผู้หญิงที่มีแค่หัวกับไส้ล่องลอยไปในอากาศ  ตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในนิตยสารสำหรับเด็ก “หนูจ๋า”ของสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๑๑ -๒๕๑๖ ได้รับความนิยมอย่างสูงถึงขนาดนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ทันทีที่เขียนจบ นำแสดงโดยสมบัติ เมทะนีและพิสมัย วิไลศักดิ์  ความโด่งดังของภาพยนตร์สงผลให้ผีกระสือที่มีหัวกับไส้ติดตากลายเนภาพจำของคนไทยทั้งประเทศที่มีต่อผีชนิดนี้

ประติมากรรมผีเปรตวัดไผ่โรงวัว จังหวัดสุพรรณบุรี (ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ ภาพ) 

นิยายภาพผีเล่มละบาทที่รุ่งเรืองอยู่ในช่วงปีพ.ศ. ๒๕๒๐-๒๕๓๐  ก็ถือว่าเป็นสิ่งพิมพ์อีกชนิดซึ่งมีส่วนไม่น้อยในการนำเสนอเรื่องราวของผีพื้นบ้านจากในภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศที่เคยรู้จักกันในท้องถิ่น ให้เป็นที่รับรู้กันในวงกว้าง ผมเองยังทันอ่านเหมือนกันในช่วงของความรุ่งเรืองในยุคปลาย ๆ สมัยยังเรียนอยู่ประมาณชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ อ่านแล้วก็กลัวผีครับ แต่ก็ยังอยากจะไปเที่ยวดูผีเปรตวัดไผ่โรงวัว จังหวัดสุพรรณบุรี ที่เขาฮิตไปดูเมืองนรกเมืองสวรรค์กันในช่วงนั้น อีกแห่งที่ได้ยินโฆษณาจากวิทยุที่คุณย่าฟังเป็นประจำคือวัดพืชอุดม จังหวัดปทุมธานี มีเมืองนรกเมืองสวรรค์ให้ดูเหมือนกัน ไม่รู้ว่าใครสร้างก่อนใคร คงไล่เลี่ยกัน น่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแนวผีแห่งแรก ๆ ของไทยเลยก็ว่าได้ครับ  แต่สมัยหลังมานี่เริ่มมีเยอะจนจำไม่หวาดไม่ไหวว่าที่ไหนบ้าง  สร้างกันแทบทุกวัด

ผีตาโม่ ผีเทศกาลท่องเที่ยว จังหวัดเพชรบูรณ์

แต่เดี๋ยวนี้ความนิยมแนวผี ๆ พัฒนาไปมากครับ นอกจากไปเที่ยวดูนรกสวรรค์ หรืองานเทศกาลที่ผีออกมาเดินกันเต็มถนน เช่น ผีตาโขน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย   ผีตาโม่ อำเภอหล่มเก่า  จังหวัดเพชรบูรณ์  (ซึ่งดูแล้วแอบเห็นร่องรอยของศาสนาผีดั้งเดิมที่ยอมรับเอาศาสนาพุทธเข้ามานำหน้า) ยังมีแหล่งท่องเที่ยวประเภทตามรอยละครผี ๆ  อย่างที่บ้านเขียวขุนพิทักษ์บริหาร  ที่อำเภอผักไห่ พระนครศรีอยุธยา โลเคชั่นถ่ายทำภาพยนตร์ เรื่อง “อนงค์  My Boo“  ที่ทำรายได้ทั่วประเทศไปกว่า ๑๕๐ ล้าน และกำลังจะมีภาค ๒ เข้าในเดือนตุลาคมนี้ ร้านอาหารบรรยากาศผี ๆ  ก็มีไม่น้อย (ผมเพิ่งไปกินก๋วยเตี๋ยวโลงผีหมี่เกี๊ยว ใกล้กับโรงเรียนวัดสระเกศ  มาเมื่อไม่กี่วันนี้ อร่อยกว่าก๋วยเตี๋ยวธรรมดาตรงที่นอกจากตกแต่งบรรยากาศรอบร้านด้วยภาพวาดผีแล้ว กล่องใส่ตะเกียบ ใส่เครื่องปรุงบนโต๊ะยังเป็นโลงผีด้วย ที่ใส่ไม่จิ้มฟันก็เป็นโกศทองเหลือง เท่เสียไม่มี  พวกของฝากแบบผี ๆ เอง ก็มีหลากหลาย อาทิ หน้ากากผีบุ้งเต้า ของอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย (มีอยู่ใน อ.ส.ท. ฉบับนี้ด้วยนะ)   

แปลกใจอยู่อย่างเดียวครับ ลองหาดูหลายรอบแล้ว  ไม่เห็นมีที่พักในประเทศไทยแห่งไหนสร้างในสไตล์โรงแรมผีสิบ้างเลย   ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน

 

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569

หริภุญชิล ปั่นจักรยาน ชมศิลป์ กินคาเฟ่

ภาคภูมิ  น้อยวัฒน์ เรื่อง สุรพล สุภาวัฒนกุล ภาพ

ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. มกราคม ๒๕๖๙

แดดสีอำพันสาดส่องต้ององค์พระธาตุหริภุญชัยเป็นสีทองอร่ามตัดกับผืนฟ้าสีคราม ขณะพวกเราพากันปั่นสองล้อคันเก่งโต้ลมหนาวระเรื่อยไปตามถนนลัดเลาะในย่านเวียงเก่าของนครหริภุญไชยใจกลางเมืองลำพูน ท่ามกลางบรรยากาศสงบเงียบของยามเช้า

สายลมยะเยียบเย็นปะทะใบหน้าเวลาจักรยานพุ่งไปตามทางนั้นให้ความรู้สึกสดชื่นเกินบรรยาย ฤดูหนาวของประเทศไทยเราปีนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีครับที่อากาศหนาวจริง ๆ นับว่าสมศักดิ์ศรีฤดูหนาวเลยทีเดียว ฟังข่าวทางโทรทัศน์ตอนเช้าได้ยินว่าบนดอยสูงหลายแห่งอุณหภูมิลดลงถึงระดับ ๐ องศาด้วยซ้ำไป บรรดานักท่องเที่ยวสายธรรมชาติก็เหมือนนกรู้ ต่างพร้อมใจพากันเฮโลขึ้นไปสัมผัสความยะเยือกกันอย่างเนืองแน่นแทบจะทันทีทันควัน

ส่วนสายศิลปวัฒนธรรมอย่างผมนั้น แม้ไม่ได้สนใจความเย็นระดับเยือกแข็งเท่าไหร่ แต่ก็แอบดีใจอยู่เหมือนกัน เพราะอากาศหนาวถือเป็นโอกาสอันเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวด้วยการปั่นจักรยาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนเส้นทางในเมืองเล็ก ๆ อันเต็มไปด้วยร่องรอยอดีตกาลอย่างลำพูนนี่แหละครับ คือ “เส้นทางในฝัน” ที่ผมหมายมั่นปั้นมือมาเนิ่นนาน

สามล้อท้องถิ่นเร่งแซง

แล่นสองล้อผ่อรอยเวลา รอบเวียงหละปูน

          ๑๒ องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิเช้านี้ในเมืองลำพูนที่ปรากฏบนจอมือถือ ซึ่งเห็นแล้วต้องบอกเลยว่า “น่าถีบมาก”  (หมายถึงถีบจักรยานเที่ยวนาครับ ไม่ได้หมั่นไส้จะไปถีบใคร)  

ผมเองมาเยี่ยมเยือนลำพูนหลายครั้ง ประทับใจในความมินิมอล เคยคิดอยู่ว่าอยากจะพกพาเอาจักรยานพับคันเก่งมาขี่เที่ยวชมเมืองก็หลายหน ติดอยู่ตรงทุกครั้งที่ผ่านมาพานพบแต่กับอากาศร้อน ร้อนมาก และร้อนมากที่สุดเสียเป็นส่วนใหญ่ (ถึงในหน้าหนาวก็เถอะ จะได้เจอกับความเย็นแม้แต่น้อยก็หาไม่) นึกภาพการปั่นจักรยานไปท่ามกลางแดดระอุไอร้อนอบอ้าว เหน็ดเหนื่อยเหงื่อไหลไคลย้อยแล้ว ไม่เห็นว่าจะเกิดสุนทรียารมณ์ในการเที่ยวชมศิลปกรรมได้อย่างไร คิดแล้วเลยต้องถอดใจพับโครงการเก็บไปแทบทุกครั้งครับ  กระทั่งมาปีนี้ฤดูหนาวเขา “ทำถึง” จริง ๆ   ถือเป็นโอกาสเหมาะให้ผมชวนพลพรรคขนเอาจักรยานใส่รถมาปั่นกันให้หายคาใจสักที

ช่วงเช้าแดดยังอ่อนไม่ร้อน อากาศเย็นสบาย พวกเราปั่นช้า ๆ เน้นกินลมชมวิวชมนกชมไม้รายทางไปเรื่อย ครับ ไม่ได้ปั่นเอาความเร็วแข่งกับใคร  เนิบนาบถึงขนาดสามล้อถีบพาหนะท้องถิ่นพร้อมผู้โดยสารต้องดีดกระดิ่งให้สัญญานก่อนแซงออกขวาขึ้นหน้าไปฉิว  ผ่านริมคูเมืองหน้าวัดพระธาตุหริภุญชัย  พวกเรายังพากันแวะจอดจักรยานแอบซุ่มดูนกกระเต็นอกขาวตัวใหญ่ โฉบลงจับปลาขึ้นมาเกาะบนกิ่งไม้ริมน้ำก่อนกลืนลงท้องไปอย่างเอร็ดอร่อย

นกกระเต็นอกขาวกินปลาบนต้นไม้ริมน้ำกวง (ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ ภาพ) 

ด้วยความที่ตัวเมืองลำพูนในเขตเวียงเก่าแก่แต่โบราณ พื้นที่ไม่ได้กว้างใหญ่อะไรมากมายคือแค่ประมาณ ๒ ตารางกิโลเมตรเท่านั้น เลยไม่ต้องรีบไปไหน ปั่นไปตามถนนรอบเมืองชั้นในรวมระยะทางประมาณสามกิโลกว่า ๆ ไม่กี่นาทีก็รอบเมืองแล้ว ยังไม่ทันเหนื่อยด้วยซ้ำไป มีเวลาไปลดเลี้ยวเล่นตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ ในเวียงซึ่งเชื่อมต่อถืงกันหมดได้อีกต่างหาก ถือเป็นสวรรค์ของนักปั่นแนวสมัครเล่นอย่างพวกเราโดยแท้ บรรยากาศชวนให้ผมนึกถึงสมัยเด็ก ๆ ช่วงปิดเทอมเล็กตอนหน้าหนาว เช้า ๆ ก็ออกไปขี่จักรยานเล่นแถวบ้าน เข้าซอกโน้นออกซอยนี้อย่างสนุกสนาน เหมือนกันแบบนี้ไม่มีผิด ต่างกันตรงเส้นทางจักรยานในเวียงลำพูนนี้ทัศนียภาพดี ไม่มีมลภาวะทางสายตาเนื่องจากเก็บสายไฟและสายสื่อสารต่าง ๆ ลงใต้ดินหมดแล้ว

สตรีทอาร์ตริมกำแพงวัดระหว่างทางทางไปวัดพระยืน

 ไหนจะเต็มไปด้วยวัดวาอารามโบราณงาม ๆ ให้แวะเยี่ยมชมหลายวัด ทั้งในเขตกำแพงเมืองอย่าง วัดพระธาตุหริภุญชัย อารามหลักใจกลางนครแห่งเวียงหริภุญไชยอันเคยเป็นพระราชวังหลวงสมัยพระนางจามเทวี ส่วนนอกกำแพงเวียงเก่าออกไปที่น่าสนใจคือ  อารามสี่ทิศมุมเมือง” สร้างขึ้นในสมัยพระนางจามเทวีเพื่อเป็น “จตุรปราการ” คุ้มครองเมืองจากภูตผีสิ่งชั่วร้าย ได้แก่ วัดพระยืนทางทิศตะวันออก วัดพระคงฤาษีทางทิศเหนือ วัดประตูลี้ทางทิศใต้  วัดมหาวัน ทางทิศตะวันตก ยังมีที่น่าชมเป็นพิเศษคือวัดจามเทวีอีกแห่งอยู่ถัดจากวัดมหาวันไป ๙๕๐เมตร หลงเหลือ “สุวรรณจังโกฏิเจดีย์” และ “รัตนเจดีย์” โบราณสถานสมัยนครหริภุญไชยแท้ ๆ อันอลังการเมื่อพันกว่าปีที่ไม่ควรพลาดชมอยู่  แต่ละวัดอยู่ห่างออกไปไม่ไกลแค่ประมาณ ๑-๒ กิโลฯ ปั่นไปถึงได้สบาย ๆ

นิทรรศการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย

สายหน่อยแดดเริ่มแรงขึ้น แม้ไม่รู้สึกร้อนเพราะอากาศเย็น แต่อานุภาพนั้นแผดเผาให้ผิวเกรียมไหม้จนกลายเป็นเจ้าเงาะสังข์ทองได้ไม่ยาก พวกเราจึงเปลี่ยนจุดหมายเข้าไปเที่ยวในร่มกันบ้าง จอดแวะที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย เป็นลำดับแรก เดี๋ยวนี้เขาปรับปรุงการจัดแสดงใหม่ สาดแสงเงาสร้างมิติให้กับโบราณวัตถุอย่างสวยงามเชียวครับ โดยเฉพาะห้องชั้นบนที่จัดแสดงศิลปกรรมสมัยหริภุญไชยอันเก่าแก่นับพันปีนั้นถูกใจผมเป็นพิเศษ เพราะเต็มไปด้วยประติมากรรมชิ้นงาม ๆ ทั้งพระพุทธรูป ประติมากรรมดินเผา เทวดา ยักษ์  งามเด่นอยู่ใต้แสงไฟในท่ามกลางแอร์เย็นฉ่ำ

โบราณวัตถุภายในพิพิธภัณฑ์พระเมืองแก้ว

เดินดูอย่างเพลินตาเพลินใจจนทั่ว ค่อยพากันแล่นสองล้อถีบข้ามฟากถนน มาเข้าทางด้านประตูหลังวัดพระธาตุหริภุญชัย เนื่องจากบริเวณวัดยังมีพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุเก่าแก่ที่พบในเมืองลำพูนให้ชมอย่างจุใจถึงสองแห่งด้วยกัน คือพิพิธภัณฑ์ห้าสิบปี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน ) ซึ่งภายในอาคารสถาปัตยกรรมแบบวิหารล้านนาประยุกต์ เรียงรายไว้ด้วยตู้กระจกเต็มไปด้วยพระพุทธรูปน้อยใหญ่ทั้งดินเผา โลหะ สมัยหริภุญไชยและล้านนาหลากหลายขนาดมากมายละลานตา  และพิพิธภัณฑ์พระเมืองแก้วบริเวณระเบียงคดฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ จัดเรียงส่วนประกอบสถาปัตยกรรมไม้แกะสลักน้อยใหญ่ เช่น หน้าบัน คันทวย ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ทางศาสนาอื่น ๆ  อาทิ หีบพระธรรม ไว้สองฟากฝั่งทางเดินเป็นแนวยาว ที่ผมประทับใจเป็นพิเศษเห็นจะเป็น “สัตตภัณฑ์” หรือเชิงเทียนขนาดมหึมา แกะสลักจากไม้ปิดทองประดับกระจก สูงท่วมหัว ใหญ่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลยทีเดียว

สาธิตการทอผ้าในเฮือนศิลปินหริภุญชัย

 ทะลุออกมาหน้าวัดบริเวณถนนประตูท่าสิงห์  อาคารจัตรมุขชั้นเดียวโดดเด่นตรงหน้าคือเฮือนศิลปินหริภุญชัยของเทศบาลเมืองลำพูน โถงฟากหนึ่งเป็นสถานีจอดรถรางนำเที่ยวรอบเมือง อีกฟากหนึ่งนั้นเป็นห้องจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนเกี่ยวกับศิลปกรรมแขนงต่าง ๆ เกี่ยวข้องกับเมืองลำพูน วันที่เรามานี้เป็นหัวข้อ “เส้นสายลายผ้ายกดอกลำพูน” ในโครงการเฮือนศิลปินหริภุญชัยครั้งที่ ๒๕ บนผนังจึงเรียงรายไปด้วยเนื้อหาข้อมูลลวดลายของผ้าทอยกดอกลำพูนชนิดต่าง ๆ  บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้อง ทั้งยังมีผืนผ้าทอจริง ๆ แบบผืนใหญ่ แบบเป็นผ้าถุง สวมใส่อยู่ในหุ่นบ้าง พับแขวนโชว์ไว้เรียงรายบ้างนับหลายสิบ กึ่งกลางห้องตั้งกี่ทอผ้าขนาดใหญ่ มีคุณป้าผู้เชียวชาญกำลังสาธิตการทอผ้าอยู่ ดูน่าสนใจจนต้องแวะทัศนาหน่อย แม้พวกเราชายล้วนจะไม่ค่อยรู้เรื่องผ้าผ่อนแพรพรรณเท่าไหร่

พิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน

 ออกปั่นกันต่อ ไป เลี้ยวเข้าในถนนวังซ้าย แวะชมเรือนสรไนครึ่งไม้ครึ่งปูนขนาดใหญ่สองชั้นอายุกว่าร้อยปี ครั้งหนึ่งเคยเป็น “คุ้มเจ้าสัมพันธวงษ์” หรือเรือนพักอาศัยของเจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ (พุทธวงษ์ ณ เชียงใหม่) กับเจ้าหญิงส่องหล้า ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน ชั้นล่างจัดแสดงประวัติคุ้มเจ้าราชสัมพันธวงษ์ ภาพถ่ายเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ  วิถีชีวิตในอดีตของชาวลำพูน ข้าวของเครื่องใช้สมัยเก่า เช่น วิทยุ กล้องถ่ายภาพ  สินค้าในชีวิตประจำวันยี่ห้อต่าง ๆ รวมทั้งลอตเตอรี่เมื่อห้าทศวรรษก่อน  รวมถึงโมเดลโครงการพัฒนาศาลากลางจังหวัดลำพูนหลังเก่าให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ซึ่งดูแล้วน่าสนใจ เพราะในบริเวณใกล้เคียงกันนี้ก็ยังมีคุ้มเจ้ายอดเรือน ที่เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์สุดท้าย ทรงสร้างให้แก่เจ้ายอดเรือน ชายาองค์สุดท้าย  ตัวอาคารยังคงสภาพดั้งเดิมไว้สมบูรณ์ จนได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยาม เมือปี ๒๕๕๔ กับคุ้มเจ้าสุริยา เรือนโบราณอีกแห่ง ตอนพวกเราปั่นผ่านมาเห็นว่ากำลังอยู่ในระหว่างปรับปรุงครั้งใหญ่ หากเสร็จสมบูรณ์ย่านนี้จะเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมชั้นดีให้เดินเที่ยวก็ดี ขี่จักรยานเที่ยวก็ได้ อย่างสุโขสโมสรเชียวละครับ

ชั้นบนของคุ้มเจ้าสัมพันธวงศ์

ขึ้นบันไดไปชั้นบนซึ่งสร้างด้วยไม้ทั้งชั้นบรรยากาศโปร่งโล่งสบาย ได้อารมณ์เหมือนย้อนไปในอดีตกาล  ตรงระเบียงมองเห็นยอดพระธาตุหริภุญชัยอยู่ไม่ไกล มุมหนึ่งของเรือนเรียงรายด้วยตู้ไม้กรุกระจกใส ที่เห็นแล้วพวกเราต้องพากันปรี่เข้าหา เพราะว่าภายในบรรจุบรรดาพระเครื่องอันเลื่องลือชื่อของเมืองลำพูนที่รวบรวมไว้ครบทุกชนิด แสงไฟสว่างไสวพร้อมป้ายข้อมูลละเอียดยิบ พวกเรามุงกันชมดูพลางสงสัยว่าทำไมถึงได้มีครบครันขนาดนี้ แล้วเอามาโชว์ไว้แบบนี้ทำไมถึงไม่หาย (ราคารวมแล้วน่าจะเป็นหลายสิบหรือหลายร้อยล้าน)  ก็พอดีหนุ่มน้อยเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์เข้ามาเฉลยให้ฟังว่า ที่เห็นทั้งหมดน่ะเป็นของจำลองถอดพิมพ์มาจัดแสดงไว้ ถ้าอยากดูของแท้ แถมมีมากกว่านี้หลายสิบเท่าให้ไปดูที่พิพิธภัณฑ์พระรอด วัดสันป่ายางหลวง

พิพิธภัณฑ์พระรอดและพระเครื่องสกุลลำพูน วัดสันป่ายางหลวง

รู้งี้แล้วจะพลาดได้ไงครับ พวกเรารีบพากันปั่นออกนอกกำแพงเมืองตามซอยสันป่ายาง ห่างไปทางตะวันออกเฉียงเหนือแค่กิโลกว่า ๆ  แป๊บเดียวก็ถึง เป็นวัดใหญ่โอฬารวิจิตรตระการตาน่าชมมาก ตัวพิพิธภัณฑ์เป็นศาลาโถงยาวพอกับชื่อเต็ม ๆ ที่ติดเอาไว้ด้านหน้าคือ พิพิธภัณฑ์พระรอดเก่าแก่ของหริภุญชัยและพระเครื่องสกุลลำพูน อายุ ๑,๓๐๐ ปี ภายในเป็นสถานที่เก็บรักษา จัดแสดงพระเครื่องสกุลลำพูน และประติมากรรมอื่น ๆ ที่ขุดพบจากเจดีย์วัดสันป่ายางหลวงเองและจากเจดีย์พระเจ้าเพ่อเล่อ ใส่ตู้กระจกเรียงรายไว้ ได้แก่ “พระรอด” ที่โด่งดังมากที่สุด มีอยู่ทั้งหมด ๕ พิมพ์ กับพิมพ์พิเศษคือ “พระรอดทรงกลีบบัวตูม”อันงดงามด้วยความอ่อนช้อยเบาบางของกลีบบัวที่ทำได้ยาก  “พระคง” “พระลือ”  “พระเปิม” พระลบ” “พระบาง” “พระเลี่ยง”  พร้อมทั้งพระฤๅษีทั้งสี่” (ผู้สร้างเมืองหริภุญไชยและพระรอด)  “พญาลิงเผือก” (กากวานร)  “พระสาม” “พระสิบสอง”  “พระแก้วจุยเจีย” เซียนพระทั้งหลายถ้าได้มาเห็นรับรองต้องซี้ดปาก ประติมาชิ้นที่งามที่สุดคือพระพุทธรูปปางประทานพรศิลปะหริภุญไชยที่ขุดพบในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีเศียรพระพุทธรูป เทวดา และยักษ์  ทั้งหมดรวมกันน่าจะหลายพันชิ้น นับเป็นมูลค่าที่สูงจนประมาณไม่ได้ ทำให้อาคารพิพิธภัณฑ์ต้องทำอย่างแข็งแรงแน่นหนา ที่สำคัญคือ “ห้ามถ่ายภาพ” ครับ นัยว่าเพื่อความปลอดภัย ทำเอาพวกเราใช้เวลาพินิจพิจารณาอยู่ในนี้เนิ่นนานนับชั่วโมง เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ ความประทับใจ ไว้ในความทรงจำ

โคมแสนดวงหน้าวัดพระธาตุหริภุญชัย
        กลับออกมาก็เย็นย่ำแดดราแสงเป็นสีทอง กว่าจะปั่นจักรยานฝ่าสายลมหนาวพัดเย็นกลับมา ท้องฟ้าหน้าวัดพระธาตุหริภุญชัยที่พวกเราจอดรถตู้ไว้ก็แปรเป็นสีน้ำเงินเข้ม พร้อมด้วยสีสันจากโคมแสนดวงบนถนนหน้าวัดคอย ๆ สว่างไสวขึ้นมาตัดกับความเงียบสงบของเมืองในยามค่ำ ผมนึกไปถึงครั้งก่อนที่เคยมาในช่วงเย็นวันศุกร์ บรรยากาศแตกต่างอย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ  เนื่องจากเป็นวันที่มีกิจกรรม “ถนนคนเดินเมืองลำพูน” สองฟากฝั่งจะสว่างไสวแสงไฟ เต็มไปด้วยร้านรวงขายข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าอาหารการกินสารพัด  เรียกว่าจะมาขี่จักรยานตอนนั้นคงหมดสิทธิ์  เพราะบนถนนเนืองแน่นไปด้วยผู้คนนับพัน ไม่รู้ว่ามาจากไหน แทบจะเรียกว่า”ไหล” ไปบนถนนมากกว่าเดิน  ไม่เหมือนกับตอนนี้ที่ถนนเป็นของพวกเราก็ว่าได้ เพราะไม่เห็นมีใครสักคน ปั่นกันอยู่สามหนุ่มเท่านั้น

หอศิลป์อุทยานธรรมะ อินสนธิ์ วงศ์สาม 

เพลินสุนทรียารมณ์ เที่ยวชมหอศิลป์ร่วมสมัย

            แดดสาย ๆ กำลังแจ่มจ้า ลมหนาวพัดโชยมาแผ่วเบา

                หลังจากวันวานปั่นจักรยานตระเวนเวียงกันจนเมื่อย วันนี้พวกเราจึงขอเปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยวแบบสบาย ๆ  ท่ามกลางอากาศเย็นสดชื่นช่างเหมาะเจาะเป็นใจ เสพสุนทรียะทางสายตาชมงาน “ศิลปกรรมร่วมสมัย”  เนื่องจากเมืองลำพูนเองมีศิลปินในระดับแนวหน้าของประเทศหลายคนมาลงหลักปักฐานเปิดบ้านเป็นหอศิลป์เอกชนให้ผู้สนใจได้เยี่ยมชมหลายแห่งอยู่เหมือนกันครับ

                รถตู้คันเก่งพาเราแล่นออกจากตัวเมืองมาประมาณ ๑๒ กิโลเมตร เข้าสู่ความร่มรื่นเขียวขจีในพื้นที่หอศิลป์อุทยานธรรมะ อินสนธิ์ วงศ์สาม สถานที่จัดแสดงผลงานศิลปกรรมของอาจารย์อินสนธิ์ วงศ์สาม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) ประจำปี ๒๕๔๒  อาณาบริเวณ ๑๖ ไร่สำหรับหอศิลป์ถือว่ากว้างขวางมากจนดูเวิ้งว้าง ยังดีที่พวกเราได้คุณอรัญญา หลานสาวของอาจารย์อินสนธิ์ให้เกียรติมาทำหน้าที่มัคคุเทศก์ช่วยนำชม ทำให้ไม่ต้องเดินสะเปะสะปะกันเองไปตามอาคารจัดแสดงที่แบ่งเป็นหลายหลังกระจายกันอยู่ในพื้นที่กว้างของสวนสีเขียวเย็นตา

โมเดลประติมากรรมใต้น้ำ จัดแสดงบนเรือนป้าไฮ

“บ้านป้าไฮ” เรือนไม้สักหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าร้านกาแฟ บนชั้นสองถือเป็นเสมือนหอประวัติและรวมรวมผลงานชิ้นเอกของอาจารย์อินสนธิ์ โดยห้องด้านในฝั่งซ้ายจัดแสดงผลงานสมัยแรกภาพพิมพ์แกะไม้เป็นภาพของชีวิตผู้คนที่พบเห็นจากการเดินทางทั่วประเทศ ภาพชุดนี้เคยมาจัดนิทรรศที่อาคารองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.)ของพวกเราที่ถนนราชดำเนินนอกด้วย ตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๐๔ (ผมยังไม่เกิดด้วยซ้ำ) 

แลมเบรตต้าพาหนะในการเดินทางข้ามทวีป

 ห้องฝั่งขวาจัดแสดงรถสกูตเตอร์แลมเบรตต้าพร้อมกระเป๋าหนังใส่ผลงานและอุปกรณ์ศิลปะซึ่งอาจารย์เคยใช้ในการเดินทางท่องถนนไปถึงบ้านเกิดในอิตาลี ของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ล่วงลับที่เคารพรัก พร้อมทั้งร่ำเรียน สร้างผลงาน แสวงหาประสบการณ์ต่อในยุโรประหว่างปี ๒๕๐๕-๒๕๐๙  ส่วนห้องโถงกลางด้านหน้าเป็นแบบร่างผลงานเชื่อมโลหะ “ประติมากรรมใต้ทะเล” ทำขึ้นสมัยไปสร้างงานอยู่ที่อเมริกาในช่วงปี ๒๕๑๐-๒๕๑๗ โดยคิดจะร่วมกับวิศวกรพัฒนาให้เป็นประติมากรรมช่วยบำบัดน้ำเสียได้ด้วย (ไอเดียล้ำยุคมาก) โมเดลที่เห็นเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น จริง ๆ แล้วมีถึง ๔๐๘ ชิ้นเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายโครงการไม่ผ่านการพิจารณาจากสปอนเซอร์ บนผนังของห้องโถงยังรายล้อมด้วยประติมากรรมจากตอไม้ เน้นปรับแต่งทรวดทรงธรรมชาติของไม้ด้วยการขุด เซาะ ถาก กลึง ขัดผิวให้เรียบ แล้วเคลือบผิวเงา เป็น “สไตล์” อันโดดเด่นในการสร้างสรรค์ผลงานของอาจารย์ ซึ่งต่อมาได้พัฒนาการเป็นประติมากรรมไม้แบบถอดประกอบเข้าสลักซับซ้อนน่าตื่นตายิ่งขึ้น

ประติมากรรมรูปพระสงฆ์กับจิตรกรรมนามธรรมในบ้านขาว

                 “บ้านขาว” หรือไวท์เฮ้าส์ อาคารชั้นเดียวอยู่ติดกันด้านข้างเป็นอีกจุดน่าชม เพราะนอกเหนือจากภาพจิตรกรรมที่อาจารย์ใช้เท้าวาดจนเป็นข่าวฮือฮาในวงการแขวนโชว์อยู่หน้าประตู กับผลงานจิตรกรรมและภาพพิมพ์นามธรรมใหญ่ยักษ์แล้ว ตรงกึ่งกลางห้องนั้นจัดแสดง “พุทธประติมากรรมโลหะ” หลากหลายชิ้น ผลงานของคุณเวเนเซีย วอล์คกี ภรรยาคู่ชีวิตของอาจารย์ซึ่งถึงแก่กรรมไปเมื่อไม่นานนี้ไว้ด้วย แต่ละชิ้นแม้มีขนาดไม่ใหญ่โต ทว่าล้วนโดดเด่นด้วยการสื่อความหมายชัดเจนถึงวิถีการดำเนินชีวิตในพุทธศานา  เช่น ประติมากรรม “ธรรมจักร” หล่อเป็นพระภิกษุสามรูปเดินบิณฑบาตรบนสะพานไม้ ดูมีความเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา “สวดมนต์” หล่อเป็นพระสงฆ์สามรูปในกิริยากำลังนั่งถือตาลปัตรประกอบพิธีสวดพระพุทธมนต์  มีความละเอียดละไมในอารมณ์แบบศิลปินหญิง

ผลงานประติมากรรมไม้ในอาคาร "แกลอรี" 

พากันเดินออกมาบนลานหญ้ากว้าง ผ่านรายทางซึ่งเรียงรายด้วย “ประติมากรรมใต้ทะเล” ขยายขนาดขึ้นมาจากโมเดลที่แสดงในตู้ข้างบน หลากสีสันสดใสตัดกับสีเขียวของหมู่ไม้โดยรอบ มองไปเห็นอาคารจัดแสดงอีกหลายหลัง ส่วนใหญ่เป็นชั้นเดียว ใกล้ที่สุดคือ “แกลลอรี” โถงชั้นเดียวด้านหน้าตกแต่งด้วยประตูบานเฟี้ยมลวดลายฉลุไม้ไม้ฝาปะกน ภายในจัดแสดงงานประติมากรรมไม้แบบถอดประกอบหลากหลายขนาดและจิตรกรรมนามธรรมละลานตา  ในขณะที่ “บ้านไร่ปลายสวน” แสดงจิตรกรรมนามธรรมหลายขนาดตั้งแต่เล็กไปจนมหึมา  และ“ดรีมเวิร์ก สตูดิโอ” เคยเป็นห้องทำงานศิลปะ มีชั้นลอยสำหรับนอนพัก มุมหนึ่งยังตั้งรูปเหมือนครึ่งตัวของอาจารย์อินสนธิ์เอาไว้ ปัจจุบันใช้จัดแสดงผลงานหล่อโลหะ จิตรกรรม และประติมากรรมไม้นามธรรมชิ้นย่อย ๆ

อาจารย์อินสนธิ์ วงศ์สาม มอบลายเซ็นต์เป็นที่ระลึก 

ส่วนที่ผมรู้สึกทึ่งเป็นพิเศษคือความขยันของอาจารย์ เพราะไม่ได้ทำแค่ชิ้นงานศิลปะเฉพาะที่เป็นจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์เท่านั้นครับ บานประตู หน้าต่าง แม้กระทั่งเก้าอี้แต่ละตัว ก็ยังลงมือแกะสลักเองทั้งหมด แต่ละชิ้นจึงเป็นงานศิลปะในตัวรายละเอียดในหอศิลป์จึงเยอะมาก พวกเราชมครึ่งค่อนวันยังได้ไม่ถึงครึ่ง (เห็นว่ามีถึง ๑๐ อาคารเลยเชียวครับที่ใช้จัดแสดงผลงาน) ดูท่าคงต้องเก็บเอาไว้มาเที่ยวใหม่วันหลังบ้าง ขณะกำลังเตรียมออกเดินทางต่อ บังเอิญอาจารย์อินสนธิ์กลับจากธุระข้างนอกมาพอดี พวกเราจึงถือว่าโชคดีมากเพราะมีโอกาสพบตัวจริงเสียงจริง แถมได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันอีกต่างหาก โดยเฉพาะผมเองได้รับลายเซ็นต์สด ๆ ลงในหนังสือที่ซื้อกลับมาเป็นที่ระลึกด้วย

บรรยากาศร่มรื่นของหอศิลป์บ้านบัวแก้ว

 ระยะทางราว ๑๗ กิโลฯ ใช้เวลาไม่นานรถตู้ของพวกเราก็มาจอดอยู่ตรงหน้าหอศิลป์บ้านบัวแก้ว ในตำบลเหมืองง่าสถานที่จัดแสดงผลงานจิตรกรรมของอาจารย์จรูญ บุญสวน ศิลปินแนวอินเพรชชันนิสม์ระดับแนวหน้าของประเทศ ลูกศิษย์ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี รุ่นเดียวกันกับอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี เจ้าสำนัก“บ้านดำ” ที่จังหวัดเชียงรายผู้ล่วงลับ (รวมถึงคุณนิพนธ์ ขำวิไล หัวหน้าฝ่ายศิลป์อนุสาร อ.ส.ท.ของเราในยุคบุกเบิก ที่คนรุ่นหลังเรียกกันว่า “น้าได๋” ด้วย)  มาถึงก็เข้าชมได้เลย เพราะก่อนจะมาทางคุณอรัญญา ได้ช่วยประสานงานแจ้งไว้ล่วงหน้าแล้วเรียบร้อย (การเข้าเยี่ยมชมหอศิลป์บ้านบัวแก้วต้องติดต่อล่วงหน้ามาที่หมายเลข ๐๘ ๗๑๐๓ ๔๘๖๙ ก่อน เนื่องจากจะเปิดเฉพาะเมื่อมีผู้สนใจเข้าชมเท่านั้น) 

อาจารย์จรูญ บุญสวน ขณะบรรจงแต้มสีลงบนเฟรมผ้าใบ

 อาคารหอศิลป์ตั้งเด่นสง่าอยู่แต่ไกลภายในรั้วที่ร่มครึ้มด้วยหมู่ไม้ โชคดีอีกรอบครับสำหรับพวกเรา ได้จังหวะเหมาะ เนื่องจากตรงกับช่วงเวลาที่อาจารย์กำลังวาดภาพอยู่ในบริเวณนอกชานด้านหลังหอศิลป์พอดิบพอดี เลยมีโอกาสได้เห็นการทำงานจริงแบบสดแท้กับสายตา บริเวณที่ทำงานมีกล้วยไม้ต้นแบบแขวนไว้เรียงราย ขณะอาจารย์นั่งพินิจพิจารณาด้วยสายตาของศิลปินอย่างสุขุม ก่อนจะค่อย ๆ ใช้พู่กัน แตะสีจากในจานบนถาดใหญ่ด้านข้าง บรรจงปาดป้ายลงบนผืนผ้าในเฟรมตรงหน้า  เห็นง่าย ๆ แต่แท้จริงแล้วต้องบอกว่าไม่ธรรมดาครับ เนื่องจากภาพเขียนของอาจารย์จรูญนั้นมูลค่าสูงในระดับเลขเจ็ดหลักเลยทีเดียว

หลังสำเร็จการศึกษาศิลปะมหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์จรูญ เคยเป็นอาจารย์สอนศิลปะในสถาบันการศึกษาของรัฐหลายแห่งในภาคเหนืออยู่หลายปี ก่อนจะลาออกจากราชการในปี พ.ศ.๒๕๓๖  มาเป็นศิลปินอิสระอย่างเต็มตัว โดยมาสร้างหอศิลป์บ้านบัวแก้ว สำหรับจัดแสดงผลงานจิตรกรรมของตนเองขึ้น ถือเป็นหอศิลป์เอกชนแห่งแรกในจังหวัดลำพูน ผลงานอันโดดเด่นเป็นที่รู้จักในวงการคือภาพของดอกไม้ในทิวทัศน์ธรรมชาติที่ใช้สีสันสดใสสไตล์อิมเพรสชั่นนิสม์ ผลงานของอาจารย์จรูญคว้ารางวัลเกียรตินิยมในงานประกวดศิลปกรรมระดับชาติมาแล้วหลายรางวัล รวมทั้งได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักสะสมภาพจิตรกรรม หลายภาพจัดแสดงอยู่ในคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) ใครเคยไปเยี่ยมชมคงได้เห็นอยู่ครับ แต่ละภาพสีสันสะดุดตาเลยทีเดียว

หลากสีสันสะพรั่งบานปานสวนดอกไม้ ในห้องจัดแสดงของหอศิลป์บ้านบัวแก้ว

 พากันเดินเข้าไปชมภายในหอศิลป์ที่มองข้างนอกดูเหมือนบ้านสองชั้น แต่ภายในทำเป็นห้องโถงใหญ่เพดานสูคล้ายโกดังเก็บของ เต็มไปด้วยภาพวาดดอกไม้นานาพรรณ หลากหลายสีสัน ทั้งขนาดใหญ่ กลาง เล็ก (ส่วนใหญ่เป็นขนาดใหญ่ ความสูงประมาณเกือบ ๒ เมตร)  แขวนซ้อนกันสองชั้นบนผนังและบอร์ดนิทรรศการกั้นกึ่งกลางห้อง ยังมีวางพิงฝาอยู่กับพื้น ซ้อนกันกองกองละห้าหกภาพตลอดแนวผนังทั้งสี่ด้านและห้องเล็กที่อยู่ถัดไปอีกห้อง สีสันสดใสสวยงามสะดุดตาของแต่ละภาพเมื่อรวมกันให้ความรู้สึกเหมือนกับพวกเราเดินอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ซึ่งแข่งขันกันเบ่งบานจนละลานตา

ผลงานอาจารย์ประสงค์ ลือเมือง อันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ชมดอกไม้ในภาพวาดเพลิดเพลินเจริญใจจนลืมไปสนิทว่ายังมีหอศิลป์ที่ต้องไปชมอยู่อีกสองแห่ง นึกขึ้นมาได้จึงรีบอำลาอาจารย์จรูญและครอบครัว พากันขึ้นรถบึ่งต่อไปยัง หอศิลป์ ปาน บุญมี บุญศรี ในตำบลต้นธง ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ ๑๐กิโลฯ กว่า ๆ  

พักเดียวก็มาถึงเรือนสีฟ้าสถาปัตยกรรมล้านนาประยุกต์ ร่มรื่นอยู่ในเงาของแสงยามเย็น เดินเข้าไปด้านในปุ๊บค่อยถอนหายใจโล่งอกว่ายังเปิดให้ชมอยู่ เจ้าหน้าที่สาวเห็นท่าทางของพวกเรายังต้องหัวเราะ พลางบอกว่า “ยังไม่ปิดค่ะ เชิญชมได้ตามสบาย”  ภายในอาคารสองชั้นด้านนอกเป็นผนังที่จัดแสดงภาพ ด้านในเป็นระเบียงโดยรอบในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า เว้นกึ่งกลางเป็นลานกว้างเรียงรายด้วยผลงานประติมากรรม  ทั่วอาณาบริเวณเป็นที่รวบรวมและจัดแสดงผลงานของอาจารย์ประสงค์ ลือเมือง หนึ่งในบรรดาจิตรกรผู้สร้างงานศิลปกรรมร่วมสมัย กวาดรางวัลระดับชาติและระดับนานาชาติมาแล้วอย่างมากมายจนนับไม่ถ้วน   ด้วยความโดดเด่นของการใช้ลายเส้นและสีอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เน้นเนื้อหาหลักปรัชญาทางพระพุทธศาสนา  ความเชื่อ  และวิถีชีวิตชุมชนแบบไทย ๆ  มาผสมผสานกันได้อย่างกลมกล่อม  รวมไปถึงยังนำรูปแบบของศิลปะเอเชียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น จีน และศิลปะตะวันตกมาใช้ในการสร้างผลงานด้วยอีกแนวทางหนึ่ง

บนชั้นสองมลังเมลืองด้วยงานพุทธศิลป์
 

 จึงไม่น่าแปลกใจที่ชั้นล่างโดยรอบเต็มไปด้วยด้วยเครื่องเรือน โต๊ะ ตู้ ชั้นวางของ และเครื่องประดับตกแต่งอย่างตุ๊กตากระเบื้อง แจกัน ชุดน้ำชา ฯลฯ สไตล์จีน ญี่ปุ่น กลมกลืนกันไปกับรูปแบบผลงานจิตรกรรมในกรอบบนผนังโดยรอบ ในขณะที่ชั้นบนแตกต่างออกไปด้วยมณฑปพระบรมสารีริกธาตุเรียงราย พระพุทธรูปน้อยใหญ่ รูปเกจิอาจารย์ โต๊ะหมู่บูชา ออกแนวไทยสไตล์ล้านนา สอดคล้องกับผลงานจิตรกรรมที่จัดแสดงไว้ อันมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ซึ่งนอกจากเป็นฝีมือของอาจารย์ประสงค์ ลือเมืองแล้วยังมีงานของศิลปินอื่นอีกหลายคนอยู่ด้วย ล้วนแล้วแต่งาม ๆ  มีความคิดสร้างสรรค์กันทั้งนั้น

เรือนล้านนา หอศิลป์สล่าเลาเรือง

 ปิดท้ายรายการของวันกันที่หอศิลป์สล่าเลาเลือง เรือนไม้แบบล้านนาหลังใหญ่ในพื้นที่วัดป่าพุทธพจน์หริภุญชัย ห่างออกมาอีกแค่ ๖ กิโลฯ กว่า ๆ พวกเรามาถึงเอาตอนได้เวลาปิดแล้ว แต่วัดดวงลองเดินขึ้นบันไดไปดู ปรากฏว่าประตูยังเปิดอยู่ เลยถือวิสาสะพยักเพยิดกันเข้าไปเปิดไฟชมดูเองเสียเลย

ความจริงจะว่าเป็นหอศิลป์ก็ไม่เชิง ดูเหมือนเป็นหอเกียรติยศเชิดชูเกียรติศิลปินในลำพูนมากกว่าครับ เพราะจัดแสดงเป็นนิทรรศการประวัติและความสำเร็จของศิลปินในสาขาต่าง ๆ พร้อมผลงานในลักษณะจำลองเป็นตัวอย่าง ไม่ได้เน้นชิ้นงานศิลปะจริง  แน่นอนครับว่าด้านศิลปะร่วมสมัยนั้นมีครบครัน ทั้งอาจารย์อินสนธิ์ วงศ์สาม อาจารย์จรูญ บุญสวน และอาจารย์ประสงค์ ลือเมือง ซึ่งพวกเราเพิ่งไปเยี่ยมชมหอศิลป์ของแต่ละท่านกันมา ที่เหลือก็เป็นศิลปินพื้นเมืองในด้านอื่น ๆ อีกหลายสิบชนิด อย่างที่เรียกกันว่า “สล่า”  เช่น สล่าลายปูนปั้น สล่าแกะสลักไม้ สล่าประติมากรรมประเพณี สล่างานประดิษฐ์ประกอบพิธีกรรม ฯลฯ เป็นอันว่าตอนแรกตั้งใจมาชมเฉพาะศิลปกรรมร่วมสมัย แต่ลงท้ายได้ชมศิลปะด้านอื่น ๆ แถมด้วยครบครันเลยเชียวครับ 

ลาปูเน คาเฟ่ แอนด์ ซีน คาเฟ่บรรยากาศสวนดอกไม้

 หลายบรรยากาศ หลากสไตล์ สายคาเฟ่

            ทริปเที่ยวสบายของพวกเราในครั้งนี้คงปฏิเสธไม่ได้ครับ ว่า “คาเฟ่” เป็นสีสันอย่างสำคัญตามยุคสมัย เนื่องจากปัจจุบันนี้ในเมืองลำพูนมีร้านคาเฟ่อยู่มากมาย เยอะขนาดพวกเราตระเวนกินทุกวันได้ไม่ซ้ำ ยังไม่ได้ถึงครึ่งของจำนวนที่มีอยู่เลย  หลายแห่งมีความน่าสนใจในด้านอาหาร ในขณะหลายแห่งเช่นกัน มีดีตรงบรรยากาศและการตกแต่งที่แหวกแนวไม่มีใครเหมือน

เมนูเวียดนามยามเช้า คาเฟ่ เดอ ลำพูน

วันที่ปั่นจักรยานเที่ยวเมืองนั้น ช่วงเช้าตรู่พวกเรายกให้คาเฟ่ เดอ ลำพูน ครับ เพราะเปิดให้บริการเช้ากว่าใคร ๆ  ตัวร้านอาจไม่ได้หวือหวาอะไรมาก แถมยังหายากอีกด้วย เพราะแม้จะตั้งอยู่ริมถนน แต่หน้าร้านดันมีศาลาฉลุลายสีเขียวหลังใหญ่บังเอาไว้ มิหนำซ้ำประตูทางเข้ายังเป็นร้านขายเครื่องสำอางและอุปกรณ์เสริมความงาม ทำเอาสามหนุ่มอย่างเราเก้ ๆ กัง ๆ ไม่กล้าเดินเข้าไปในตอนแรก แต่ความโดดเด่นมาอยู่ตรงเมนูอาหารที่เป็นอาหารเช้าแบบเวียดนาม เช่น ข้าวต้มญวน ชุดไข่กะทะพร้อมขนมปังบาแก็ตหลากหลายไส้ เช่น  เนยกระเทียม หมูสับเห็ดหอม และหมูยอกุนเชียง  (แต่อาหารเช้าแบบมาตรฐานไข่ดาว ไส้กรอก หมูแฮมเขาก็มีนะครับ รวมทั้งอาหารจานเดียวอื่น ๆ อีกมากมาย) หน้าหนาวแบบนี้ยามเช้าทางร้านยังยกเอาโต๊ะออกมาตั้ง ให้เลือกนั่งกินรับลมหนาวบนลานหน้าร้านด้วย  (ที่ว่าเหมาะกับช่วงเช้ามากที่สุด ก็ตรงนี้แหละครับ)  

น้องมิจัง แมวส้ม พนักงานต้อนรับของ อะนะตะ การ์เดน ชิล

 ส่วนมื้อกลางวัน อะนะตะ การ์เดน ชิล คือทางเลือกของพวกเรา แค่เดินผ่านจากลานจอดรถเข้าไปในรั้วก็รู้สึกเหมือน “วาร์ป” ไปโผล่แดนซามูไร ด้วยบรรยากาศแวดล้อมที่ตกแต่งในสไตล์ญี่ปุ่น ตั้งแต่ซุ้มประตูรั้วไม้ไผ่ ป้ายชื่อร้าน หินปูทางเดิน      สวนหย่อม  (ขนาดห้องน้ำก็ยังทำเป็นทรงบ้านญี่ปุ่น)  ตัวร้านเป็นห้องแถวญี่ปุ่นชั้นเดียว มีที่นั่งให้กินไปชมสวนข้างนอกไป ด้านในยังแบ่งสัดส่วนเป็นห้องสมุด ห้องญี่ปุ่น ห้องเคานเตอร์ไวน์ และโต๊ะเดี่ยว เมนูเครื่องดื่มมีให้เลือกมากมาย กินเป็นมื้อเที่ยง อาหารก็มีแบบจานเดี่ยวสไตล์ญี่ปุ่นให้เลือกหลากหลาย แต่ความโดดเด่นที่แท้จริงของร้านนี้เห็นจะเป็น “แมวเหมียว” พนักงานต้อนรับของร้าน ตอนที่พวกเรามานี้เป็นเวรของน้อง “มิจัง” แมวส้มขี้อ้อน  ตัวอ้วนนุ่มฟู  เฝ้าอยู่หน้าเคานเตอร์  บริการถูกใจหรือไม่ถูกใจอย่างไร มีคิวอาร์โค้ดให้สแกนลงคะแนนเลือกตั้ง เอ้ย  คะแนนการให้บริการของน้อง ๆ  (แมว) ได้ด้วย เก๋ไก๋เสียไม่มี

ฝูงห่านในจูดี้ส์ โฮม คาเฟ่สไตล์ฟาร์ม

จิบกาแฟยามบ่ายนั้นเหมาะสมกับร้านจูดี้เฮาส์ คาเฟสำหรับคนรักสัตว์ที่สุดด้วยการตกแต่งบรรยากาศฟาร์มชนบทขนาดกะทัดรัด  ตั้งอยู่ติดริมลำน้ำกวง ในสนามหญ้ากว้างใต้ร่มเงาร่มรื่นของต้นจามจุรีใหญ่อายุนับหลายสิบปี ตัวร้านรีโนเวตจากโรงเก็บผลไม้เก่าเป็นสถาปัตยกรรมทรงกระบอกสีขาว มีที่นั่งให้เลือกได้ทั้งในห้องแอร์ของตัวอาคาร และกลางแจ้งบริเวณสนามหญ้าบริเวณโซนเวิร์กช็อปวาดรูประบายสีที่ร่มเย็นด้วยเงาไม้แม้ในยามบ่าย  รอบบริเวณครึกครื้นด้วยสัตว์เลี้ยงหลายชนิดเช่น ห่าน ไก่ เต่า  และสุนัข   จิบกาแฟหรือเครื่องดื่มใด ๆ ก็อร่อยมากขึ้นด้วยบรรยากาศ

สวนไม้ไทยบ้านพ่อเลี้ยงหมื่น คาเฟ่สไตล์ขอมโบราณ

ย่ำเย็นสวนไม้ไทยบ้านพ่อเลี้ยงหมื่น เหมาะสมอย่างยิ่งด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่ จัดสร้างสภาพแวดล้อมให้ดูคล้ายเมืองโบราณด้วยสถาปัตยกรรมกระเบื้องดินเผาในแบบเทวาลัยสมัยขอม มีซุ้มประตูโคปุระ สิงห์ทวารบาล เทวรูปประดับประดาสวนหย่อม น้ำตก ลำธาร  เมนูอาหารไทยจานเดียวถือว่ายอดเยี่ยมสำหรับมื้อเย็น  อย่างผัดไทยกุ้งสดซึ่งตกแต่งด้วยการห่อด้วยไข่มาอย่างอลังการแบบชาววัง  อาหารพื้นบ้านล้านนาอย่างข้าวซอยก็ทำออกมาลำแต๊ ๆ  หรือเมนูล้านนาประยุกต์อย่างข้าวผัดน้ำพริกหนุ่มก็ได้รสชาติแปลกใหม่ กินพลางชมช่วงแสงทองของสุดท้ายท้ายของวันได้บรรยากาศขรึมขลังอลังการสุดประทับใจ

ห้องอาหารหมุนได้ในหอคอยของลาปูเน คาเฟ่ แอนด์ซีน 

 สำหรับอีกวันที่พวกเราเที่ยวชมศิลปะ ลาปูเน คาเฟ่ แอนด์ซีน ที่อยู่ไม่ไกลจากหอศิลป์อุทยานธรรมะ อินสนธิ์ วงศ์สาม ดูเป็นทางเลือกดีที่สุดสำหรับมื้อกลางวัน ด้วยทำเลที่ตั้งเด่นสง่ากลางท้องทุ่งนาในสไตล์ของสวนดอกไม้  กึ่งกลางของสวนบนหอคอยสูงสามชั้นมีมอเตอร์ขับเคลื่อนพื้นที่นั่งให้หมุนไปรอบ ๆ อย่างช้า ๆ  สำหรับการกินอาหารที่เป็นอาหารจานเดียวทั้งเมนูญี่ปุ่นอย่างข้าวไก่ทอดคาราอะเกะ หรือเมนูไทยอย่างข้าวลาบไก่ทอดกรอบ ชมทิวทัศน์รอบทิศทางไปพลางอย่างสุโขสโมสร ถือเป็นเป็นมิติใหม่ของมื้อกลางวัน

สวนเซนแบบญี่ปุ่น ของริ มิเนียเจอร์ คาเฟ

บนทางผ่านไปยังหอศิลป์ ริ มิเนียเจอร์ คาเฟ่   ร้านกาแฟเล็ก ๆ เป็นจุดที่พวกเราแวะนั่งจิบเครื่องดื่มดับกระหายกันในระหว่างทาง ตัวร้านตั้งอยู่ในบริเวณข้างบ้านพักแบบทาวน์โฮม ซึ่งถัดจากห้องเคาน์เตอร์มีประตูเปิดเข้าไปยังพื้นที่สวนหย่อมตกแต่งเป็นสวนญี่ปุ่นเขียวขจีงดงามเป็นธรรมชาติแบบมินิมอล ให้นั่งจิบเครื่องดื่มผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางบนระเบียงเล็ก ๆ   ก่อนออกเดินทางต่อไป

บรรยากาศย้อนยุคของมาลาจรคาเฟ่

 ขากลับจากหอศิลป์สล่าเลาเลือง พวกเราเลือกเข้าไปที่ มาลาจรคาเฟ่ สำหรับมื้อเย็นแบบง่าย ๆ ด้วยอาหารจานเดียวไทยแท้ อย่างข้าวหมูทอดกระทียมพริกไทย กับเมนูฝรั่งอย่างสเต็กหมู และสลัดผักรวม อร่อยรสชาติพลางชมบรรยากาศการตกแต่งร้านแบบย้อนยุคอันชวนให้รำลึกถึงวันเวลาที่ผ่านเลยไปไม่หวนคืน ด้วยข้าวของเครื่องใช้สมัยเก่า รวมทั้งหลากหลายของเล่นตุ๊กตุ่นตุ๊กตา จากเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่เรียกความทรงจำครั้งเยาว์วัยให้กลับมาพร้อมกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้เมื่อพูดคุยถึงเรื่องราวในอดีต

หลายวันนี้เรียกได้ว่า ปั่นจักรยานสนุก ชมศิลป์สบาย กินคาเฟ่ได้บรรยากาศและเอร็ดอร่อย มาลำบากตอนกลับมานี่แหละครับ เพราะคงต้องลดน้ำหนักกันเป็นการใหญ่