ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ เรื่อง สุรพล สุภาวัฒนกุล ภาพ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. มกราคม ๒๕๖๙
แดดสีอำพันสาดส่องต้ององค์พระธาตุหริภุญชัยเป็นสีทองอร่ามตัดกับผืนฟ้าสีคราม
ขณะพวกเราพากันปั่นสองล้อคันเก่งโต้ลมหนาวระเรื่อยไปตามถนนลัดเลาะในย่านเวียงเก่าของนครหริภุญไชยใจกลางเมืองลำพูน
ท่ามกลางบรรยากาศสงบเงียบของยามเช้า
สายลมยะเยียบเย็นปะทะใบหน้าเวลาจักรยานพุ่งไปตามทางนั้นให้ความรู้สึกสดชื่นเกินบรรยาย
ฤดูหนาวของประเทศไทยเราปีนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีครับที่อากาศหนาวจริง ๆ นับว่าสมศักดิ์ศรีฤดูหนาวเลยทีเดียว
ฟังข่าวทางโทรทัศน์ตอนเช้าได้ยินว่าบนดอยสูงหลายแห่งอุณหภูมิลดลงถึงระดับ ๐
องศาด้วยซ้ำไป บรรดานักท่องเที่ยวสายธรรมชาติก็เหมือนนกรู้ ต่างพร้อมใจพากันเฮโลขึ้นไปสัมผัสความยะเยือกกันอย่างเนืองแน่นแทบจะทันทีทันควัน
ส่วนสายศิลปวัฒนธรรมอย่างผมนั้น
แม้ไม่ได้สนใจความเย็นระดับเยือกแข็งเท่าไหร่ แต่ก็แอบดีใจอยู่เหมือนกัน เพราะอากาศหนาวถือเป็นโอกาสอันเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวด้วยการปั่นจักรยาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนเส้นทางในเมืองเล็ก ๆ อันเต็มไปด้วยร่องรอยอดีตกาลอย่างลำพูนนี่แหละครับ
คือ “เส้นทางในฝัน” ที่ผมหมายมั่นปั้นมือมาเนิ่นนาน
![]() |
| สามล้อท้องถิ่นเร่งแซง |
แล่นสองล้อผ่อรอยเวลา
รอบเวียงหละปูน
๑๒ องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิเช้านี้ในเมืองลำพูนที่ปรากฏบนจอมือถือ
ซึ่งเห็นแล้วต้องบอกเลยว่า “น่าถีบมาก”
(หมายถึงถีบจักรยานเที่ยวนาครับ ไม่ได้หมั่นไส้จะไปถีบใคร)
ผมเองมาเยี่ยมเยือนลำพูนหลายครั้ง
ประทับใจในความมินิมอล เคยคิดอยู่ว่าอยากจะพกพาเอาจักรยานพับคันเก่งมาขี่เที่ยวชมเมืองก็หลายหน
ติดอยู่ตรงทุกครั้งที่ผ่านมาพานพบแต่กับอากาศร้อน ร้อนมาก และร้อนมากที่สุดเสียเป็นส่วนใหญ่
(ถึงในหน้าหนาวก็เถอะ จะได้เจอกับความเย็นแม้แต่น้อยก็หาไม่)
นึกภาพการปั่นจักรยานไปท่ามกลางแดดระอุไอร้อนอบอ้าว
เหน็ดเหนื่อยเหงื่อไหลไคลย้อยแล้ว ไม่เห็นว่าจะเกิดสุนทรียารมณ์ในการเที่ยวชมศิลปกรรมได้อย่างไร
คิดแล้วเลยต้องถอดใจพับโครงการเก็บไปแทบทุกครั้งครับ กระทั่งมาปีนี้ฤดูหนาวเขา “ทำถึง” จริง ๆ ถือเป็นโอกาสเหมาะให้ผมชวนพลพรรคขนเอาจักรยานใส่รถมาปั่นกันให้หายคาใจสักที
ช่วงเช้าแดดยังอ่อนไม่ร้อน
อากาศเย็นสบาย พวกเราปั่นช้า ๆ เน้นกินลมชมวิวชมนกชมไม้รายทางไปเรื่อย ครับ
ไม่ได้ปั่นเอาความเร็วแข่งกับใคร เนิบนาบถึงขนาดสามล้อถีบพาหนะท้องถิ่นพร้อมผู้โดยสารต้องดีดกระดิ่งให้สัญญานก่อนแซงออกขวาขึ้นหน้าไปฉิว ผ่านริมคูเมืองหน้าวัดพระธาตุหริภุญชัย พวกเรายังพากันแวะจอดจักรยานแอบซุ่มดูนกกระเต็นอกขาวตัวใหญ่
โฉบลงจับปลาขึ้นมาเกาะบนกิ่งไม้ริมน้ำก่อนกลืนลงท้องไปอย่างเอร็ดอร่อย
| นกกระเต็นอกขาวกินปลาบนต้นไม้ริมน้ำกวง (ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ ภาพ) |
ด้วยความที่ตัวเมืองลำพูนในเขตเวียงเก่าแก่แต่โบราณ
พื้นที่ไม่ได้กว้างใหญ่อะไรมากมายคือแค่ประมาณ ๒ ตารางกิโลเมตรเท่านั้น เลยไม่ต้องรีบไปไหน
ปั่นไปตามถนนรอบเมืองชั้นในรวมระยะทางประมาณสามกิโลกว่า ๆ ไม่กี่นาทีก็รอบเมืองแล้ว
ยังไม่ทันเหนื่อยด้วยซ้ำไป มีเวลาไปลดเลี้ยวเล่นตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ ในเวียงซึ่งเชื่อมต่อถืงกันหมดได้อีกต่างหาก
ถือเป็นสวรรค์ของนักปั่นแนวสมัครเล่นอย่างพวกเราโดยแท้ บรรยากาศชวนให้ผมนึกถึงสมัยเด็ก
ๆ ช่วงปิดเทอมเล็กตอนหน้าหนาว เช้า ๆ ก็ออกไปขี่จักรยานเล่นแถวบ้าน
เข้าซอกโน้นออกซอยนี้อย่างสนุกสนาน เหมือนกันแบบนี้ไม่มีผิด ต่างกันตรงเส้นทางจักรยานในเวียงลำพูนนี้ทัศนียภาพดี
ไม่มีมลภาวะทางสายตาเนื่องจากเก็บสายไฟและสายสื่อสารต่าง ๆ ลงใต้ดินหมดแล้ว
![]() |
| สตรีทอาร์ตริมกำแพงวัดระหว่างทางทางไปวัดพระยืน |
ไหนจะเต็มไปด้วยวัดวาอารามโบราณงาม ๆ ให้แวะเยี่ยมชมหลายวัด
ทั้งในเขตกำแพงเมืองอย่าง วัดพระธาตุหริภุญชัย อารามหลักใจกลางนครแห่งเวียงหริภุญไชยอันเคยเป็นพระราชวังหลวงสมัยพระนางจามเทวี
ส่วนนอกกำแพงเวียงเก่าออกไปที่น่าสนใจคือ “อารามสี่ทิศมุมเมือง”
สร้างขึ้นในสมัยพระนางจามเทวีเพื่อเป็น “จตุรปราการ” คุ้มครองเมืองจากภูตผีสิ่งชั่วร้าย
ได้แก่ วัดพระยืนทางทิศตะวันออก วัดพระคงฤาษีทางทิศเหนือ วัดประตูลี้ทางทิศใต้ วัดมหาวัน
ทางทิศตะวันตก ยังมีที่น่าชมเป็นพิเศษคือวัดจามเทวีอีกแห่งอยู่ถัดจากวัดมหาวันไป
๙๕๐เมตร หลงเหลือ “สุวรรณจังโกฏิเจดีย์” และ “รัตนเจดีย์”
โบราณสถานสมัยนครหริภุญไชยแท้ ๆ อันอลังการเมื่อพันกว่าปีที่ไม่ควรพลาดชมอยู่ แต่ละวัดอยู่ห่างออกไปไม่ไกลแค่ประมาณ ๑-๒ กิโลฯ
ปั่นไปถึงได้สบาย ๆ
![]() |
| นิทรรศการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย |
สายหน่อยแดดเริ่มแรงขึ้น แม้ไม่รู้สึกร้อนเพราะอากาศเย็น
แต่อานุภาพนั้นแผดเผาให้ผิวเกรียมไหม้จนกลายเป็นเจ้าเงาะสังข์ทองได้ไม่ยาก พวกเราจึงเปลี่ยนจุดหมายเข้าไปเที่ยวในร่มกันบ้าง
จอดแวะที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
หริภุญไชย เป็นลำดับแรก เดี๋ยวนี้เขาปรับปรุงการจัดแสดงใหม่ สาดแสงเงาสร้างมิติให้กับโบราณวัตถุอย่างสวยงามเชียวครับ
โดยเฉพาะห้องชั้นบนที่จัดแสดงศิลปกรรมสมัยหริภุญไชยอันเก่าแก่นับพันปีนั้นถูกใจผมเป็นพิเศษ
เพราะเต็มไปด้วยประติมากรรมชิ้นงาม ๆ ทั้งพระพุทธรูป ประติมากรรมดินเผา เทวดา
ยักษ์ งามเด่นอยู่ใต้แสงไฟในท่ามกลางแอร์เย็นฉ่ำ
![]() |
| โบราณวัตถุภายในพิพิธภัณฑ์พระเมืองแก้ว |
เดินดูอย่างเพลินตาเพลินใจจนทั่ว
ค่อยพากันแล่นสองล้อถีบข้ามฟากถนน มาเข้าทางด้านประตูหลังวัดพระธาตุหริภุญชัย เนื่องจากบริเวณวัดยังมีพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุเก่าแก่ที่พบในเมืองลำพูนให้ชมอย่างจุใจถึงสองแห่งด้วยกัน
คือพิพิธภัณฑ์ห้าสิบปี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน ) ซึ่งภายในอาคารสถาปัตยกรรมแบบวิหารล้านนาประยุกต์
เรียงรายไว้ด้วยตู้กระจกเต็มไปด้วยพระพุทธรูปน้อยใหญ่ทั้งดินเผา โลหะ สมัยหริภุญไชยและล้านนาหลากหลายขนาดมากมายละลานตา และพิพิธภัณฑ์พระเมืองแก้วบริเวณระเบียงคดฝั่งตะวันตกเฉียงใต้
จัดเรียงส่วนประกอบสถาปัตยกรรมไม้แกะสลักน้อยใหญ่ เช่น หน้าบัน คันทวย
ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ทางศาสนาอื่น ๆ
อาทิ หีบพระธรรม ไว้สองฟากฝั่งทางเดินเป็นแนวยาว ที่ผมประทับใจเป็นพิเศษเห็นจะเป็น
“สัตตภัณฑ์” หรือเชิงเทียนขนาดมหึมา แกะสลักจากไม้ปิดทองประดับกระจก สูงท่วมหัว
ใหญ่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลยทีเดียว
![]() |
| สาธิตการทอผ้าในเฮือนศิลปินหริภุญชัย |
ทะลุออกมาหน้าวัดบริเวณถนนประตูท่าสิงห์ อาคารจัตรมุขชั้นเดียวโดดเด่นตรงหน้าคือเฮือนศิลปินหริภุญชัยของเทศบาลเมืองลำพูน
โถงฟากหนึ่งเป็นสถานีจอดรถรางนำเที่ยวรอบเมือง อีกฟากหนึ่งนั้นเป็นห้องจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนเกี่ยวกับศิลปกรรมแขนงต่าง
ๆ เกี่ยวข้องกับเมืองลำพูน วันที่เรามานี้เป็นหัวข้อ “เส้นสายลายผ้ายกดอกลำพูน”
ในโครงการเฮือนศิลปินหริภุญชัยครั้งที่ ๒๕ บนผนังจึงเรียงรายไปด้วยเนื้อหาข้อมูลลวดลายของผ้าทอยกดอกลำพูนชนิดต่าง
ๆ บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ทั้งยังมีผืนผ้าทอจริง ๆ แบบผืนใหญ่ แบบเป็นผ้าถุง สวมใส่อยู่ในหุ่นบ้าง พับแขวนโชว์ไว้เรียงรายบ้างนับหลายสิบ
กึ่งกลางห้องตั้งกี่ทอผ้าขนาดใหญ่ มีคุณป้าผู้เชียวชาญกำลังสาธิตการทอผ้าอยู่ ดูน่าสนใจจนต้องแวะทัศนาหน่อย
แม้พวกเราชายล้วนจะไม่ค่อยรู้เรื่องผ้าผ่อนแพรพรรณเท่าไหร่
![]() |
| พิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน |
ออกปั่นกันต่อ ไป เลี้ยวเข้าในถนนวังซ้าย แวะชมเรือนสรไนครึ่งไม้ครึ่งปูนขนาดใหญ่สองชั้นอายุกว่าร้อยปี
ครั้งหนึ่งเคยเป็น “คุ้มเจ้าสัมพันธวงษ์”
หรือเรือนพักอาศัยของเจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ (พุทธวงษ์ ณ เชียงใหม่) กับเจ้าหญิงส่องหล้า
ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน ชั้นล่างจัดแสดงประวัติคุ้มเจ้าราชสัมพันธวงษ์
ภาพถ่ายเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ
วิถีชีวิตในอดีตของชาวลำพูน ข้าวของเครื่องใช้สมัยเก่า เช่น วิทยุ
กล้องถ่ายภาพ
สินค้าในชีวิตประจำวันยี่ห้อต่าง ๆ รวมทั้งลอตเตอรี่เมื่อห้าทศวรรษก่อน รวมถึงโมเดลโครงการพัฒนาศาลากลางจังหวัดลำพูนหลังเก่าให้เป็นแหล่งเรียนรู้
ซึ่งดูแล้วน่าสนใจ เพราะในบริเวณใกล้เคียงกันนี้ก็ยังมีคุ้มเจ้ายอดเรือน
ที่เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์
เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์สุดท้าย ทรงสร้างให้แก่เจ้ายอดเรือน ชายาองค์สุดท้าย ตัวอาคารยังคงสภาพดั้งเดิมไว้สมบูรณ์ จนได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยาม
เมือปี ๒๕๕๔ กับคุ้มเจ้าสุริยา เรือนโบราณอีกแห่ง ตอนพวกเราปั่นผ่านมาเห็นว่ากำลังอยู่ในระหว่างปรับปรุงครั้งใหญ่
หากเสร็จสมบูรณ์ย่านนี้จะเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมชั้นดีให้เดินเที่ยวก็ดี
ขี่จักรยานเที่ยวก็ได้ อย่างสุโขสโมสรเชียวละครับ
![]() |
| ชั้นบนของคุ้มเจ้าสัมพันธวงศ์ |
ขึ้นบันไดไปชั้นบนซึ่งสร้างด้วยไม้ทั้งชั้นบรรยากาศโปร่งโล่งสบาย
ได้อารมณ์เหมือนย้อนไปในอดีตกาล ตรงระเบียงมองเห็นยอดพระธาตุหริภุญชัยอยู่ไม่ไกล
มุมหนึ่งของเรือนเรียงรายด้วยตู้ไม้กรุกระจกใส ที่เห็นแล้วพวกเราต้องพากันปรี่เข้าหา
เพราะว่าภายในบรรจุบรรดาพระเครื่องอันเลื่องลือชื่อของเมืองลำพูนที่รวบรวมไว้ครบทุกชนิด
แสงไฟสว่างไสวพร้อมป้ายข้อมูลละเอียดยิบ พวกเรามุงกันชมดูพลางสงสัยว่าทำไมถึงได้มีครบครันขนาดนี้
แล้วเอามาโชว์ไว้แบบนี้ทำไมถึงไม่หาย (ราคารวมแล้วน่าจะเป็นหลายสิบหรือหลายร้อยล้าน) ก็พอดีหนุ่มน้อยเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์เข้ามาเฉลยให้ฟังว่า
ที่เห็นทั้งหมดน่ะเป็นของจำลองถอดพิมพ์มาจัดแสดงไว้ ถ้าอยากดูของแท้ แถมมีมากกว่านี้หลายสิบเท่าให้ไปดูที่พิพิธภัณฑ์พระรอด
วัดสันป่ายางหลวง
![]() |
| พิพิธภัณฑ์พระรอดและพระเครื่องสกุลลำพูน วัดสันป่ายางหลวง |
รู้งี้แล้วจะพลาดได้ไงครับ
พวกเรารีบพากันปั่นออกนอกกำแพงเมืองตามซอยสันป่ายาง ห่างไปทางตะวันออกเฉียงเหนือแค่กิโลกว่า
ๆ แป๊บเดียวก็ถึง เป็นวัดใหญ่โอฬารวิจิตรตระการตาน่าชมมาก
ตัวพิพิธภัณฑ์เป็นศาลาโถงยาวพอกับชื่อเต็ม ๆ ที่ติดเอาไว้ด้านหน้าคือ พิพิธภัณฑ์พระรอดเก่าแก่ของหริภุญชัยและพระเครื่องสกุลลำพูน
อายุ ๑,๓๐๐ ปี ภายในเป็นสถานที่เก็บรักษา จัดแสดงพระเครื่องสกุลลำพูน
และประติมากรรมอื่น ๆ ที่ขุดพบจากเจดีย์วัดสันป่ายางหลวงเองและจากเจดีย์พระเจ้าเพ่อเล่อ
ใส่ตู้กระจกเรียงรายไว้ ได้แก่ “พระรอด” ที่โด่งดังมากที่สุด มีอยู่ทั้งหมด ๕
พิมพ์ กับพิมพ์พิเศษคือ
“พระรอดทรงกลีบบัวตูม”อันงดงามด้วยความอ่อนช้อยเบาบางของกลีบบัวที่ทำได้ยาก “พระคง” “พระลือ” “พระเปิม” พระลบ” “พระบาง” “พระเลี่ยง” พร้อมทั้งพระฤๅษีทั้งสี่” (ผู้สร้างเมืองหริภุญไชยและพระรอด) “พญาลิงเผือก” (กากวานร) “พระสาม” “พระสิบสอง” “พระแก้วจุยเจีย”
เซียนพระทั้งหลายถ้าได้มาเห็นรับรองต้องซี้ดปาก ประติมาชิ้นที่งามที่สุดคือพระพุทธรูปปางประทานพรศิลปะหริภุญไชยที่ขุดพบในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์
นอกจากนี้ยังมีเศียรพระพุทธรูป เทวดา และยักษ์
ทั้งหมดรวมกันน่าจะหลายพันชิ้น นับเป็นมูลค่าที่สูงจนประมาณไม่ได้
ทำให้อาคารพิพิธภัณฑ์ต้องทำอย่างแข็งแรงแน่นหนา ที่สำคัญคือ “ห้ามถ่ายภาพ” ครับ
นัยว่าเพื่อความปลอดภัย ทำเอาพวกเราใช้เวลาพินิจพิจารณาอยู่ในนี้เนิ่นนานนับชั่วโมง
เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ ความประทับใจ ไว้ในความทรงจำ
![]() |
| โคมแสนดวงหน้าวัดพระธาตุหริภุญชัย |

หอศิลป์อุทยานธรรมะ อินสนธิ์ วงศ์สาม
เพลินสุนทรียารมณ์ เที่ยวชมหอศิลป์ร่วมสมัย
แดดสาย
ๆ กำลังแจ่มจ้า ลมหนาวพัดโชยมาแผ่วเบา
หลังจากวันวานปั่นจักรยานตระเวนเวียงกันจนเมื่อย วันนี้พวกเราจึงขอเปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยวแบบสบาย ๆ ท่ามกลางอากาศเย็นสดชื่นช่างเหมาะเจาะเป็นใจ เสพสุนทรียะทางสายตาชมงาน “ศิลปกรรมร่วมสมัย” เนื่องจากเมืองลำพูนเองมีศิลปินในระดับแนวหน้าของประเทศหลายคนมาลงหลักปักฐานเปิดบ้านเป็นหอศิลป์เอกชนให้ผู้สนใจได้เยี่ยมชมหลายแห่งอยู่เหมือนกันครับ
รถตู้คันเก่งพาเราแล่นออกจากตัวเมืองมาประมาณ ๑๒ กิโลเมตร เข้าสู่ความร่มรื่นเขียวขจีในพื้นที่หอศิลป์อุทยานธรรมะ อินสนธิ์ วงศ์สาม สถานที่จัดแสดงผลงานศิลปกรรมของอาจารย์อินสนธิ์ วงศ์สาม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์
(ประติมากรรม) ประจำปี ๒๕๔๒ อาณาบริเวณ ๑๖
ไร่สำหรับหอศิลป์ถือว่ากว้างขวางมากจนดูเวิ้งว้าง ยังดีที่พวกเราได้คุณอรัญญา
หลานสาวของอาจารย์อินสนธิ์ให้เกียรติมาทำหน้าที่มัคคุเทศก์ช่วยนำชม ทำให้ไม่ต้องเดินสะเปะสะปะกันเองไปตามอาคารจัดแสดงที่แบ่งเป็นหลายหลังกระจายกันอยู่ในพื้นที่กว้างของสวนสีเขียวเย็นตา

โมเดลประติมากรรมใต้น้ำ จัดแสดงบนเรือนป้าไฮ
“บ้านป้าไฮ” เรือนไม้สักหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าร้านกาแฟ บนชั้นสองถือเป็นเสมือนหอประวัติและรวมรวมผลงานชิ้นเอกของอาจารย์อินสนธิ์ โดยห้องด้านในฝั่งซ้ายจัดแสดงผลงานสมัยแรกภาพพิมพ์แกะไม้เป็นภาพของชีวิตผู้คนที่พบเห็นจากการเดินทางทั่วประเทศ ภาพชุดนี้เคยมาจัดนิทรรศที่อาคารองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.)ของพวกเราที่ถนนราชดำเนินนอกด้วย ตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๐๔ (ผมยังไม่เกิดด้วยซ้ำ)

แลมเบรตต้าพาหนะในการเดินทางข้ามทวีป
ห้องฝั่งขวาจัดแสดงรถสกูตเตอร์แลมเบรตต้าพร้อมกระเป๋าหนังใส่ผลงานและอุปกรณ์ศิลปะซึ่งอาจารย์เคยใช้ในการเดินทางท่องถนนไปถึงบ้านเกิดในอิตาลี ของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ล่วงลับที่เคารพรัก พร้อมทั้งร่ำเรียน สร้างผลงาน แสวงหาประสบการณ์ต่อในยุโรประหว่างปี ๒๕๐๕-๒๕๐๙ ส่วนห้องโถงกลางด้านหน้าเป็นแบบร่างผลงานเชื่อมโลหะ “ประติมากรรมใต้ทะเล” ทำขึ้นสมัยไปสร้างงานอยู่ที่อเมริกาในช่วงปี ๒๕๑๐-๒๕๑๗ โดยคิดจะร่วมกับวิศวกรพัฒนาให้เป็นประติมากรรมช่วยบำบัดน้ำเสียได้ด้วย (ไอเดียล้ำยุคมาก) โมเดลที่เห็นเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น จริง ๆ แล้วมีถึง ๔๐๘ ชิ้นเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายโครงการไม่ผ่านการพิจารณาจากสปอนเซอร์ บนผนังของห้องโถงยังรายล้อมด้วยประติมากรรมจากตอไม้ เน้นปรับแต่งทรวดทรงธรรมชาติของไม้ด้วยการขุด เซาะ ถาก กลึง ขัดผิวให้เรียบ แล้วเคลือบผิวเงา เป็น “สไตล์” อันโดดเด่นในการสร้างสรรค์ผลงานของอาจารย์ ซึ่งต่อมาได้พัฒนาการเป็นประติมากรรมไม้แบบถอดประกอบเข้าสลักซับซ้อนน่าตื่นตายิ่งขึ้น
![]() |
| ประติมากรรมรูปพระสงฆ์กับจิตรกรรมนามธรรมในบ้านขาว |
“บ้านขาว” หรือไวท์เฮ้าส์ อาคารชั้นเดียวอยู่ติดกันด้านข้างเป็นอีกจุดน่าชม เพราะนอกเหนือจากภาพจิตรกรรมที่อาจารย์ใช้เท้าวาดจนเป็นข่าวฮือฮาในวงการแขวนโชว์อยู่หน้าประตู กับผลงานจิตรกรรมและภาพพิมพ์นามธรรมใหญ่ยักษ์แล้ว ตรงกึ่งกลางห้องนั้นจัดแสดง “พุทธประติมากรรมโลหะ” หลากหลายชิ้น ผลงานของคุณเวเนเซีย วอล์คกี ภรรยาคู่ชีวิตของอาจารย์ซึ่งถึงแก่กรรมไปเมื่อไม่นานนี้ไว้ด้วย แต่ละชิ้นแม้มีขนาดไม่ใหญ่โต ทว่าล้วนโดดเด่นด้วยการสื่อความหมายชัดเจนถึงวิถีการดำเนินชีวิตในพุทธศานา เช่น ประติมากรรม “ธรรมจักร” หล่อเป็นพระภิกษุสามรูปเดินบิณฑบาตรบนสะพานไม้ ดูมีความเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา “สวดมนต์” หล่อเป็นพระสงฆ์สามรูปในกิริยากำลังนั่งถือตาลปัตรประกอบพิธีสวดพระพุทธมนต์ มีความละเอียดละไมในอารมณ์แบบศิลปินหญิง

ผลงานประติมากรรมไม้ในอาคาร "แกลอรี"
พากันเดินออกมาบนลานหญ้ากว้าง ผ่านรายทางซึ่งเรียงรายด้วย
“ประติมากรรมใต้ทะเล” ขยายขนาดขึ้นมาจากโมเดลที่แสดงในตู้ข้างบน หลากสีสันสดใสตัดกับสีเขียวของหมู่ไม้โดยรอบ
มองไปเห็นอาคารจัดแสดงอีกหลายหลัง ส่วนใหญ่เป็นชั้นเดียว ใกล้ที่สุดคือ “แกลลอรี”
โถงชั้นเดียวด้านหน้าตกแต่งด้วยประตูบานเฟี้ยมลวดลายฉลุไม้ไม้ฝาปะกน
ภายในจัดแสดงงานประติมากรรมไม้แบบถอดประกอบหลากหลายขนาดและจิตรกรรมนามธรรมละลานตา ในขณะที่ “บ้านไร่ปลายสวน”
แสดงจิตรกรรมนามธรรมหลายขนาดตั้งแต่เล็กไปจนมหึมา
และ“ดรีมเวิร์ก สตูดิโอ” เคยเป็นห้องทำงานศิลปะ มีชั้นลอยสำหรับนอนพัก มุมหนึ่งยังตั้งรูปเหมือนครึ่งตัวของอาจารย์อินสนธิ์เอาไว้
ปัจจุบันใช้จัดแสดงผลงานหล่อโลหะ จิตรกรรม และประติมากรรมไม้นามธรรมชิ้นย่อย ๆ
![]() |
| อาจารย์อินสนธิ์ วงศ์สาม มอบลายเซ็นต์เป็นที่ระลึก |
ส่วนที่ผมรู้สึกทึ่งเป็นพิเศษคือความขยันของอาจารย์
เพราะไม่ได้ทำแค่ชิ้นงานศิลปะเฉพาะที่เป็นจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์เท่านั้นครับ
บานประตู หน้าต่าง แม้กระทั่งเก้าอี้แต่ละตัว ก็ยังลงมือแกะสลักเองทั้งหมด แต่ละชิ้นจึงเป็นงานศิลปะในตัวรายละเอียดในหอศิลป์จึงเยอะมาก พวกเราชมครึ่งค่อนวันยังได้ไม่ถึงครึ่ง (เห็นว่ามีถึง ๑๐ อาคารเลยเชียวครับที่ใช้จัดแสดงผลงาน)
ดูท่าคงต้องเก็บเอาไว้มาเที่ยวใหม่วันหลังบ้าง ขณะกำลังเตรียมออกเดินทางต่อ
บังเอิญอาจารย์อินสนธิ์กลับจากธุระข้างนอกมาพอดี พวกเราจึงถือว่าโชคดีมากเพราะมีโอกาสพบตัวจริงเสียงจริง
แถมได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันอีกต่างหาก โดยเฉพาะผมเองได้รับลายเซ็นต์สด ๆ ลงในหนังสือที่ซื้อกลับมาเป็นที่ระลึกด้วย
![]() |
| บรรยากาศร่มรื่นของหอศิลป์บ้านบัวแก้ว |
ระยะทางราว ๑๗ กิโลฯ ใช้เวลาไม่นานรถตู้ของพวกเราก็มาจอดอยู่ตรงหน้าหอศิลป์บ้านบัวแก้ว
ในตำบลเหมืองง่าสถานที่จัดแสดงผลงานจิตรกรรมของอาจารย์จรูญ บุญสวน ศิลปินแนวอินเพรชชันนิสม์ระดับแนวหน้าของประเทศ
ลูกศิษย์ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี รุ่นเดียวกันกับอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี
เจ้าสำนัก“บ้านดำ” ที่จังหวัดเชียงรายผู้ล่วงลับ (รวมถึงคุณนิพนธ์ ขำวิไล
หัวหน้าฝ่ายศิลป์อนุสาร อ.ส.ท.ของเราในยุคบุกเบิก ที่คนรุ่นหลังเรียกกันว่า
“น้าได๋” ด้วย) มาถึงก็เข้าชมได้เลย
เพราะก่อนจะมาทางคุณอรัญญา ได้ช่วยประสานงานแจ้งไว้ล่วงหน้าแล้วเรียบร้อย
(การเข้าเยี่ยมชมหอศิลป์บ้านบัวแก้วต้องติดต่อล่วงหน้ามาที่หมายเลข ๐๘ ๗๑๐๓ ๔๘๖๙
ก่อน เนื่องจากจะเปิดเฉพาะเมื่อมีผู้สนใจเข้าชมเท่านั้น)
![]() |
| อาจารย์จรูญ บุญสวน ขณะบรรจงแต้มสีลงบนเฟรมผ้าใบ |
อาคารหอศิลป์ตั้งเด่นสง่าอยู่แต่ไกลภายในรั้วที่ร่มครึ้มด้วยหมู่ไม้
โชคดีอีกรอบครับสำหรับพวกเรา ได้จังหวะเหมาะ เนื่องจากตรงกับช่วงเวลาที่อาจารย์กำลังวาดภาพอยู่ในบริเวณนอกชานด้านหลังหอศิลป์พอดิบพอดี
เลยมีโอกาสได้เห็นการทำงานจริงแบบสดแท้กับสายตา บริเวณที่ทำงานมีกล้วยไม้ต้นแบบแขวนไว้เรียงราย
ขณะอาจารย์นั่งพินิจพิจารณาด้วยสายตาของศิลปินอย่างสุขุม ก่อนจะค่อย ๆ ใช้พู่กัน
แตะสีจากในจานบนถาดใหญ่ด้านข้าง บรรจงปาดป้ายลงบนผืนผ้าในเฟรมตรงหน้า เห็นง่าย ๆ แต่แท้จริงแล้วต้องบอกว่าไม่ธรรมดาครับ
เนื่องจากภาพเขียนของอาจารย์จรูญนั้นมูลค่าสูงในระดับเลขเจ็ดหลักเลยทีเดียว
หลังสำเร็จการศึกษาศิลปะมหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์จรูญ
เคยเป็นอาจารย์สอนศิลปะในสถาบันการศึกษาของรัฐหลายแห่งในภาคเหนืออยู่หลายปี
ก่อนจะลาออกจากราชการในปี พ.ศ.๒๕๓๖ มาเป็นศิลปินอิสระอย่างเต็มตัว
โดยมาสร้างหอศิลป์บ้านบัวแก้ว สำหรับจัดแสดงผลงานจิตรกรรมของตนเองขึ้น ถือเป็นหอศิลป์เอกชนแห่งแรกในจังหวัดลำพูน
ผลงานอันโดดเด่นเป็นที่รู้จักในวงการคือภาพของดอกไม้ในทิวทัศน์ธรรมชาติที่ใช้สีสันสดใสสไตล์อิมเพรสชั่นนิสม์
ผลงานของอาจารย์จรูญคว้ารางวัลเกียรตินิยมในงานประกวดศิลปกรรมระดับชาติมาแล้วหลายรางวัล
รวมทั้งได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักสะสมภาพจิตรกรรม หลายภาพจัดแสดงอยู่ในคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย
(MOCA BANGKOK)
ใครเคยไปเยี่ยมชมคงได้เห็นอยู่ครับ แต่ละภาพสีสันสะดุดตาเลยทีเดียว

หลากสีสันสะพรั่งบานปานสวนดอกไม้ ในห้องจัดแสดงของหอศิลป์บ้านบัวแก้ว
พากันเดินเข้าไปชมภายในหอศิลป์ที่มองข้างนอกดูเหมือนบ้านสองชั้น
แต่ภายในทำเป็นห้องโถงใหญ่เพดานสูคล้ายโกดังเก็บของ
เต็มไปด้วยภาพวาดดอกไม้นานาพรรณ หลากหลายสีสัน ทั้งขนาดใหญ่ กลาง เล็ก
(ส่วนใหญ่เป็นขนาดใหญ่ ความสูงประมาณเกือบ ๒ เมตร)
แขวนซ้อนกันสองชั้นบนผนังและบอร์ดนิทรรศการกั้นกึ่งกลางห้อง
ยังมีวางพิงฝาอยู่กับพื้น
ซ้อนกันกองกองละห้าหกภาพตลอดแนวผนังทั้งสี่ด้านและห้องเล็กที่อยู่ถัดไปอีกห้อง
สีสันสดใสสวยงามสะดุดตาของแต่ละภาพเมื่อรวมกันให้ความรู้สึกเหมือนกับพวกเราเดินอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ซึ่งแข่งขันกันเบ่งบานจนละลานตา
![]() |
| ผลงานอาจารย์ประสงค์ ลือเมือง อันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว |
ชมดอกไม้ในภาพวาดเพลิดเพลินเจริญใจจนลืมไปสนิทว่ายังมีหอศิลป์ที่ต้องไปชมอยู่อีกสองแห่ง
นึกขึ้นมาได้จึงรีบอำลาอาจารย์จรูญและครอบครัว พากันขึ้นรถบึ่งต่อไปยัง หอศิลป์ ปาน บุญมี บุญศรี ในตำบลต้นธง ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ
๑๐กิโลฯ กว่า ๆ
พักเดียวก็มาถึงเรือนสีฟ้าสถาปัตยกรรมล้านนาประยุกต์
ร่มรื่นอยู่ในเงาของแสงยามเย็น เดินเข้าไปด้านในปุ๊บค่อยถอนหายใจโล่งอกว่ายังเปิดให้ชมอยู่
เจ้าหน้าที่สาวเห็นท่าทางของพวกเรายังต้องหัวเราะ พลางบอกว่า “ยังไม่ปิดค่ะ
เชิญชมได้ตามสบาย” ภายในอาคารสองชั้นด้านนอกเป็นผนังที่จัดแสดงภาพ
ด้านในเป็นระเบียงโดยรอบในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า เว้นกึ่งกลางเป็นลานกว้างเรียงรายด้วยผลงานประติมากรรม
ทั่วอาณาบริเวณเป็นที่รวบรวมและจัดแสดงผลงานของอาจารย์ประสงค์
ลือเมือง หนึ่งในบรรดาจิตรกรผู้สร้างงานศิลปกรรมร่วมสมัย
กวาดรางวัลระดับชาติและระดับนานาชาติมาแล้วอย่างมากมายจนนับไม่ถ้วน ด้วยความโดดเด่นของการใช้ลายเส้นและสีอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เน้นเนื้อหาหลักปรัชญาทางพระพุทธศาสนา ความเชื่อ
และวิถีชีวิตชุมชนแบบไทย ๆ มาผสมผสานกันได้อย่างกลมกล่อม รวมไปถึงยังนำรูปแบบของศิลปะเอเชียตะวันออก เช่น
ญี่ปุ่น จีน และศิลปะตะวันตกมาใช้ในการสร้างผลงานด้วยอีกแนวทางหนึ่ง
![]() |
| บนชั้นสองมลังเมลืองด้วยงานพุทธศิลป์ |
จึงไม่น่าแปลกใจที่ชั้นล่างโดยรอบเต็มไปด้วยด้วยเครื่องเรือน
โต๊ะ ตู้ ชั้นวางของ และเครื่องประดับตกแต่งอย่างตุ๊กตากระเบื้อง แจกัน ชุดน้ำชา
ฯลฯ สไตล์จีน ญี่ปุ่น กลมกลืนกันไปกับรูปแบบผลงานจิตรกรรมในกรอบบนผนังโดยรอบ ในขณะที่ชั้นบนแตกต่างออกไปด้วยมณฑปพระบรมสารีริกธาตุเรียงราย
พระพุทธรูปน้อยใหญ่ รูปเกจิอาจารย์ โต๊ะหมู่บูชา ออกแนวไทยสไตล์ล้านนา
สอดคล้องกับผลงานจิตรกรรมที่จัดแสดงไว้ อันมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา
ซึ่งนอกจากเป็นฝีมือของอาจารย์ประสงค์ ลือเมืองแล้วยังมีงานของศิลปินอื่นอีกหลายคนอยู่ด้วย
ล้วนแล้วแต่งาม ๆ มีความคิดสร้างสรรค์กันทั้งนั้น
![]() |
| เรือนล้านนา หอศิลป์สล่าเลาเรือง |
ปิดท้ายรายการของวันกันที่หอศิลป์สล่าเลาเลือง
เรือนไม้แบบล้านนาหลังใหญ่ในพื้นที่วัดป่าพุทธพจน์หริภุญชัย ห่างออกมาอีกแค่ ๖
กิโลฯ กว่า ๆ พวกเรามาถึงเอาตอนได้เวลาปิดแล้ว แต่วัดดวงลองเดินขึ้นบันไดไปดู
ปรากฏว่าประตูยังเปิดอยู่ เลยถือวิสาสะพยักเพยิดกันเข้าไปเปิดไฟชมดูเองเสียเลย
ความจริงจะว่าเป็นหอศิลป์ก็ไม่เชิง
ดูเหมือนเป็นหอเกียรติยศเชิดชูเกียรติศิลปินในลำพูนมากกว่าครับ
เพราะจัดแสดงเป็นนิทรรศการประวัติและความสำเร็จของศิลปินในสาขาต่าง ๆ
พร้อมผลงานในลักษณะจำลองเป็นตัวอย่าง ไม่ได้เน้นชิ้นงานศิลปะจริง แน่นอนครับว่าด้านศิลปะร่วมสมัยนั้นมีครบครัน ทั้งอาจารย์อินสนธิ์
วงศ์สาม อาจารย์จรูญ บุญสวน และอาจารย์ประสงค์ ลือเมือง ซึ่งพวกเราเพิ่งไปเยี่ยมชมหอศิลป์ของแต่ละท่านกันมา
ที่เหลือก็เป็นศิลปินพื้นเมืองในด้านอื่น ๆ อีกหลายสิบชนิด อย่างที่เรียกกันว่า
“สล่า” เช่น สล่าลายปูนปั้น สล่าแกะสลักไม้
สล่าประติมากรรมประเพณี สล่างานประดิษฐ์ประกอบพิธีกรรม ฯลฯ เป็นอันว่าตอนแรกตั้งใจมาชมเฉพาะศิลปกรรมร่วมสมัย
แต่ลงท้ายได้ชมศิลปะด้านอื่น ๆ แถมด้วยครบครันเลยเชียวครับ
![]() |
| ลาปูเน คาเฟ่ แอนด์ ซีน คาเฟ่บรรยากาศสวนดอกไม้ |
หลายบรรยากาศ หลากสไตล์ สายคาเฟ่
ทริปเที่ยวสบายของพวกเราในครั้งนี้คงปฏิเสธไม่ได้ครับ ว่า “คาเฟ่”
เป็นสีสันอย่างสำคัญตามยุคสมัย เนื่องจากปัจจุบันนี้ในเมืองลำพูนมีร้านคาเฟ่อยู่มากมาย
เยอะขนาดพวกเราตระเวนกินทุกวันได้ไม่ซ้ำ ยังไม่ได้ถึงครึ่งของจำนวนที่มีอยู่เลย หลายแห่งมีความน่าสนใจในด้านอาหาร
ในขณะหลายแห่งเช่นกัน มีดีตรงบรรยากาศและการตกแต่งที่แหวกแนวไม่มีใครเหมือน
![]() |
| เมนูเวียดนามยามเช้า คาเฟ่ เดอ ลำพูน |
วันที่ปั่นจักรยานเที่ยวเมืองนั้น
ช่วงเช้าตรู่พวกเรายกให้คาเฟ่ เดอ ลำพูน ครับ เพราะเปิดให้บริการเช้ากว่าใคร
ๆ ตัวร้านอาจไม่ได้หวือหวาอะไรมาก
แถมยังหายากอีกด้วย เพราะแม้จะตั้งอยู่ริมถนน แต่หน้าร้านดันมีศาลาฉลุลายสีเขียวหลังใหญ่บังเอาไว้
มิหนำซ้ำประตูทางเข้ายังเป็นร้านขายเครื่องสำอางและอุปกรณ์เสริมความงาม ทำเอาสามหนุ่มอย่างเราเก้
ๆ กัง ๆ ไม่กล้าเดินเข้าไปในตอนแรก แต่ความโดดเด่นมาอยู่ตรงเมนูอาหารที่เป็นอาหารเช้าแบบเวียดนาม
เช่น ข้าวต้มญวน ชุดไข่กะทะพร้อมขนมปังบาแก็ตหลากหลายไส้ เช่น เนยกระเทียม หมูสับเห็ดหอม
และหมูยอกุนเชียง (แต่อาหารเช้าแบบมาตรฐานไข่ดาว
ไส้กรอก หมูแฮมเขาก็มีนะครับ รวมทั้งอาหารจานเดียวอื่น ๆ อีกมากมาย)
หน้าหนาวแบบนี้ยามเช้าทางร้านยังยกเอาโต๊ะออกมาตั้ง ให้เลือกนั่งกินรับลมหนาวบนลานหน้าร้านด้วย
(ที่ว่าเหมาะกับช่วงเช้ามากที่สุด ก็ตรงนี้แหละครับ)
![]() |
| น้องมิจัง แมวส้ม พนักงานต้อนรับของ อะนะตะ การ์เดน ชิล |
ส่วนมื้อกลางวัน อะนะตะ การ์เดน ชิล คือทางเลือกของพวกเรา
แค่เดินผ่านจากลานจอดรถเข้าไปในรั้วก็รู้สึกเหมือน “วาร์ป” ไปโผล่แดนซามูไร ด้วยบรรยากาศแวดล้อมที่ตกแต่งในสไตล์ญี่ปุ่น
ตั้งแต่ซุ้มประตูรั้วไม้ไผ่ ป้ายชื่อร้าน หินปูทางเดิน สวนหย่อม (ขนาดห้องน้ำก็ยังทำเป็นทรงบ้านญี่ปุ่น) ตัวร้านเป็นห้องแถวญี่ปุ่นชั้นเดียว มีที่นั่งให้กินไปชมสวนข้างนอกไป
ด้านในยังแบ่งสัดส่วนเป็นห้องสมุด ห้องญี่ปุ่น ห้องเคานเตอร์ไวน์ และโต๊ะเดี่ยว เมนูเครื่องดื่มมีให้เลือกมากมาย
กินเป็นมื้อเที่ยง อาหารก็มีแบบจานเดี่ยวสไตล์ญี่ปุ่นให้เลือกหลากหลาย
แต่ความโดดเด่นที่แท้จริงของร้านนี้เห็นจะเป็น “แมวเหมียว” พนักงานต้อนรับของร้าน
ตอนที่พวกเรามานี้เป็นเวรของน้อง “มิจัง” แมวส้มขี้อ้อน ตัวอ้วนนุ่มฟู
เฝ้าอยู่หน้าเคานเตอร์
บริการถูกใจหรือไม่ถูกใจอย่างไร มีคิวอาร์โค้ดให้สแกนลงคะแนนเลือกตั้ง
เอ้ย คะแนนการให้บริการของน้อง ๆ (แมว) ได้ด้วย เก๋ไก๋เสียไม่มี
![]() |
| ฝูงห่านในจูดี้ส์ โฮม คาเฟ่สไตล์ฟาร์ม |
จิบกาแฟยามบ่ายนั้นเหมาะสมกับร้านจูดี้เฮาส์
คาเฟสำหรับคนรักสัตว์ที่สุดด้วยการตกแต่งบรรยากาศฟาร์มชนบทขนาดกะทัดรัด ตั้งอยู่ติดริมลำน้ำกวง ในสนามหญ้ากว้างใต้ร่มเงาร่มรื่นของต้นจามจุรีใหญ่อายุนับหลายสิบปี
ตัวร้านรีโนเวตจากโรงเก็บผลไม้เก่าเป็นสถาปัตยกรรมทรงกระบอกสีขาว มีที่นั่งให้เลือกได้ทั้งในห้องแอร์ของตัวอาคาร
และกลางแจ้งบริเวณสนามหญ้าบริเวณโซนเวิร์กช็อปวาดรูประบายสีที่ร่มเย็นด้วยเงาไม้แม้ในยามบ่าย
รอบบริเวณครึกครื้นด้วยสัตว์เลี้ยงหลายชนิดเช่น
ห่าน ไก่ เต่า และสุนัข จิบกาแฟหรือเครื่องดื่มใด
ๆ ก็อร่อยมากขึ้นด้วยบรรยากาศ
![]() |
| สวนไม้ไทยบ้านพ่อเลี้ยงหมื่น คาเฟ่สไตล์ขอมโบราณ |
ย่ำเย็นสวนไม้ไทยบ้านพ่อเลี้ยงหมื่น เหมาะสมอย่างยิ่งด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่
จัดสร้างสภาพแวดล้อมให้ดูคล้ายเมืองโบราณด้วยสถาปัตยกรรมกระเบื้องดินเผาในแบบเทวาลัยสมัยขอม
มีซุ้มประตูโคปุระ สิงห์ทวารบาล เทวรูปประดับประดาสวนหย่อม น้ำตก ลำธาร เมนูอาหารไทยจานเดียวถือว่ายอดเยี่ยมสำหรับมื้อเย็น
อย่างผัดไทยกุ้งสดซึ่งตกแต่งด้วยการห่อด้วยไข่มาอย่างอลังการแบบชาววัง อาหารพื้นบ้านล้านนาอย่างข้าวซอยก็ทำออกมาลำแต๊
ๆ หรือเมนูล้านนาประยุกต์อย่างข้าวผัดน้ำพริกหนุ่มก็ได้รสชาติแปลกใหม่
กินพลางชมช่วงแสงทองของสุดท้ายท้ายของวันได้บรรยากาศขรึมขลังอลังการสุดประทับใจ
![]() |
| ห้องอาหารหมุนได้ในหอคอยของลาปูเน คาเฟ่ แอนด์ซีน |
สำหรับอีกวันที่พวกเราเที่ยวชมศิลปะ ลาปูเน
คาเฟ่ แอนด์ซีน ที่อยู่ไม่ไกลจากหอศิลป์อุทยานธรรมะ อินสนธิ์ วงศ์สาม
ดูเป็นทางเลือกดีที่สุดสำหรับมื้อกลางวัน
ด้วยทำเลที่ตั้งเด่นสง่ากลางท้องทุ่งนาในสไตล์ของสวนดอกไม้ กึ่งกลางของสวนบนหอคอยสูงสามชั้นมีมอเตอร์ขับเคลื่อนพื้นที่นั่งให้หมุนไปรอบ
ๆ อย่างช้า ๆ สำหรับการกินอาหารที่เป็นอาหารจานเดียวทั้งเมนูญี่ปุ่นอย่างข้าวไก่ทอดคาราอะเกะ
หรือเมนูไทยอย่างข้าวลาบไก่ทอดกรอบ ชมทิวทัศน์รอบทิศทางไปพลางอย่างสุโขสโมสร
ถือเป็นเป็นมิติใหม่ของมื้อกลางวัน
![]() |
| สวนเซนแบบญี่ปุ่น ของริ มิเนียเจอร์ คาเฟ |
บนทางผ่านไปยังหอศิลป์ ริ
มิเนียเจอร์ คาเฟ่ ร้านกาแฟเล็ก ๆ เป็นจุดที่พวกเราแวะนั่งจิบเครื่องดื่มดับกระหายกันในระหว่างทาง
ตัวร้านตั้งอยู่ในบริเวณข้างบ้านพักแบบทาวน์โฮม ซึ่งถัดจากห้องเคาน์เตอร์มีประตูเปิดเข้าไปยังพื้นที่สวนหย่อมตกแต่งเป็นสวนญี่ปุ่นเขียวขจีงดงามเป็นธรรมชาติแบบมินิมอล
ให้นั่งจิบเครื่องดื่มผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางบนระเบียงเล็ก ๆ ก่อนออกเดินทางต่อไป
![]() |
| บรรยากาศย้อนยุคของมาลาจรคาเฟ่ |
ขากลับจากหอศิลป์สล่าเลาเลือง
พวกเราเลือกเข้าไปที่ มาลาจรคาเฟ่ สำหรับมื้อเย็นแบบง่าย ๆ ด้วยอาหารจานเดียวไทยแท้
อย่างข้าวหมูทอดกระทียมพริกไทย กับเมนูฝรั่งอย่างสเต็กหมู และสลัดผักรวม
อร่อยรสชาติพลางชมบรรยากาศการตกแต่งร้านแบบย้อนยุคอันชวนให้รำลึกถึงวันเวลาที่ผ่านเลยไปไม่หวนคืน
ด้วยข้าวของเครื่องใช้สมัยเก่า รวมทั้งหลากหลายของเล่นตุ๊กตุ่นตุ๊กตา
จากเมื่อหลายสิบปีก่อน
ที่เรียกความทรงจำครั้งเยาว์วัยให้กลับมาพร้อมกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้เมื่อพูดคุยถึงเรื่องราวในอดีต
หลายวันนี้เรียกได้ว่า ปั่นจักรยานสนุก ชมศิลป์สบาย กินคาเฟ่ได้บรรยากาศและเอร็ดอร่อย มาลำบากตอนกลับมานี่แหละครับ เพราะคงต้องลดน้ำหนักกันเป็นการใหญ่
















































