วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เที่ยวดูปราสาทขอม ที่ซ่อมได้

 

ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ เรื่อง สุรพล สุภาวัฒนกุล ภาพ

 ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

             การสู้รบกันตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาช่วงปลายปี ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา ทำให้ “ปราสาทตาควาย” โบราณสถานขอมติดชายแดนซึ่งเคย “โนเนม”มาเนิ่นนาน กลับมีชื่อเสียงขึ้นมาจนรู้จักกันทั่วประเทศ โดยเฉพาะหลังจากการรบรอบแรกทหารกัมพูชาดอดเข้าไปยึดพื้นที่ตั้งบังเกอร์ใช้เป็นฐานที่มั่นในการรุกรานประเทศไทย จนทางฝั่งไทยเราจำใจต้องโจมตีใส่ตัวปราสาท ส่งผลให้พังทลายถล่มลงมากลายเป็นกองหินใหญ่ในการรบรอบที่สอง 

เกิดเป็นคำถามขึ้นมาในหมู่คนไทยผู้รักโบราณสถานโดยทั่วไปอย่างมากมาย ต่างวิตกกังวลกันไปใหญ่โตว่าปราสาทโดนระเบิดพังระเนระนาดชิ้นส่วนกระจัดกระจายขนาดนี้จะมีทางซ่อมแซมให้กลับคืนสภาพดีดังเดิมได้อีท่าไหน เดือดร้อนท่านพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากรต้องออกมายืนยันด้วยตนเองว่า ขอเพียงตัวปราสาทยังตั้งอยู่ในอาณาเขตของประเทศไทย จะยับยู่ยี่ปี้ป่นขนาดไหนก็การันตีว่า “ซ่อมได้” ทุกกรณี  ไม่มีปัญหา

ขนาดนี้แล้วก็ยังมีบางส่วนไม่วายข้องใจ หลายคนเลยครับที่ผมได้ยินมา ยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอยู่ดี  “จะซ่อมด้วยวิธีไหนยังไงกัน ถึงซ่อมได้ก็คงไม่เหมือนเดิม”   แต่สำหรับตัวผมที่เดินทางท่องเที่ยวชมปราสาทขอมมาแล้วนับหลายร้อยแห่งตลอดเวลากว่ายี่สิบปี ได้พบได้เห็นการซ่อมมาครบหมดแล้วทุกรูปแบบ เชื่ออย่างสนิทใจครับว่าซ่อมได้แน่นอน  เพราะรู้ว่าเขามีหลักเกณฑ์ วิธีการ ในการอนุรักษ์อย่างเป็นขั้นตอน เป็นที่ยอมรับกันในระดับนานาชาติ เพื่อให้คุณค่าความเป็นโบราณสถานคงอยู่ครบถ้วน

ปราสาทขอมใหญ่ ๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสภาพสวยงาม  ให้เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ในอดีตล้วนต่างเคยอยู่ในภิณทนาการพังทลายแตกหักเป็นชิ้น ๆ  ผ่านการบูรณะกันมาแล้วทั้งนั้นแหละครับ

ปราสาทหินพิมายปราศจากยอดในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ปีที่เริ่มการบูรณะด้วยกรรมวิธีอนัสติโลซิสเป็นแห่งแรกของประเทศไทย (ชาญ เตชะวณิชย์ ภาพ ) 


นครราชสีมา ปฐมจิ๊กซอว์ศิลา วิมายะปุระ

            ปราสาทหินพิมายยังคงยืนเด่นยอดสูงเสียดฟ้าครามในยามเช้า เมื่อผมเดินผ่านซุ้มประตูโคปุระเข้าสู่บริเวณภายใน  ท่ามกลางนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเดินกันอยู่ขวักไขว่ทั่วอาณาบริเวณ

มหึมาปราสาทขอมขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแห่งนี้มีความสำคัญในทางประวัติศาสตร์คือเป็นหมุดหมายระบุถึงถิ่นฐานเดิมของราชวงศ์มหิธรปุระ “สายพุทธ” ซึ่งเป็นเชื้อสายกษัตริย์ราชวงศ์ “วรมัน” จากอินเดียผสมกลมกลืนกับชาวพื้นถิ่นที่สืบเนื่องมาจากทวารวดีอีสาน มีอำนาจปกครองเมืองอยู่ในแถบตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำมูน บนแผ่นดินราบสูงโคราช ก่อนพระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ จะเสด็จยกทัพจากพิมายไประงับเหตุจลาจลในเมืองพระนครยโสธรปุระ แล้วปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์มหิธรปุระปกครองอาณาจักรขอมโบราณและโปรดฯ ให้สร้างปราสาทหินพิมายขึ้นเป็นศูนย์กลางอย่างโอ่อ่า  ตัดถนนตรงจากเมืองพระนครมายังปราสาทหินพิมายรวมระยะทาง ๒๑๕ กิโลเมตร อันเป็นเหตุให้ปราสาทหินพิมายหันหน้าไปทางทิศใต้ ที่ตั้งของเมืองพระนคร แตกต่างจากปราสาทขอมอื่น ๆ ทั่วไปซึ่งล้วนหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

ส่วนประกอบสถาปัตยกรรมของปราสาทพิมายยังได้กลายเป็น “ไอเดียตั้งต้น” ส่งอิทธิพลให้กับการสร้างปราสาทนครวัดในเมืองพระนครในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเป็น “นาคปัก” ปัจจัยสำคัญอันทำให้เกิดทรงพุ่มของยอดปราสาทอันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของนครวัดขึ้น  “หน้าบัน” และ “ทับหลัง” จำหลักรูปพญานาคแผ่พังพานเรียงรายติดกันเป็นแผ่น  ยังมี “ชาลา” ผังรูปกากบาท รวมถึงการแกะสลักลวดลายประดับปราสาทเป็นภาพจากเรื่องราวมหารามายณะและเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ เหล่านี้ล้วนริเริ่มขึ้นที่พิมายก่อนส่งต่อให้นครวัดทั้งสิ้น

อีกมุมหนึ่งของปราสาทหินพิมายเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๐๗ (ชาญ เตชวณิชย์ ภาพ)

                ย้อนหลังกลับไปเมื่อหกสิบกว่าปีก่อน ปราสาทหินพิมายเคยอยู่ในสภาพพังทลายเกลื่อนกล่นไปด้วยกองหินโดยรอบ ผมเองยังไม่เกิดเลยครับสมัยนั้น แต่ยังทันเห็นภาพถ่ายปราสาทหินพิมายขณะไม่มียอดปราสาท เพราะพังลงมากองอยู่ข้างล่าง ปรากฏอยู่ในสารคดี “เที่ยวเมืองพิมาย” โดยสายสุนีย์ สุขนคร อนุสาร อ.ส.ท. ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๑๑ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๗  (ตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นบูรณะพอดี สังเกตในภาพจะเห็นรอกยกหิน รางรถเข็นเหล็กสำหรับใช้เคลื่อนย้ายชิ้นส่วนหินอยู่ด้วย) กลับมาสมบูรณ์งดงามตระหง่านอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ได้ก็ด้วยกรรมวิธีการอนุรักษ์โบราณสถานที่เรียกว่า “อนัสติโลซิส”ครับ

                กรรมวิธี “อนัสติโลซิส” นั้นปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในยุโรปตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๗๙ จากการใช้ชิ้นส่วนหินที่พังทลายของวิหารไนกี้แห่งเทพีเอเธนามาประกอบขึ้นใหม่ แต่ชื่อ “อนัสติโลซิส” นั้นเริ่มใช้เรียกขานราวปี พ.ศ. ๒๔๔๕ โดยนิโคลาออส บาลานอส สถาปนิกชาวกรีก ผู้รับหน้าที่ดูแลการบูรณะวิหารพาเธนอน และโบราณสถานอื่น ๆ  ในอโครโพลิสใจกลางนครเอเธนส์ ประเทศกรีซ บัญญัติศัพท์ขึ้นจากภาษากรีก สนธิกันระหว่างคำ “อนา” แปลว่า “ข้างบน” กับ “สเตลโล” แปลว่า “แท่งหิน”  แปลว่า “เอาหินกลับไปไว้ข้างบน” รวม ๆ หมายถึง “การบูรณะโบราณสถานหิน ด้วยการนำแท่งหินที่เป็นวัสดุดั้งเดิม กลับไปสู่ที่ตั้งดั้งเดิมข้างบน ด้วยวิธีการก่อสร้างแบบเดิม”  ด้วยเหตุที่โบราณสถานอโครโพลิสนั้นสร้างขึ้นจากหินแทบทั้งหมด กรรมวิธีในการบูรณะรูปแบบ “อนัสติโลซีส” จึงใช้สำหรับการบูรณะโบราณสถานหินโดยเฉพาะ

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แถวบ้านเรา ได้มีการนำกรรมวิธีอนัสติโลซิสมาใช้เป็นครั้งแรกที่อินโดนีเซีย โดยสถาปนิกชาวเนเธอร์แลนด์ ทำการบูรณะสถาปัตยกรรมหินโบราณขนาดใหญ่อย่างมหาเจดีย์ “บุโรพุทโธ” ในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ และเทวาลัยฮินดู “ปรัมบานัน” บนเกาะชวาในปีพ.ศ. ๒๔๕๔  ทั้งสองแห่งมีพัฒนาการไปจากการบูรณะอโครโพลิสที่กรีกอีกขั้น ด้วยการใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กสมัยใหม่เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงซ่อนเอาไว้ภายใน เนื่องจากอินโดนีเซียมีแผ่นดินไหวอยู่เป็นประจำ หลังจากนั้นสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ หน่วยงานซึ่งดูแลการบูรณะโบราณสถานในกัมพูชาได้ส่งสถาปนิกชาวฝรั่งเศสไปเยี่ยมชมดูงานการบูรณะที่อินโดนีเซีย ก่อนจะนำกรรมวิธี “อนัสติโลซิส” กลับมาใช้กับบรรดาเทวาลัยหินในเมืองพระนครบ้างในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ โดยเริ่มทดลองใช้กับปราสาทหลังเล็ก ๆ อย่าง “ปราสาทบันทายสรี” ก่อนเป็นแห่งแรก โดยมีการซ่อนโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กไว้ภายในเช่นกัน เมื่อได้ผลน่าพอใจถึงนำไปใช้บูรณะปราสาทขนาดใหญ่หลังอื่น ๆ ของเมืองพระนครต่อไป

 ในการประชุมของสำนักงานการพิพิธภัณฑ์นานาชาติ (The International Museum Office) ณ ประเทศกรีซ ในปีพ.ศ. ๒๔๗๔  ที่ประชุมกำหนดแนวทางการอนุรักษ์โบราณสถานด้วยกระบวนการใหม่นี้ออกมาเป็น “กฏบัตรเอเธนส์”  ด้วยแนวคิดให้เก็บรูปแบบดั้งเดิมทุกยุคสมัยของโบราณสถานที่ปรากฏอยู่เอาไว้ พร้อมปฏิเสธแนวทางการปฏิสังขรณ์อย่างเต็มรูปแบบ (หรือเรียกง่าย ๆ ว่าบูรณะแบบ “สร้างใหม่” นั่นแหละครับ)  ซึ่งในศตวรรษก่อนหน้านี้เคยนิยมกันมากในยุโรป

ปราสาทหินพิมายในปัจจุบัน ปีพ.ศ. ๒๕๖๘

ส่วนในประเทศไทยของเรานั้น อย่างทีบอกครับ กรมศิลปากรได้ร่วมกับสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศนำ “อนัสติโลซิส” มาใช้ที่ปราสาทหินพิมายเป็นแห่งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ปีเดียวกันกับการประกาศใช้ “กฎบัตรเวนิส” หลักการว่าด้วยการอนุรักษ์โบราณสถานและมรดกวัฒนธรรมของโลก ที่ปรับปรุงมาจากกฏบัตรเอเธนส์อีกที  เพิ่มเติมคือการให้ความสำคัญของโบราณสถานในฐานะเป็นมรดกของมนุษย์ทุกคน จำเป็นต้องรักษาคุณค่านี้ไว้โดยอยู่บนพื้นฐานของการพิสูจน์ความแท้ ไม่ใช่เฉพาะตัวสถาปัตยกรรมเดี่ยว ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบ ห้ามรื้อถอนของเดิม ห้ามการขนย้ายส่วนประกอบของโบราณสถาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความงดงามด้านศิลปกรรมและด้านประวัติศาสตร์ของโบราณสถานจะต้องมาจากวัสดุดั้งเดิมและเป็นของแท้เท่านั้น ห้ามบูรณะด้วยวิธีการปฏิสังขรณ์หรือสร้างใหม่

ถือว่า“เข้าล็อก”เลยครับ สำหรับปราสาทหินพิมาย ด้วยความดั้งเดิมแท้ทรูมากที่สุดเมื่อพิจารณาจากบรรดาปราสาทขอมทั้งหลายในประเทศไทย เนื่องจากสร้างด้วยหินทรายสีขาวซึ่งมีความแกร่งเป็นพิเศษ สภาพความชำรุดหักพังน้อย ทำให้ตัวปราสาทส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพดี มีเพียงส่วนยอดเท่านั้นทลายลงมาทับถมกันเบื้องล่าง เมื่อรื้อกองหินออกมาเลยพบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของปราสาทเกือบครบถ้วน ขาดแค่ส่วนนาคปักไปแค่ไม่กี่ชิ้น ส่งผลให้องค์ประกอบโดยรวมค่อนข้างสมบูรณ์ “เดิมแท้” แทบร้อยเปอร์เซ็นต์  (ตรงตามหลักการอนุรักษ์โบราณสถานทีระบุในกฏบัตรเวนิสเป๊ะ ๆ ครับ )

การบูรณะปราสาทหินพิมายจึงใช้เวลาไม่นานเพียงแค่ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๐๗-๒๕๑๒) ก็แล้วเสร็จสมบูรณ์ ฟื้นคืนความเป็นพุทธสถานในนิกายมหายานเมื่อกว่าพันปีก่อนกลับมาได้อย่างงดงาม ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะบูรณะเฉพาะตัวปราสาทประธานอย่างเดียว เนื่องจากอาคารส่วนประกอบอื่น ๆ โดยรอบ อย่างระเบียงคด รวมถึงปราสาทบริวารสองฟากที่สร้างขึ้นภายหลัง วัสดุดั้งเดิมที่ใช้สร้างต่างจากปราสาทประธาน ไม่ใช่หินทรายชั้นดีที่คงทน จึงเสื่อมสภาพเปื่อยล่อนจนทำให้ไม่สามารถบูรณะด้วยกรรมวิธีอนัสติโลซิส ทำได้แค่ให้คงสภาพอยู่เท่านั้น หากเดินไปตามทางเดินในระเบียงคดจะพบเห็นว่าในส่วนเหล่านี้ใช้วิธีทำโครงเหล็กรับน้ำหนักค้ำยันความมั่นคงเอาไว้

สภาพดั้งเดิมของปราสาทหินพนมวันก่อนการบูรณะ

แต่ไม่ใช่ว่าการบูรณะแบบอนัสติโลซิสจะใช้ได้กับโบราณสถานที่มีชิ้นส่วนดั้งเดิมครบถ้วนได้อย่างเดียวครับ  เนื่องจากยังมีโบราณสถานปรักหักพังอีกจำนวนไม่น้อยซึ่งชิ้นส่วนถูกทำลายหรือถูกเคลื่อนย้ายนำไปใช้ทำอย่างอื่นจนหลงเหลือไม่ครบถ้วน กฎบัตรเวนิสได้ให้แนวทางสำหรับการอนุรักษ์โบราณสถานประเภทนี้ไว้ว่าให้บูรณะด้วยการสร้างขึ้นใหม่(แต่ด้วยกรรมวิธีอนัสติโลซิสเท่านั้น) โดยใช้วัสดุใหม่สร้างชิ้นส่วนที่ขาดหายไปขึ้นทดแทนได้ แต่ต้องทำโดยให้สามารถเห็นและจำแนกได้อย่างชัดเจนว่าชิ้นส่วนไหนเป็นของแท้ดั้งเดิม ชิ้นส่วนไหนเป็นชิ้นส่วนสร้างขึ้นใหม่ภายหลัง                                                                                                       ห่างจากพิมายเพียงราว ๔๐ กิโลเมตร ปราสาทหินพนมวันอีกหมุดหมายภูมิลำเนาของราชวงศ์มหิธรปุระสายพุทธคือโบราณสถานอันได้รับการบูรณะตามเงื่อนไขที่ว่านี้เปี๊ยบเลยครับ  ด้วยเหตุที่ตัวปราสาทสร้างขึ้นและถูกซ่อมเสริมดัดแปลงการใช้งานเป็นศาสนสถานฮินดูบ้างพุทธบ้างหลากยุคหลายสมัย ส่งผลให้ชิ้นส่วนหินต่าง ๆ ของปราสาทถูกทำลายหายสูญไปไม่น้อย ประมาณว่าในราวห้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

สภาพอันสมบูรณ์ของปราสาทหินพนมวันภายหลังใช้ชิ้นส่วนใหม่เข่้าผสมผสาน

ด้วยเหตุนี้การอนุรักษ์ปราสาทแห่งนี้ด้วยกรรมวิธีอนัสติโลซิสในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๒-๒๕๔๐ จึงเป็นแบบ “ครึ่งต่อครึ่ง” คือใช้ชิ้นส่วนเดิมครึ่งหนึ่ง (โดยมากเป็นส่วนครึ่งล่าง) ผสมผสานกับชิ้นส่วนที่สร้างขึ้นจากวัสดุใหม่ (บริเวณส่วนยอดครึ่งบนส่วนใหญ่) บูรณะตัวปราสาทและระเบียงคดโดยรอบจนกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์อีกครั้งได้ในที่สุด แต่เป็นความสมบูรณ์ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากปราสาทหินพิมาย เนื่องจากตัวปราสาทหินพนมวันสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนเลยครับว่าส่วนประกอบตรงไหนเป็นชิ้นส่วนหินทรายดั้งเดิม ส่วนไหนเป็นชิ้นส่วนสร้างขึ้นมาใหม่ เพราะสีสันผิดกันจนสังเกตได้  ถือเป็นการอนุรักษ์ด้วยกรรมวิธีอนัสติโลซิสในอีกสไตล์ ดูแปลกตาน่าตื่นใจไปอีกแบบ ควรแวะมาดูชมเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนฐานมหึมากับชิ้นส่วนรอการบูรณะของปราสาทบ้านบุใหญ่

ชมแล้วหากเกิดอยากเห็นขั้นตอนในระหว่างการบูรณะของกระบวนการอนัสติโลซิสจริง ๆ กับตา ปราสาทบ้านบุใหญ่ ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล แค่ ๔๐ กว่ากิโลฯ ในเขตอำเภอสูงเนิน เป็นอีกจุดหมายควรเข้าไปชมครับ บนลานกว้างซึ่งเคยเป็นเนินดินสูงใหญ่บริเวณหลังโรงเรียนบ้านบุใหญ่ได้มีการขุดค้นทางโบราณคดีโดยกรมศิลปากร พบร่องรอยปราสาทหินขนาดใหญ่ หลังการขุดค้นยังพบชิ้นส่วนอีกมากมาย นำมาตั้งเรียงรายไว้เพียบ มีทั้งหน้าบัน ประตูหลอก และทับหลังของปราสาทสี่ด้าน ซึ่งชิ้นที่วางโชว์ไว้เป็นชิ้นที่ขึ้นรูปเป็นโกลนไว้เพียงคร่าว ๆ  ส่วนอีกสองชิ้นสภาพค่อนข้างสมบูรณ์นำไปจัดแสดงไว้ตรงหน้าที่ทำการอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ตอนผมเข้าไปที่พิมายยังไปหยุดยืนดูอยู่นาน ชิ้นหนึ่งจำหลักเป็นรูปสิงห์คาบท่อนพวงมาลัยในท่ามกลางลวดลายพรรณพฤกษา ทว่าบางส่วนลักษณะเป็นแค่โกลนยังไม่ได้ลงรายละเอียดลวดลาย ก็ดูอาร์ต ๆ ไปอีกแบบ อีกชิ้นหนึ่งจำหลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณกึ่งกลางท่อนพวงมาลัยแวดล้อมด้วยลวดลายพรรณพฤกษาเช่นกันอันเป็นสไตล์ศิลปะขอมในสมัยบาปวนชัดเจน

ส่วนยอดของปราสาทที่ทดลองประกอบจัดแสดงเอาไว้ในบริเวณ

ที่ตั้งปราสาทปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนรื้อออกปรับความมั่นคงของฐานราก เพื่อเตรียมประกอบขึ้นใหม่ด้วยกรรมวิธีอนัสติโลซิส  ชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกวางเรียงไว้อยู่เป็นกอง ๆ ตามตำแหน่ง บางส่วนก็กำลังทดลองประกอบ ทางกรมศิลปากรยังจัดทำป้ายสื่อความหมายระบุข้อมูลเกี่ยวกับปราสาทไว้อย่างครบถ้วน เรียงรายไว้ในลักษณะของนิทรรศการกลางแจ้ง ให้ผู้สนใจกระบวนการอนัสติโลซิสเข้ามาศึกษาหาความรู้เห็นของจริงได้ใกล้ชิดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย  สำหรับคนรักโบราณสถานขอบอกว่าต้องมาดูมาชมเลยครับ เพราะไม่ใช่จะหาที่ไหนได้ง่าย ๆ    

นักท่องเที่ยวปีนป่ายขึ้นไปชมทิวทัศน์บนปราสาทพนมรุ้งที่หักพังเป็นกองหิน (เพ็ญศักดิ์ จักษุจินดา ภาพ )


บุรีรัมย์ วนัมรุง ทวิเลโก้ศิลาอลังการ

            ศิลาทรายสีชมพูนั้นดูไม่ธรรมดา ยิ่งใต้แสงสีทองยามรุ่งอรุณกับทำเลที่ตั้งบนยอดเขา เทวาลัยพนมรุ้งแห่งนี้จึงดูมลังเมลืองเหมือนกับทิพยวิมานละล่องลอยบนสรวงสวรรค์

            แน่นอนว่านายช่างผู้สร้างในสมัยโบราณคงตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นครับ เนื่องเพราะสถาปัตยกรรมงามแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นวิหารสำหรับบูชาพระศิวะ มหาเทพสูงสุดของศาสนาฮินดู ในลัทธิไศวนิกาย จากหลักฐานศิลาจารึกกล่าวว่าภายในปราสาทเคยประดิษฐานรูปศิวลึงค์  ประติมากรรมทองคำ “ศิวนาฏราช” และประติมากรรมพระวิษณุทองคำ ไว้บูชาสักการะ น่าเสียดายว่าไม่รู้หายสูญไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ปัจจุบันอยู่ที่ใด (ไม่แน่อาจไปโผล่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะในต่างประเทศที่ไหนสักแห่งแล้วก็เป็นได้ แค่ยังไม่มีคนไทยไปเห็นไปเจอเท่านั้น) 

               ในขณะพิมายและพนมวันคือถิ่นฐานของราชวงศ์มหิธรปุระ (สายพุทธ) ที่ไปเป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรขอม เช่นพระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ ผู้สร้างปราสาทหินพิมาย และพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ผู้สร้างปราสาทบายนเมืองนครธม พนมรุ้งก็เฉกเช่นเดียวกัน ด้วยเป็นหมุดหมายภูมิลำเนาเดิมของราชวงศ์มหิธรปุระ (สายฮินดู) ที่เสด็จไปเป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรขอม  คือพระเจ้าสุริยะวรมันที่ ๒ ผู้สร้างปราสาทนครวัด หรือ “บรมวิษณุโลก” มหาเทวาลัยในเมืองพระนคร

บนยอดพนมรุ้งนั้นปรากฏร่องรอยการสร้างเป็นเทวาลัยสืบเนื่องมาเนิ่นนานสองสมัยก่อนหน้า สมัยแรกพบซากปราสาทก่ออิฐขนาดเล็กสองหลังสถาปัตยกรรมแบบเกาะแกร์ ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕ หลงเหลือเพียงส่วนฐานและซุ้มประตูคร่ำคร่าอยู่ตรงหน้าปราสาทประธาน สมัยที่สองเป็นปราสาทหินทรายหลังเดี่ยวสถาปัตยกรรมแบบบาปวน (เรียกกันว่าปรางค์น้อย) พุทธศตวรรษที่ ๑๖ ในลักษณะสร้างไม่เสร็จ ยังไม่มียอด  อยู่ทางด้านหลังทางตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนตัวปราสาทประธานพนมรุ้งและอาคารส่วนประกอบต่าง ๆ อันอลังการงานสร้าง เป็นเทวาลัยในยุคที่สาม ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ สถาปัตยกรรมแบบนครวัด สร้างโดยนเรนทราทิตย์ผู้ทรงมีศักดิ์เป็น “หลานตา” ของพระเจ้าสุริยะวรมันที่ ๒ อันโด่งดังนั่นเอง

มณฑปด้านหน้าของปราสาทพนมรุ้งก่อนการบูรณะ  (เพ็ญศักดิ์ จักษุจินดา ภาพ)

 สภาพปราสาทที่เห็นงดงามเด่นสง่าอยู่ในปัจจุบันก็ด้วยผ่านการบูรณะมาแล้วเช่นกันครับ นับเป็นโบราณสถานซึ่งได้รับการอนุรักษ์ด้วยกรรมวิธี “อนัสติโลซิส” แห่งที่สองของประเทศไทย ก่อนหน้านั้นก็เคยตกอยู่ในสภาพปรักหักพัง แถมหนักหนาสาหัสกว่าปราสาทหินพิมายเยอะ เนื่องจากส่วนบนของตัวอาคารทั้งยอดปราสาท อันตราละ และมณฑปหน้า พังทลายลงมาเป็นกองหินแทบทั้งหมด ผมเองก็ไม่ทันหรอกครับ (ยังไม่เกิดเลยตอนนั้น)  แต่ได้เห็นภาพถ่ายในสารคดีเรื่อง “ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง” โดยเพ็ญศักดิ์ จักษุจินดา จากอนุสาร อ.ส.ท. ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๒ ฉบับเดือนกรกฎาคม ๒๕๐๔ เรียกว่าถ้าไม่เขียนบอกไว้ก็ไม่รู้ว่าเป็นปราสาทพนมรุ้ง เพราะแทบไม่เห็นเค้าใดคลับคล้ายคลับคลา

กระบวนการบูรณะต้องถือว่าค่อนข้าง “หิน” ครับ เพราะไม่มีใครรู้ว่ารูปร่างหน้าตาแท้จริงของปราสาทพนมรุ้งเป็นยังไง  มีทางเดียวคือต้องดำเนินการไปตามลำดับขั้นตอนของกระบวนการ “อนัสติโลซิส” นั่นแหละ  ขั้นตอนแรกคือนำชิ้นส่วนหินของปราสาทที่พังทลายตกลงลงมาทับถมกันอยู่ออก ไปกองจัดเรียงไว้เป็นวงโดยรอบปราสาท แล้วทำ “ผังหินหล่น” ใส่หมายเลขรหัสระบุตำแหน่งของหินแต่ละก้อนว่ามาจากตรงไหน ทิศไหน ของปราสาท โดยปกติแล้วหินหล่นจากส่วนยอด ๆ ของปราสาทจะอยู่ไกลออกไปครับ ส่วนหินที่ตกอยู่ใกล้ชิดติดกับปราสาทจะเป็นชิ้นส่วนแถวระดับล่างๆ ลงมา กองแบบแรกนี้เรียกว่า “กองหินหล่น” 

จากนั้นค่อยมารื้อหินจากส่วนฐานของปราสาทที่หลงเหลือสมบูรณ์อยู่ ออกมาจัดเรียงแยกไว้เป็นกองต่างหากอีกส่วน ไม่ให้ปะปนกับกองแรก ที่สำคัญคือต้องจัดทำแผนผังใส่หมายเลขรหัสระบุตำแหน่งเดิมที่รื้อออกมาเอาไว้ เวลาประกอบกลับคืนจะได้ถูกต้อง ไม่ผิดที่ผิดทาง  กองแบบที่สองนี้เรียกว่า “กองหินรื้อ”

 ขั้นตอนต่อไปคือการทดลองนำชิ้นส่วนต่าง ๆ จากกองหินหล่นมาประกอบขึ้นใหม่ ส่วนใหญ่มักเริ่มจากชิ้นส่วนที่มีการแกะสลักเอาไว้ อย่างเช่นหน้าบัน ส่วนยอดปราสาท ทับหลัง  เนื่องจากสามารถใช้ลวดลายเป็นแนวทางในการประกอบแต่ละชิ้นเข้าด้วยกันได้ (ถ้าลายต่อกันได้พอดีแสดงว่ามาถูกทางแล้ว)  คล้าย ๆ กับเล่นภาพต่อจิ๊กซอว์  แต่จะว่าไปก็คล้ายกับการต่อเลโก้อยู่เหมือนกัน เพราะจิ๊กซอว์นั้นเป็นสองมิติ แต่เลโก้นั้นเป็นสามมิติ  (รวมเรียกว่า “จิ๊กโก้” ไปเลยก็แล้วกัน)  อันนี้เป็นงานช้าง ต้องใช้รอก ใช้ปั้นจั่น ช่วยทุ่นแรงในการยกขึ้นประกอบครับ  ชิ้นไหนที่ขาดหายไปก็จัดทำขึ้นโดยใช้หินใหม่เข้าไปทดแทน

เมื่อประกอบลวดลายหรือชิ้นส่วนสำคัญที่เป็นการใช้งานหลัก ๆ ได้สำเร็จ จะทำให้เริ่มรู้ยุคสมัยและลักษณะการใช้งานของสถาปัตยกรรม ว่าเป็นเทวาลัย พุทธาลัย ธรรมศาลา หรืออโรคยาศาล ส่วนชิ้นที่ไม่มีลวดลายเก็บเอาไว้ช่วงท้าย ๆ  พอเหลือน้อยชิ้นแล้ว จะหาตำแหน่งที่ประกอบได้ง่ายขึ้น

คณะนักท่องเที่ยวเดินชมปราสาทพนมรุ้งในปี พ.ศ. ๒๕๑๕

บริเวณที่ตั้งของปราสาทหลังจากรื้อหินออกไปหมดแล้ว ก็ต้องมีการปรับพื้นที่ เสริมความแข็งแรงของส่วนฐานรากให้แข็งแรงมั่นคงเพียงพอจะรับน้ำหนักปราสาททั้งหลังได้ โดยไม่ทรุดเอียงไปทางใดทางหนึ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการพังทลายของปราสาทหินส่วนใหญ่ เนื่องจากปกติชิ้นส่วนต่าง ๆ ของปราสาทหินทั้งหลายนั้นไม่ได้มีการสอปูน เพียงแค่วางซ้อนกันไว้ ใช้น้ำหนักกดทับเป็นตัวยึดเหนี่ยว อย่างมากก็มีแค่เดือยไม้หรือชิ้นโลหะช่วยล็อกเอาไว้อีกที การทรุดเอียงจึงทำให้ชิ้นส่วนหลุดจากกันได้ไม่ยาก เสริมความมั่นคงฐานแล้วก็จัดการวางชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่จัดเรียงไว้ ไล่ไปตามลำดับจากชิ้นส่วนกองหินรื้อ มากองหินหล่นกับหินใหม่ เรียงขึ้นไปทีละชั้นจากส่วนฐานกระทั่งถึงยอด

เมื่อบูรณะตัวสถาปัตยกรรมเรียบร้อย ขั้นตอนสุดท้ายก็คือการคืนสภาพการใช้งานหลักเช่น ปราสาทหินพิมายเป็นพุทธสถาน ก็นำพระพุทธรูปนาคปรกที่เคยอยู่ไปประดิษฐาน ปราสาทหินพิมายเป็นเทวาลัยพระศิวะ ก็นำศิวลึงค์ไปประดิษฐาน  รวมถึงรายละเอียดในส่วนของสภาพแวดล้อม อย่างประติมากรรมตกแต่งต่าง ๆ ทวารบาล  เสานางเรียง สะพานนาค สิงห์เชิงบันได เป็นต้น  จัดใส่ให้ครบถ้วนองค์ประกอบ

 ความปรักหักพังและตัวอาคารโบราณสถานที่ต้องบูรณะในพื้นที่มีจำนวนมาก ทำให้ปราสาทพนมรุ้งใช้เวลารวมถึง ๑๗ ปี (พ.ศ.๒๕๑๔-๒๕๓๑ )ในการบูรณะ รวมทั้งทวงทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์คืนมาไว้ที่เหนือกรอบประตูด้านหน้าปราสาทได้ทันการเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์พอดี กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์งดงาม กระนั้นก็ยังอุตส่าห์มีหลายคนสงสัยว่าบูรณะได้ถูกต้องตามแบบโบราณจริงหรือไม่ ด้วยความที่รูปร่างหน้าตาของปราสาทออกมาไม่เหมือนกับปราสาทขอมอื่นที่ไหน ๆ รวมทั้งไม่มีใครเคยเห็นปราสาทหินพนมรุ้งในสมัยโบราณว่าหน้าตาเป็นยังไงอีกด้วย

  ปราสาทพนมรุ้งในวันนี้ที่ผ่านการบูรณะและจัดวางภูมิทัศน์แวดล้อมอย่างสวยงาม 
                                            

รูปทรงถูกต้องจริงไหม ก็ต้องถูกแหละครับ เพราะตัวสถาปัตยกรรมนั้นถูก “ล็อก” คงที่ด้วยชิ้นส่วนต่าง ๆ อย่างตายตัวอยู่แล้ว ต้องประกอบให้ถูกตำแหน่งถึงจะลงตัว หากไม่มีชิ้นส่วนประเภท “ขอมทำเกิน” หรือ “ขอมทำขาด” ให้เห็น ย่อมแสดงว่าไม่ผิดแน่นอน (พวกที่ชอบเล่นประกอบหุ่นจำลองพลาสติคต่าง ๆ จะเข้าใจข้อนี้ดี)  ส่วนที่ว่าบูรณะออกมาหน้าตาไม่เหมือนปราสาทขอมที่อื่น นั่นเป็นเพราะว่าความจริงแล้วปราสาทพนมรุ้งถูกออกแบบมาให้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวครับ  ไม่เพียงรูปทรงสถาปัตยกรรมของปราสาท ยังรวมไปถึงการตกแต่งประดับประดาตามความเชื่อในทางศาสนาอีกด้วย

เห็นได้จากล่าสุดเมื่อปี ๒๕๖๗ มีการส่งโบราณวัตถุของพนมรุ้งที่เคยนำไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมายคืนมาให้ ความน่าสนใจอยู่ตรงที่มีทั้งประติมากรรมลอยตัวสัตว์พาหนะเทพประจำทิศทั้งแปด (ส่วนองค์เทพที่ประทับอยู่บนหลังสัตว์แต่ละตัวหักหายหรือโดนใครทุบเอาไปก็ไม่รู้) ประติมากรรมลูกบาศก์หินทรายสี่เหลี่ยมแกะสลักด้านบนเป็นดอกบัวบาน ด้านข้างสลักเป็นเทพประจำทิศทั้งแปดเช่นกัน ลักษณะเป็นแท่นสำหรับวางสิ่งของบูชา  รวมทั้งประติมากรรมที่เรียกว่า “ทวารบาล” ยืนหนึ่ง นั่งชันเข่าหนึ่ง

ในความเห็นส่วนตัวของผมรูปทวารบาลที่ว่าน่าจะเป็นเทพมากกว่าครับ เนื่องจากหน้าตาดูเป็นแบบหน้าเทวดา (ปกติทวารบาลมักจะต้องเป็นพวกยักษ์หรืออมนุษย์อื่น ๆ ) หัตถ์ขององค์ยืนคล้ายกับเทวรูปพระวิษณุจตุรภุช (แต่ไม่ได้มีสี่กร) ซึ่งข้างหนึ่งหงายขึ้นถือก้อนดินสื่อความหมายถึงธาตุดิน อีกข้างคว่ำลงอยู่บนไม้เท้า ส่วนองค์นั่งท่วงท่าคลับคล้ายรูปท้าวกุเวร เทพประจำทิศเหนือ ประติมากรรมเหล่านี้น่าจะเคยตั้งล้อมรอบปราสาทประธานอยู่ตามทิศต่าง ๆ  แสดงว่าให้ความสำคัญกับเทพประจำทิศเป็นพิเศษ ในขณะที่ปราสาทขอมอื่น ๆ   มักทำเป็นแค่รูปจำหลักอยู่บนทับหลังแต่ละด้านเท่านั้น เป็นความแปลกแตกต่างซึ่งพบที่พนมรุ้งแห่งเดียว ไม่เคยเห็นที่ไหนอีก ทั้งหมดจัดแสดงอยู่ในห้องนิทรรศการใกล้กับจุดซื้อบัตรเข้าปราสาท  มาเยือนพนมรุ้งทั้งทีไม่ควรพลาดชมจุดนี้ครับ ส่วนใหญ่มักเดินผ่านกันไป เสียดายแทน

ธรรมศาลาปราสาทบ้านบุ บูรณะเสริมด้วยชิ้นส่วนใหม่เช่นกัน

                 ในบุรีรัมย์ยังมีปราสาทขอมซึ่งบูรณะด้วยกรรมวิธีอนัสติโลซิสอีกหลายแห่งที่น่าแวะเข้าไปชม นอกจากปราสาทเมืองต่ำที่ใช้อนัสติโลซิสเฉพาะส่วนโคปุระและระเบียงคด เพราะปราสาทประธานห้าหลังสร้างด้วยอิฐ  ที่ใกล้พนมรุ้งหน่อยก็คือปราสาทกุฏิฤๅษีบ้านโคกเมือง เป็นปราสาท “สุคตาลัย” หอพระประจำอโรคยศาลาหรือสถานพยาบาลสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ นอกจากส่วนทับหลังและกรอบประตูหน้าต่างที่เป็นหินทรายแกะสลักลวดลาย ตัวปราสาทสร้างจากศิลาแลงแทบทั้งหลังจึงบูรณะด้วยการผสมผสานชิ้นส่วนศิลาแลงใหม่จนอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เช่นเดียวกันกับปราสาทบ้านบุ ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณโรงเรียนบ้านบุวิทยาสรรค์ แตกต่างกันเพียงแค่รูปแบบสถาปัตยกรรม เพราะปราสาทบ้านบุเป็น “วหนิคฤหะ” หรือธรรมศาลา ที่พักผู้เดินทางบนเส้นทางราชมรรคา สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ลักษณะเป็นปราสาทโถงยาวมีช่องหน้าต่างเรียงราย

ปราสาทปลายบัด ๑ บูรณะแบบไม่มียอดเนื่องจากของเดิมก็สร้างไม่เสร็จ (ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ ภาพ) 

แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือปราสาทปลายบัด บนยอดเขาปลายบัด นอกจากจะต้องเดินป่าด้วยเท้าขึ้นเขาไปชมแบบพอได้เหงื่อ ตัวปราสาทยังมีปริศนาท้าทาย เนื่องจากปราสาทสถาปัตยกรรมบาปวนแบบเดียวกันรุ่นราวคราวเดียวกันนี้ พบในบุรีรัมย์อยู่สามแห่ง (ปรางค์น้อยบนพนมรุ้ง ปราสาทเขากระโดง และปราสาทปลายบัด)  แต่ละแห่งล้วนอยู่บนยอดเขา และทุกแห่งไม่มียอด เนื่องจากสร้างไม่เสร็จมาตั้งแต่โบราณ การบูรณะจึงยังต้องคงปล่อยให้ไม่มียอดอยู่ยังงั้น เพราะคือหลักฐานที่เป็นประเด็นปริศนาสำคัญให้นักวิชาการต้องพากันสืบค้นหาเรื่องราวในประวัติศาสตร์มาอธิบายกันต่อไป

ปราสาทบ้านพลวงเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ 

สุรินทร์ นานาปราสาทอิฐ

หลุมหลบภัยขนาดใหญ่คลุมพรางตาด้วยด้วยสแลนพบเห็นได้ตามรายทางบริเวณชุมชนใกล้ชายแดนในเขตจังหวัดสุรินทร์บ่งบอกถึงสถานการณ์สู้รบที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน แน่นอนครับว่ากลุ่มปราสาทตาเมือนธมรวมถึงปราสาทตาควายที่อยู่ในเขตปะทะในช่วงเวลานี้ยังไม่อนุญาตให้เข้าไปเที่ยวชม ผมกับพลพรรคจึงเกร่ไปหาดูปราสาทขอมอื่น ๆ ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์แทนซึ่งยังมีน่าสนใจอีกหลายแห่ง

ที่ปราสาทบ้านพลวง ในอำเภอปราสาท ผมเคยเห็นภาพถ่ายเก่าจากสารคดี “เที่ยวเมืองสุรินทร์”  โดย พันเอกดำเนิร เลขะกุล ในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ สภาพเอนเอียงกระเท่เร่จมดินอยู่ชายป่า ต่างกับวันนี้บูรณะแล้ว (ด้วยกรรมวิธีอนัสติโลซิสนั่นแหละครับ) ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนฐานสูง เป็นปราสาทหินสมัยบาปวนเช่นเดียวกับในบุรีรัมย์อีกสามแห่ง จุดเด่นอยู่ตรงที่ไม่มียอด เพราะสร้างไม่เสร็จอีกเหมือนกัน   ในขณะที่ปราสาทจอมพระ ในอำเภอจอมพระเป็นปราสาท “สุคตาลัย” หรือหอพระประจำอโรคยศาลา แม้สร้างด้วยศิลาแลงแต่ปราสาทประธานไม่ได้มีการเสริมด้วยวัสดุใหม่ให้สมบูรณ์  ยังคงรักษาสภาพเท่าที่เหลือเอาไว้ อาจจะอยู่ระหว่างรอประกอบชิ้นส่วนเก่าเพิ่มเติม เพราะเห็นนอกแนวกำแพงมีกองศิลาแลงเรียงรายเป็นระเบียบ บางส่วนทดลองประกอบเอาไว้

ปราสาทบ้านพลวงในปัจจุบันปีพ.ศ. ๒๕๖๘

 แวะมาปราสาทศีขรภูมิหรือปราสาทบ้านระแงง ไม่ได้บูรณะด้วยอนัสติโลซิสเพราะเป็นเทวาลัยอิฐเรียงรายห้าหลังบนฐานใหญ่ ไฮไลต์อยู่ที่ทับหลัง “มหาเทพชุมนุม” หน้าปราสาทประธาน เป็นภาพพระศิวนาฏราชสิบกร ทรงฟ้อนรำอยู่เหนือเกียรติมุขภายใต้วงโค้งลายท่อนมาลัย รายล้อมไปด้วยภาพพระคเณศ พระพรหม พระวิษณุ และพระอุมา เป็นทับหลังที่แปลกและสมบูรณ์ ตระการตาที่สุดชิ้นหนึ่งในบรรดาปราสาทขอมในประเทศไทย บนเสากรอบประตูด้านข้างเป็นทวารบาลยืนกุมกระบอง  ส่วนด้านหน้าสลักเป็นรูปนางอัปสรถือดอกบัว ลักษณะคล้ายกับนางอัปสรที่ปราสาทนครวัดในกัมพูชา แห่งเดียวในประเทศไทย

ปราสาทศีขรภูมิเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ในสภาพเดิมก่อนการบูรณะ (พิชัย น้อยวัฒน์ ภาพ)

ถึงตรงนี้ไม่มีปราสาทหินที่บูรณะด้วยกรรมวิธีอนัสติโลซิสให้ชมแล้ว แต่ยังพอมีเวลาเหลือ ผมกับพวกเลยพากันตระเวนชมปราสาทขอมย่อยซึ่งส่วนใหญ่เป็นปราสาทอิฐบนรายทางพอเพลิน ๆ กันไปครับ ปราสาทบ้านอนันต์ ในวัดบ้านอนันต์นั้นยังคงสภาพหักพังรกร้าง เหลือทับหลังพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณแบบบาปวนให้ชมอยู่หนึ่งชิ้น ปราสาทเมืองที ปราสาทห้าหลังที่พังทลายเหลือสามหลังถูกดัดแปลงเป็นพระธาตุอีสานในสมัยอยุธยาตอนปลาย คล้าย ๆ กับที่ปราสาทตระเปียงเตียซึ่งเป็นปราสาทหลังเดี่ยวอยู่ถัดมาไม่ไกล ส่วนที่ปราสาทหมื่นชัยหรือปราสาทมีชัย ตัวปราสาทก่ออิฐพังทลายเหลือผนังสองฟากเป็นรูปตัวยู ค้ำยันอยู่ในโครงเหล็กใหญ่ บนลานกว้างหน้าประตูมีอิฐใหม่กองเรียงเอาไว้เป็นระเบียบ น่าจะกำลังเตรียมการบูรณะในเร็ววัน

ปราสาทศีขรภูมิในปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๖๘

ปราสาทอิฐเหล่านี้ไม่สามารถใช้กรรมวิธี “อนัสติโลซิส” รื้อออกมาประกอบใหม่เหมือนกับปราสาทหินครับ ส่วนใหญ่ทำการอนุรักษ์ด้วยการเสริมความมั่นคงให้กับส่วนที่เหลืออยู่เท่าที่ทำได้ตามความเหมาะสมมากกว่า โดยในส่วนฐานรากที่ทรุดพัง ในส่วนทีทรุดน้อยก็รื้อศิลาแลงออกแล้วเรียงใหม่ จัดให้เข้ามุมฉากในรูปแบบเดิม หากทรุดมากจะใช้วิธีรื้อฐานศิลาแลงตรงส่วนทรุดออก เทคอนกรีตเสริมฐานราก แล้วเรียงศิลาแลงกลับเข้าที่เดิม 

ในขณะที่ส่วนของตัวปราสาทมักใช้วิธีเสริมความแข็งแรงให้โครงสร้างโดยเสริมคานคอนกรีตไว้ภายใน ส่วนหลังคาที่พังทลายเกิดเป็นช่องมักใช้แผ่นคอนกรีตปิดไว้ชั้นหนึ่งก่อน แล้วค่อยเรียงอิฐปิดทับอีกชั้นหนึ่ง หากมีส่วนผนังอิฐที่ขึ้นราหรือเสื่อมสภาพ ก็รื้อเฉพาะส่วนนั้นมาทำความสะอาดแล้วก่อกลับเข้าไปที่เดิม โดยอาจใช้อิฐใหม่เสริมส่วนของอิฐเก่าหมดสภาพการใช้งาน หากส่วนประกอบร่วงหล่นลงมาเช่น ทับหลังหรือกรอบประตู จะหล่อคานคอนกรีตรับน้ำหนัก ในกรณีที่ไม่มีเสาเดิมเหลืออยู่จะสลักหินเป็นเสาแปดเหลี่ยมรองรับ แล้วยกขึ้นกลับไปติดตั้งที่เดิม

ปราสาทหมื่นชัยหรือมีชัยในโครงเหล็กค้ำยัน

แต่ก็เป็นไปได้ครับว่าอนาคตอันใกล้ปราสาทอิฐเหล่านี้อาจกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ได้ เหมือนกับปราสาทหินที่บุรณะด้วยกรรมวิธี “อนัสติโลซิส”  เช่นกัน เนื่องจากแนวทางในการอนุรักษ์โบราณสถานในลักษณะของการใช้วัสดุใหม่มาสร้างขึ้นใหม่ได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยใน “กฏบัตรนารา” ซึ่งประกาศในการประชุม ณ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ระบุนิยามความเป็น “โบราณสถานของแท้” ไว้ว่า “...ความเป็นของแท้นั้นขึ้นอยู่กับธรรมชาติของมรดกทางวัฒนธรรมและบริบททางวัฒนธรรม ที่นำเสนอในรูปแบบหลากหลาย ได้แก่ รูปทรง แนวคิดในการออกแบบ วัสดุ การใช้งาน ประโยชน์ใช้สอย ประเพณี เทคนิค สถานที่ตั้ง และสภาพโดยรอบ จิตวิญญาณ และความรู้สึก อาคารใด ๆ ก็ตาม จะยังรักษาความเป็น “ของแท้” เอาไว้ได้ หากสร้างคืนในรูปลักษณ์เดิม ขนาดเดิม ด้วยวัสดุเดิม โดยตั้งอยู่ที่เดิม ก็ถือว่าใช้ได้...”

ด้วยแนวคิดนี้ โบราณสถานต่าง ๆ ที่ถูกทำลาย (รวมทั้งปราสาทตาควายที่โดนระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ)  ก็สามารถกลับมามีคุณค่าความเป็นโบราณสถาน “ของแท้” อย่างสมบูรณ์ได้ หากสร้างบนที่ตั้งเดิม ในรูปลักษณ์เดิม ขนาดเดิม โดยใช้วัสดุชนิดเดิม  

ยิ่งพิจารณาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน ที่มีระบบ โฟโตแกรมเมตรี  (Photogrammetry)  สามารถถ่ายภาพเพื่อการรังวัดและสร้างแบบจำลองสามมิติด้วยระบบดิจิทัล ที่ได้ความถูกต้องเที่ยงตรงของระยะมากที่สุด นำภาพหลายๆ ภาพจากตำแหน่งกล้องต่างๆ เข้าด้วยกัน  รวมทั้งนำชิ้นส่วนแต่ละชิ้นที่แตกหักเสียหายมาสแกน ทำให้สามารถทดลองประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันในคอมพิวเตอร์  นำไปประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอสร้างป็นภาพแบบจำลองสามมิติขึ้นมาได้ใหม่อย่าง่ายดาย การสร้างโบราณสถานขึ้นมาใหม่ให้เหมือนเดิมเปี๊ยบจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปครับ



วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เพลินบุปผาสะพรั่งไพร บนสามลานหินทรายอุบลราชธานี

ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ เรื่อง สุรพล สุภาวัฒนกุล ภาพ

ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ธันวาคม ๒๕๖๘

                ในผืนป่าเต็งรังกว้างใหญ่ ยามนี้บนลานหินทรายอันเคยรกเรื้อเวิ้งว้างถึงกับตระการตาไปด้วยหลายหลายสีสันของดอกไม้ป่าน้อยใหญ่ ต่างขันแข่งกันแบ่งบานอวดสีสันรูปทรงอันหลากหลาย คือช่วงเวลาอันแสนสุขใจ สำหรับทุกคนที่ได้มีโอกาสมาสัมผัสกับมวลหมู่บุปผชาตินานาพรรณ ท่ามกลางท้องฟ้าครามใสและสายลมหนาวโชยพัดเย็นสบายในช่วงเวลาส่งท้ายปลายปีเช่นนี้

อรุณรุ่ง ณ ถ้ำนางลี้ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม

ผาศักดิ์สิทธิ์อดีตกาล สายธารทะลุผา พฤกษาสาบสูญ

            อาจเพราะเป็นวันเสาร์ เช้าวันนี้นักท่องเที่ยวจึงค่อนข้างหนาตาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม โดยเฉพาะบริเวณลานหินเหนือถ้ำนางลี้อันเป็นจุดชมทิวทัศน์ เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือลำน้ำโขง ท่ามกลางทิวเทือกผาและผืนป่าในฝั่งสปป.ลาวได้อย่างชัดเจน แม้ดวงอาทิตย์ลอยขึ้นสูงแล้ว ทว่าผู้คนยังคงถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนาน ขณะพวกเราพากันดุ่มเดินผ่านตามทางบันไดเพื่อลงไปยังใต้เพิงผาด้านล่าง

            สำหรับผมแล้วได้เดินบนเส้นทางนี้เหมือนกลับมารำลึกความหลังครับ เพราะ “ผาแต้ม”คือแหล่งโบราณคดีที่ผมรู้จักเป็นครั้งแรกตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยตอนมาทัศนศึกษาในวิชาโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ ยังจำได้ดีถึงความรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับบรรดาภาพเขียนสีเก่าแก่อายุราว ๓,๐๐๐-๒,๕๐๐ ปี เรียงรายกันอยู่บนแนวผาหิน ซึ่งถือว่าเป็นภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์อันมีความยาวที่สุดในประเทศไทย วาดขึ้นโดยชุมชนชาติพันธุ์บนที่ราบริมสองฝั่งโขง บรรพชนของชาวไทยและชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ย่ำเท้าพลาง แหงนมองบ้าง ถ่ายภาพบ้าง ฟังอาจารย์บรรยายบ้างอย่างตื่นเต้นกับภาพเขียนที่มีอยู่ ๔ กลุ่มไปจนตลอดระยะทางวงรอบ ๓.๕ กิโลเมตร ครึ่งค่อนวันตอนนั้นรู้สึกเหมือนแป๊บเดียว ไม่ทันจุใจเลย 

                ไม่อยากเชื่อว่าสามสิบกว่าปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วที่ผมกลับมาเยือนผาแต้มอีก ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมาตามลำดับ วันนี้ใต้เงาร่มครึ้มของแผ่นผาและแนวไม้ใหญ่ทางเดินเทปูนสะดวกสบาย เดินง่ายไม่เลอะเทอะเละเทะเหมือนทางดินแต่ก่อน บริเวณกลุ่มภาพที่ ๑ และกลุ่มที่ ๒ ทางอุทยานฯ ยังทำระเบียงเหล็กยกระดับสำหรับนักท่องเที่ยวขึ้นไปชมภาพเขียนสีโบราณในระนาบเดียวกันให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในขณะตัวภาพวาดเองแม้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ทางวิชาการนั้นกลับมีการศึกษาตีความเรื่องราวของภาพวาดที่ปรากฏในแนวทางใหม่แตกต่างจากเดิมไปมากทีเดียว  

เส้นทางเดินบริเวณผาขาม-ผาแต้ม

ภาพเขียนในกลุ่มที่ ๑ ตรงผาขาม ที่เห็นเป็นภาพของช้าง ปลา และกลุ่มที่ ๒ ตรงผาแต้ม ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่และยาวที่สุดด้วยจำนวนภาพ ๓๐๐ ภาพรวมความยาว ๑๘๐ เมตรนั้น เดิมสันนิษฐานว่าเขียนบอกเล่าเกี่ยวกับผู้คน สัตว์ วิถีการดำรงชีวิตของผุ้คน และข้าวของเครื่องใช้ในการล่าสัตว์ ทำประมง ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ แต่จากการศึกษาของนักโบราณคดีในช่วงที่ผ่านมากลับพบว่าเป็นภาพซึ่งเขียนขึ้นในพิธีกรรมของศาสนาผี ซึ่งเป็นศาสนาดั้งเดิมของคนในแถบนี้ก่อนศาสนาพุทธและฮินดูจะเข้ามา เรียกว่า “พิธีเข้าทรงรวม” เพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ในการล่าสัตว์ต่าง ๆ จากผีสัตว์บกและสัตว์น้ำ (จะเห็นมีทั้งภาพช้าง ภาพวัว ภาพปลาบึกขนาดใหญ่ และภาพเต่า)  รวมทั้งผีฟ้าและผีบรรพบุรุษ ผ่านทาง “มด”หรือผู้เข้าทรง ที่ในภาพมีหัวรูปสามเหลี่ยม มองดูเหมือน “ตุ้ม” เครื่องมือจับปลา แท้จริงแล้วคือ “คนทรง” หรือผู้ประกอบพิธีกรรมสวมหมวกเป็นหน้ากากลักษณะเดียวกับผีตาโขน ซึ่งคนทรงจะประทับรอยมือเอาไว้บนภาพด้วย (คงคล้าย ๆ ประทับตรายาง “อนุมัติ” ในสมัยนี้) เป็นสัญญาในฐานะตัวแทนของผีว่าจะช่วยให้ทำมาล่าสัตว์ได้ดี

ภาพวาดโบราณเหนือผาหมอนน้อย

 ในขณะภาพวาดกลุ่มที่ ๓ ตรงผาหมอนน้อยนั้นยิ่งมีความ “ดาร์ก” หนักขึ้นไปอีกครับ เพราะจากการศึกษาเปรียบเทียบในหลายวัฒนธรรมที่เป็นสังคมเกษตรกรรมแต่โบราณเหมือนกัน  พบว่าน่าจะเป็นภาพของพิธีกรรม “นาตาแฮก”  (ที่ต่อมาพัฒนามาเป็นพระราชพิธีแรกนาขวัญจนถึงปัจจุบัน) แต่ช่วงเวลานั้นใช้วิธี “ฆ่าคนบูชายัญ” เนื่องจากเชื่อกันว่าต้นข้าวมี “ขวัญ” และมีชีวิตเหมือนกับคน  ต้นข้าวจะมีชีวิตเติบโตให้ผลอุดมสมบูรณ์ได้ ต้องหล่อเลี้ยงด้วยเลือดสด ๆ ของ คน จึงต้องใช้คนเป็น ๆ มาฆ่า “เซ่น” ให้กับ “ผีแม่ข้าว” ด้วยการนำเลือดคลุกเคล้าเข้ากับดิน  ในภาพจึงจะเห็นกอข้าวเรียงเป็นแถวในแบบนาดำ ภาพคนรูปร่างแปลก ๆ (หมายถึงคนที่ถูกฆ่าตายกลายเป็นผีต้นข้าว) ยืนอยู่ในนากับควาย กับภาพของควายตัวใหญ่ ที่ตรงหน้ามีคนกำลังน้าวศรเล็งใส่เพื่อฆ่าควายเซ่นผี  ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามกันยังมีภาพควายพ่อแม่ลูกกับลายเส้นตารางที่นักโบราณคดีตีความว่าเป็นภาพของ “ขวัญ” พลังของสิ่งมีชีวิตตามความเชื่อในศาสนาผี  (เหมือนกับจะบ่งบอกว่าการฆ่าควายเซ่นผี จะทำให้ผีชอบใจ บันดาลให้ควายออกลูกออกหลานเยอะขึ้น)

ภาพวาดในกลุ่มที่ ๔ คือบริเวณผาหมอน ที่อยู่ริมหน้าผาสูงชัน ภาพที่ชัดเจนน่าสนใจเป็นพิเศษ คือภาพคนที่มีขนาดใหญ่พิเศษยืนเท้าสะเอว ในเครื่องแต่งกายคล้ายกระโปรงยาว อันอาจหมายถึงผู้นำชุมชน ซึ่งในสมัยก่อนประวัติศาสตร์มักจะเป็นสตรีเนื่องจากเป็นผู้สามารถติดต่อกับผีแถนผีบรรพบุรุษได้ในฐานะคนทรง โดยรอบยังมีภาพคนอีกหลายคนที่ขนาดเล็กกว่า ภาพสัตว์สี่ขาอีกหลายตัว และภาพของบ้านเรือน จุดนี้อาจเป็นการทำพิธีกรรมในศาสนาผีเพื่อให้ชุมชนมีความอุดมสมบูรณ์ในด้านประชากร สัตว์เลี้ยงนานาชนิด และบ้านเรือน  ปกติไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเดินมาถึงภาพกลุ่มนี้เท่าไหร่ครับ เพราะอยู่บนหน้าผาสูงชันแถมยังห่างจากภาพกลุ่มที่ ๓ ถึงราว ๘๐๐ เมตรอีกด้วย ถือว่าค่อนข้างไกล  ถ้าไม่ได้สนใจจริงจังโดยมากมักจะถอดใจเดินกลับตั้งแต่ภาพกลุ่มที่ ๒ กันหมด

เสาเฉลียงใหญ่ สถาปัตยกรรมธรรมชาติ

พวกเราไม่ลืมแวะเข้าไปที่เสาเฉลียงใหญ่ ประติมากรรมธรรมชาติอันเกิดจากการกัดกร่อนของลมฟ้าอากาศและกาลเวลาจนกลายเป็นเพิงหินรูปร่างหน้าตาเหมือนกับเห็ดขนาดมหึมาตั้งอยู่เรียงราย ที่อุทยานแห่งชาติผาแต้มมีเสาเฉลียงแบบนี้อยู่เยอะครับ แต่เสาเฉลียงใหญ่นี่จะเข้าถึงง่ายสุด เพราะอยู่ริมทางก่อนถึงอุทยานฯ แค่เลี้ยวเข้าไปเท่านั้น บรรดาเสาหินเหล่านี้เป็นไปตามสภาพทางภูมิศาสตร์ของภูเขาหินทรายอันเกิดขึ้นจากการสะสมตัวของตะกอนในยุคดึกดำบรรพ์ราว ๑๘๐- ๑๑๐ล้านปี ก่อนยกตัวขึ้นเป็นชั้นหิน แล้วถูกลม ฝน และแสงแดด ทำให้เกิดการผุกร่อน เกิดรอยแตกแยกซึ่งชั้นหินในส่วนต่างๆ มีความแข็งและความทนทานต่างกัน ส่วนที่มีความแข็งน้อยกว่าจะถูกกัดเซาะมากกว่า เมื่อถูกกระแสลมและน้ำชะล้างพัดพาส่วนที่สึกกร่อนง่ายออกไป จึงหลงเหลือแค่ส่วนแข็งแรงกว่าเป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เห็น กลายเป็นดินแดนมหัศจรรย์ให้พวกเราลงไปเดินเล่นเป็นมนุษย์ตัวจิ๋วใต้เห็ดยักษ์กัน

น้ำตกแสงจันทร์หรือน้ำตกลงรู

 น้ำตกแสงจันทร์เป็นอีกแห่งที่มีนักท่องเที่ยวค่อนข้างหนาตาเป็นพิเศษแทบตลอดเวลา  ส่วนหนึ่งต้องยกให้เพราะความแปลกประหลาดของตัวน้ำตกเองที่ไหลผ่านรูใหญ่บนเพิงผาหิน จนมีชื่อเล่นอีกชื่อว่า “น้ำตกลงรู”  ใครไปใครมาย่อมต้องอยากมาเห็นเป็นธรรมดา ความจริงแล้วก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากการสึกกร่อนตามธรรมชาติเช่นกันครับ แต่เดิมน้ำคงไหลตกลงทางเพิงผาเหมือนน้ำตกทั่วไปนี่แหละ แต่บังเอิญว่าในสายน้ำนั้นเกิดมีก้อนกรวดใหญ่ที่หมุนวนด้วยกระแสน้ำในลักษณะเหมือนกับสว่าน นานวันนานปีเข้าก็เจาะเพิงผาหินทรายจนเป็นหลุมใหญ่ ท้ายสุดก็ทะลุออกมาข้างล่าง สายน้ำตกจึงเลยไหลผ่านตกลงมาทางรูแทนที่จะเลยไปลงทางหน้าผา แถมตกลงในแอ่งน้ำเบื้องล่างเป็นรูปหัวใจ กลายเป็นความเก๋ไก๋ไปซะอีกแน่ะ จึงไม่น่าแปลกใจที่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่านกว่าแห่งอื่น ๆ

น้ำตกทุ่งนาเมืองในวันนี้ไม่มีเถาวัลย์ยักษ์

“เหมือนมีอะไรสักอย่างหายไปนะ ว่าไหม”  หนึ่งในพวกเราเอ่ยปากขึ้นระหว่างเดินลงบันไดลงไปยังน้ำตกทุ่งนาเมือง น้ำตกรับแขกอีกแห่งของอุทยานฯ แล้วรู้สึกว่าทางลงดูโล่งผิดปกติ  พากันเหลียวซ้ายแลขวาเลิ่กลั่กกันอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะนึกได้ (เพราะเหลือบไปเห็นป้ายที่เหลืออยู่ริมทางเดิน) “เถาวัลย์ยักษ์ ๔๐๐ ปี” ขนาดใหญ่ที่เคยเลื้อยพาดผ่านตรงบันไดทางขึ้นลงนั่นเองที่หายไป ไม่มีให้เห็นแล้ว ไม่รู้ว่าหายไปไหน

เถาวัลย์ยักษ์นี้อยู่คู่กับน้ำตกทุ่งนาเมืองมาเนิ่นนานครับ เป็นต้นไม้ยืนต้นประเภทเถาวัลย์ มีชื่อเรียกว่าต้น “สะบ้า” ขนาดมหึมาด้วยสัดส่วนความกว้างรอบลำต้น ๒ เมตร ยาว ๑๔ เมตร จำได้ว่าสิบกว่าปีก่อนในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์เถาวัลย์ยักษ์นี้ยังเคยใช้เป็นสโลแกน "กอดเถาวัลย์หนึ่งที รักกันนานร้อยปี” อีกด้วย เคยได้ยินข่าวอยู่เหมือนกันว่าต้นเถาวัลย์เกิดถูกหนอนเจาะตายไปบางส่วนตั้งแต่ราวปี ๒๕๖๑ ได้  ไม่คิดว่าต่อมาจะตายทั้งต้นจนต้องตัดทิ้งไปแบบนี้  ระหว่างยืนงงอยู่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวมาถามหาเถาวัลย์ยักษ์กับพวกเราอีกหลายราย ว่าอยู่ตรงไหน หาไม่เจอ  ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ บอกว่าไม่มีแล้ว มันตาย อุทยานฯ เขาเลยตัดทิ้งไป ทำเอาแต่ละคนเดินคอตกกลับไปตาม ๆ กัน (รวมทั้งพวกเราด้วย)

นี่แหละครับ เหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องช่วยกันดูแลรักษาแหล่งท่องเที่ยวคนละไม้คนละมือ เพราะบางสิ่งบางอย่างเมื่อถูกทำลาย ไม่ว่าจะโดยเหตุใด มักจะไปแล้วไปลับ ยากจะกลับหวนคืนมา อย่างเถาวัลย์ยักษ์นี่ถ้าปลูกใหม่ให้ใหญ่โตเหมือนเก่าอาจจะต้องรอถึง ๔๐๐ ปีเลยทีเดียว เกิดใหม่กันอีกหลายชาติครับ กว่าจะได้เห็นอีกครั้ง

สีสันยามอัสดงตรงผาเฉลียงคู่ 

บุปผาไพรพระพันปีหลวงงามตระการ ส่งตะวันบนลานศิลา

จากลานจอดรถ พวกเราอาศัยบริการรถพ่วงข้างของอุทยานฯ เป็นตัวช่วยประหยัดเวลาและแรงขา ไปส่งถึงบันไดทางลงสู่ทุ่งดอกไม้น้ำตกสร้อยสวรรค์  พากันเดินข้ามลำห้วยที่ทางอุทยานฯ สร้างฝายน้ำล้นกั้นเอาไว้เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นกับดินสองฟากฝั่ง บนลานหินกว้างตรงหน้าเป็นท้องทุ่งกว้างใหญ่พื้นที่กว่า ๒๐ ไร่ มองจากระยะไกลดูราวกับลาดปูไว้ด้วยพรมดอกไม้ป่าหลากสีสันสดใสละลานตา  

 “สวยแต่โหด” คือคำจำกัดความของสภาพแวดล้อมของท้องทุ่งประเภทนี้ ซึ่งในทางนิเวศวิทยาเรียกขานว่าระบบ "ทุ่งหญ้าบนลานหิน"  พบมากบนภูเขาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือในประเทศไทย  ลักษณะเป็นลานหินทรายที่มีชั้นดินตื้นบาง ๆ  ดินขาดธาตุอาหารหรือบางทีไม่มีเลย ดินซึ่งเห็นสะสมตัวอยู่บนลานหินเหล่านี้โดยมากเป็นอินทรีย์วัตถุไหลตามน้ำมาทับถมตกตะกอนกันในแอ่งเล็ก ๆ ระหว่างร่องหินหรือรอยแตก ปริมาณธาตุอาหารต่ำ คุณสมบัติของหินทรายที่เก็บความร้อนได้ดีส่งผลให้ความชื้นในดินระเหยอย่างรวดเร็ว ทั้งยังทำให้ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันกับกลางคืนสูงมาก ความแตกต่างระหว่างฤดูกาลก็ไม่แพ้กัน ฤดูร้อน ร้อนจัด ฤดูหนาว หนาวจัดและแล้งจัด ฤดูฝน น้ำฝนไหลบ่าอย่างรุนแรงเนื่องจากชั้นดินบาง การชะล้างพังทลายของดินสูง มีน้ำท่วมขังเป็นช่วงสั้น ๆ เรียกได้ว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่ “สุดขีด สุดขั้ว” จริง ๆ  

สายน้ำลดหลั่นของน้ำตกสร้อยสวรรค์

 ฟังดูแล้วเหมือนเป็นสภาพซึ่งไม่น่าจะเอื้ออำนวยในการเจริญเติบโตของพืชขนิดใด ๆ  ใช่ไหมครับ แต่อย่างที่ด็อกเตอร์เอียน มัลคอล์ม ในภาพยนตร์เรื่องจูราสสิคพาร์คกล่าวไว้ “ชีวิตย่อมมีหนทางของมัน”  ระบบนิเวศที่โหดร้ายขนาดนี้กลับทำให้พรรณพืชมีการปรับตัววิวัฒนาการเพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เกิดเป็นพืชขนาดเล็กที่เหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศในลักษณะของ“พืชปีเดียว” ที่มีวงจรชีวิตสั้น เติบโตอย่างรวดเร็ว ออกดอกและสร้างเมล็ดจำนวนมากในช่วงฤดูฝน เมื่อความแห้งแล้งมาถึง แม้ต้นจะตายลง แต่เมล็ดจะยังคงอยู่รอดเพื่อรอ”เกิดใหม่” ในฝนฤดูกาลถัดไป พืชบางชนิดก็ปรับตัวให้มีขนหรือสารคล้ายขี้ผึ้งเคลือบบนใบเพื่อลดการคายน้ำและสะท้อนความร้อน เช่น ต้นสน หลายชนิดวิวัฒนาการไปเป็น “พืชกินแมลง” เพื่อทดแทนการขาดธาตุอาหารในดินด้วย เช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง หยาดน้ำค้าง และสาหร่ายข้าวเหนียว ในขณะพืชหลายชนิดใช้วิธีเก็บสะสมพลังงานไว้ในส่วนใต้ดิน เช่น หัว หรือ เหง้า แม้ว่าส่วนเหนือดินแห้งตายไปในช่วงฤดูแล้ง แต่เมื่อฤดูฝนมาถึงก็กลับงอกงามได้อีกครั้ง เช่น พืชในวงศ์ขิง ข่า หรือพวกกล้วยไม้ดิน เป็นความน่าทึ่งอย่างที่เรียกได้ว่า “ชีวิตต้องสู้” อย่างแท้จริงครับ

นานาบุปผาสะพรั่งบานบนลานหินน้ำตกสร้อยสวรรค์

 ปลายฤดูฝนถึงฤดูหนาว ประมาณเดือนตุลาคมถึงมกราคมอย่างตอนนี้ คือช่วงเวลาที่ทุ่งหญ้าบนลานหินมีความอุดมสมบูรณ์สูงสุด บรรดาพืชพรรณทั้งหลายต่างใช้โอกาสทองนี้งอกงามออกดอกออกผลแพร่พันธุ์สะพรั่งบาน ก่อให้เกิดทิวทัศน์อันสวยงาม โดยเฉพาะลานหินเหนือน้ำตกสร้อยสวรรค์แห่งนี้ถือว่าเป็นแหล่งของบรรดาดอกไม้ป่าสะพรั่งบานตระการตาที่สุด สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงโปรดอย่างยิ่ง เสด็จฯ มาทอดพระเนตรเพื่อศึกษาพันธุ์ดอกไม้ป่าเป็นประจำทุกปีในช่วงปี ๒๕๔๒-๒๕๔๘ ยังพระราชทานนามให้กับดอกไม้ป่าที่ทรงชื่นชอบเป็นพิเศษไว้ห้าชนิด ได้แก่ ดุสิตา สรัสจันทร ทิพเกสร สร้อยสุวรรณา และมณีเทวา 

บุปผาพระพันปีหลวงมักขึ้นอยู่รวม ๆ กัน

 “ดุสิตา” นั้นดอกสีม่วงเข้มหรือม่วงน้ำเงิน กลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นสองปาก กลีบล่างแผ่ใหญ่กว่ากลีบอื่น ตรงกลางมีแถบสีอ่อนถึงสีเหลืองสองแถบลำ ต้นเล็กมากอยู่ใต้ดิน ออกดอกตั้งตรงจากโคนต้น ทั้งดอกเดี่ยวและเป็นช่อ ๑-๓ ดอก มักขึ้นเป็นกอเล็กรวมกันเป็นกลุ่มหนาแน่น สูงราว ๘-๒๐ เซนติเมตร เป็นพืชกินแมลง ใบมีทั้งใบเดี่ยวและใบที่เปลี่ยนเป็นถุงสำหรับดักจับแมลงขนาดเล็กเป็นอาหาร  ในขณะที่ “สรัสจันทร”  (อ่านว่า สะ-รัด-จัน-ทอน) ดอกสีม่วงอ่อนอมฟ้า ปลายยอดสีเหลืองอมเขียว ดอกเป็นช่อกระจุกปลายยอด ๑-๓ ดอก ลำต้นเล็กเรียว ใบเดี่ยว  สองชนิดนี้มองเผิน ๆ จะดูคล้ายกันมาก


จอกบ่วาย สีสันสะดุดตา

ส่วน “ทิพเกสร” ดอกออกเป็นช่อโปร่งสีชมพูอมม่วงอ่อน ช่อละ ๓-๑๐ ดอก ลักษณะเด่นอยู่ตรงกลีบดอกดูคล้ายปากยื่นยาวออกมาเล็กน้อย ขึ้นเป็นกอเล็ก ๆ สูงประมาณ ๘-๒๐ เซนติเมตร ลำต้นขนาดเล็กมากอยู่ใต้ดิน ใบมีทั้งใบเดี่ยวและใบที่เปลี่ยนเป็นถุงสำหรับดักจับแมลงเป็นอาหาร ที่ดูแตกต่างออกไปจากพวกคือ “สร้อยสุวรรณา” ด้วยดอกสีเหลืองเข้มสด แกนยาว ๕-๑๕ เซนติเมตร. ช่อละ ๓-๗ ดอก ดอกย่อยสีเหลือง ๆ ลักษณะเป็นช่อดอกตั้งออกจากโคนกอ  ก้านชูสั้น มีกลีบเลี้ยงแฉกขนาดไม่เท่ากัน พร้อมด้วยอวัยวะจับแมลงตามข้อของไหล ใบเดี่ยวรูปแถบ ยาว ๑-๒ เซนติเมตรเรียงเวียนรอบโคนต้น ขึ้นเป็นกอเล็ก ๆ

สี่ชื่อที่กล่าวมาก่อนหน้าเป็นพืชกินแมลงทั้งหมด มีเพียง“มณีเทวา” หนึ่งเดียวครับ ที่เป็นพืชมังสวิรัติ สอดคล้องกับรูปร่างหน้าตาสีสันอันดูเหมือนชีปะขาวผู้ทรงศีล ด้วยดอกสีขาวนวลหรือขาวอมเทา รูปกลมคล้ายกระดุมเล็ก ๆ  (ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า “กระดุมเงิน”) โดยดอกออกเป็นช่อตั้งขึ้นมาจากโคนกอ ก้านช่อดอกยาว ๕-๑๕ เซนติเมตร  ลำต้นสั้น ขึ้นเป็นกอคล้ายหญ้า

เอื้องเหลืองพิสมร

  ทั้งห้าชนิดขึ้นปะปนกันกลายเป็นท้องทุ่งดอกไม้หลากสีอันกว้างใหญ่ ซึ่งนอกเหนือจากดอกไม้นามพระราชทานแล้วก็ยังมีพรรณดอกไม้ป่าอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น กระดุมทอง  เอนอ้า (โคลงเคลง)  หงอนนาค ฯลฯ  ไหนจะพวกพืชกินแมลงรูปร่างแปลกตาอย่าง  จอกบ่วาย หยาดน้ำค้าง  หม้อข้าวหม้อแกงลิง ที่แทรกแซมอยู่ รวมไปถึงประเภทกล้วยไม้ดิน เช่น เอื้องเหลืองพิสมร  แดงอุบล  เป็นต้น พวกเราต่างคนแยกย้ายกันหามุมส่วนตัว พินิจพิจารณาว่าดอกไหนเป็นดอกอะไร อายุมากแล้วสายตายาวดูจะเป็นอุปสรรคประการสำคัญเมื่อต้องจ้องดูใกล้ ๆ  ทำให้ต้องเล็งกันนานหน่อยครับ เมื่อผสมผสานกับสีสันความงามของสารพันดอกไม้ตรงหน้า ทำให้เวลาล่วงเลยจากหนึ่งชั่วโมงที่ตั้งใจไว้ กลายเป็นสามชั่วโมงไปชนิดแทบไม่รู้ตัว  

แววมยุราพบมากบริเวณน้ำตก

กลับขึ้นรถมายังบ่นเสียดายกันอยู่ว่าเวลาน้อยไป แต่ตกลงกันว่าเดี๋ยวค่อยไปหาถ่ายภาพดอกไม้กันต่อแถว ๆ  เสาเฉลียงคู่ จุดชมทิวทัศน์ยามเย็นบริเวณผืนป่าดงนาทาม เพราะได้ยินมาว่าเป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีทุ่งดอกไม้ป่าขนาดใหญ่และสวยงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทุ่งดอกไม้ป่าน้ำตกสร้อยสวรรค์ ใช้เวลาแล่นล้อไม่นานก็มาถึงลานจอดรถ ก็พอดีกับดวงตะวันกำลังเคลื่อนคล้อยลอยลงต่ำ สาดแสงสีทองทาบทาไปทั่วอาณาบริเวณลานหิน ผืนป่า และทิวทัศน์ขุนเขากว้างไกลสุดสายตาจนสวยงามอร่ามตา ทำเอาพวกเราถึงกับเปลี่ยนเป้าหมายจากดอกไม้ป่ามาเป็นเสาเฉลียงคู่ในแสงงามยามพระอาทิตย์ตกแทน ยิ่งในแสงสุดท้าย เงาทะมึนของเสาเฉลียงคู่โดดเด่นตัดกับหลากสีสันเหนือฟากฟ้าตระการตาเกินจะบรรยาย  เก็บภาพประทับใจลงทั้งกล้องทั้งในความทรงจำจนตะวันลับฟ้าหมดแสงนั่นแหละครับถึงยอมเลิกรา   

ทุ่งดอกไม้ป่าเวิ้งว้างระหว่างทางสู่ภูอานม้า

ท่องทางวิบากสู่ภูอานม้า อาณาจักรดอกไม้ป่าบนลานศิลา

สาย ๆ  วันรุ่งขึ้น พวกเราก็มานั่งกระเด้งกระดอนอยู่บนท้ายรถกระบะ พุ่งทะยานไปบนลานหินมุ่งหน้าสู่ภูอานม้า แหล่งท่องเที่ยวชมดอกไม้ป่าแห่งล่าสุดซึ่งกำลังมีชื่อเสียงขึ้นมาในช่วงปีสองปีมานี้

ตามข้อมูลที่เตรียมมา รถเช่าเหมาพาไปยังภูอานม้านั้นติดต่อขอใช้บริการได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลนาคำ อำเภอศรีเมืองใหม่ แต่เช้านั้นพวกเราใช้จีพีเอสนำทางมะงุมมะงาหรากันมา หาทางเข้าไม่เจอ เลยแวะเข้าไปถามทางบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ข้างทางแถวนั้น ปรากฏว่า “โป๊ะเชะ” พอดีครับ ถามถูกที่ เพราะเป็นบ้านของคุณพี่สมใจ เจริญลอย ชาวบ้านซึ่งเป็นเจ้าของที่ทางประกอบอาชีพทำนาทำไร่เลี้ยงวัวควายอยู่ใกล้กับภูอานม้าพอดี เลยอาสานำทางพาพวกเราไปเที่ยวชมเอง โชคดีกว่านั้นคือปกติพี่เขาอยู่แต่บนเขา นาน ๆ จะลงมาสักที บังเอิญวันนี้ลงมาสีข้าวที่บ้าน ได้พบเจอถือว่ายิ่งกว่าถูกล็อตเตอรีรางวัลที่หนึ่งสองใบซ้อนเสียอีก

 หลังจากพวกเราพากันกระโดดขึ้นโดยสารท้ายรถกระบะโตโยต้าตอนเดียวสีขาวเข้านั่งประจำที่เรียบร้อย พี่สมใจก็ออกรถพาลัดเลาะถนนในหมู่บ้าน ก่อนเลี้ยวขวาไต่ขึ้นสู่ลานหินกว้างใหญ่ การผจญภัยของพวกเราพลันเริ่มขึ้นตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา ด้วยความขรุขระของพื้นผิวบนลานหิน เมื่อรถแล่นด้วยความเร็ว แม้ไม่มาก แต่ก็ทำให้กระบะท้ายรถแปรสภาพเป็นเหมือนม้าพยศกระโดดโลดเต้นไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ เล่นเอาพวกเรากระเด็นกระดอนไปมานั่งไม่ติดพื้น บางครั้งถึงกับกลิ้งเป็นลูกขนุนอยู่ในกระบะอย่างทุลักทุเลตลอดทาง

ทุ่งดอกไม้ป่าบนภูอานม้าชูช่อหนาแน่น

ระยะเวลาแท้จริงอาจจะแค่ราวยี่สิบนาทีหรือเต็มที่ครึ่งชั่วโมง แต่พวกเราในกระบะท้ายคล้ายกับนั่งอยู่ในเรือโต้คลื่นลมพายุกลางมหาสมุทรใหญ่ เด้งหน้าเด้งหลังหกคะเมนเคนเก้ไปมา ทำให้รู้สึกว่าเวลายืดยาวนานออกไปเป็นชั่วโมงหรือสองชั่วโมงเลยทีเดียว แต่กระนั้นระหว่างรถแล่นไปพวกเรายังสังเกตเห็นได้ว่าบนลานหินทุรกันดารอันเต็มไปด้วยเพิงหินน้อยใหญ่รูปทรงแปลกตานั้นมีทุ่งดอกไม้ป่าสีสวยทั้งหย่อมเล็กหย่อมใหญ่ให้เห็นอยู่สองฟากรายทางไม่น้อย  กระทั่งมาถึงลานหินหนึ่งที่พวกเราเห็นแล้วต้องพากันรีบตะเกียกตะกายไปเคาะหลังคาเคาะกระจกให้พี่สมใจช่วยหยุดรถ ขอลงไปถ่ายภาพหน่อยเพราะเป็นทุ่งใหญ่สีสันสะดุดตาจนเกินห้ามใจ

สัมผัสแรกผมรู้สึกได้ว่าทุ่งดอกไม้บนภูอานม้านี้บรรยากาศเป็นธรรมชาติจริง ๆ ครับ อารมณ์ประมาณดงดอกไม้ป่าที่ขึ้นอยู่ตามท้องไร่ท้องนา แตกต่างจากในอุทยานที่เห็นมา อาจเพราะอยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนดงภูโหล่น ปราศจากการตกแต่งทัศนียภาพใด ๆ บนลานหินกว้างใหญ่ด้านหนึ่งโอบล้อมด้วยเพิงหินทราย ในแอ่งน้ำท่วมขังสะท้อนเงาผืนฟ้าสีคราม งดงามตระการตาด้วยสีสันของมวลหมู่บุปผาเจ้าประจำ นำด้วย “เบญจบุษบาพระพันปีหลวง” ดุสิตา สรัสจันทร ทิพเกสร สร้อยสุวรรณา และมณีเทวา  แทรกแซมไว้ด้วยจอกบ่อวาย หยาดน้ำค้าง ขนาดเล็กจิ๋วเหมือนของจำลอง เดินไปอีกด้านหนึ่งที่เปิดโล่งเห็นทิวทัศน์กว้างไกล ยังมีดงดอกหงอนนาคชูช่อเรียงรายล้อลมไสวกันอยู่เป็นแถว  ๆ จากคิดว่าจะแวะถ่ายภาพแค่แป๊บเดียวเลยกลายเป็นชั่วโมงไปในที่สุด (อีกแล้ว)  

ฝูงกาบินว่อนเหนือหินนกเขาหรือหินอานม้า

 กระทั่งนึกขี้นมาว่ายังไปไม่ถึงสัญลักษณ์สำคัญของภูอานม้านั่นแหละครับ ถึงได้ตะกายขึ้นกระบะไปกันต่อ รถแล่นผ่านตามลานและโขดหินใหญ่ที่มองดูด้วยตาไม่น่าจะไปได้ (แต่ก็ผ่านมาได้เหมือนโกหก) อีกพักใหญ่ ก็มาหยุดลงตรงลานหินกว้างแห่งหนึ่ง  พี่สมใจลงมายืนข้างรถชี้ไปข้างหน้าบอกว่า “ถึงแล้ว นั่นไงภูอานม้า”  พวกเรามองตามไปถึงได้เห็นว่าห่างออกไปไม่ไกลเป็นภูเขาหินทรายขนาดเล็กสูงจากพื้นดินประมาณ ๓๐๐ เมตร บนส่วนยอดเรียงรายด้วยแนวไม้เว้นช่องว่างให้เห็นโขดหินก้อนหนึ่งถูกลมฟ้าอากาศในธรรมชาติกัดกร่อนจนกลายเป็นรูปร่างคล้ายอานม้า เป็นที่มาของชื่อใช้เรียกขาน “ภูอานม้า”แปลกตรงที่ว่าโดยรอบก้อนหินมีอีกาฝูงใหญ่นับหลายสิบตัวบินวนเวียนอยู่บ้าง เกาะอยู่ตามต้นไม้บ้างด้วย ไม่รู้เพราะอะไร  พี่สมใจบอกว่าสมัยก่อนชาวบ้านเรียกกันว่า “ภูคันนา”เพิ่งมาเรียก “ภูอานม้า” เมื่อไม่กีปีมานี้  (ในขณะที่ผมไปถามกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ในวันต่อมา ปรากฏเขาไม่รู้จักทั้งสองชื่อ บอกว่าเมื่อก่อนเขาเรียกกัน ”ภูนกเขา” เพราะบนยอดมีหินรูปร่างเหมือนนกเขา ผมเอากล้องมาเปิดดูภาพ เข้าเค้าเหมือนกันแฮะ จะว่าเหมือนนกเขาก็เหมือน จะว่าเหมือนอานม้าก็ใช่) ผมเลยขอสรุปเองง่าย ๆ คือไม่ว่าชื่อไหน ก็หมายถึงตรงนี้แหละครับ

รอยล้อเกวียนโบราณ

ลงรถมาพวกเราเหลียวซ้ายแลขวาจนรอบก็ไม่เห็นทุ่งดอกไม้ ถามพี่สมใจก็บอกว่าดอกไม้ตรงนี้ไม่มี ข้างบนยอดตรงหินอานม้าก็ไม่มี เพราะน้ำแห้งหมดแล้ว มีเฉพาะตรงที่เราผ่านมานั่นแหละ เป็นอันว่ากลับได้  (อ้าว) ขากลับพวกเรา เลยถือโอกาสแวะบริเวณใกล้กับสำนักสงฆ์ถ้ำขามภูสูบ เพื่อชมรอยล้อเกวียนโบราณ หลักฐานการคมนาคมติดต่อค้าขายสมัยโบราณปรากฏเป็นรอยร่องลึกลงไปในเนื้อหินคู่ขนานกันไปอย่างชัดเจนรวมระยะทางยาวกว่า ๑ กิโลเมตร ว่ากันว่าพื้นที่แถบผาแต้มตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อหลายพันปีมาแล้ว เป็นชุมทางการคมนาคมภายในภูมิภาคของแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นจุดเชื่อมโยงจากยูนนานในประเทศจีนทางทิศเหนือไปยังทะเลจีนใต้ทางทิศใต้  และเชื่อมโยงอ่าวตังเกี๋ยในเวียดนามทางทิศตะวันออกไปยังอ่าวเมาะตะมะทางทิศตะวันตก คิดดูแล้วกันครับว่าต้องมีเกวียนบรรทุกสินค้าผ่านไปผ่านมาบนทางเส้นนี้มากขนาดไหน กี่ร้อยกี่พันปี  ถึงเกิดสึกกร่อนเป็นรอยบนพื้นหินทรายได้ขนาดนี้

ล่าสุดได้ยินข่าวว่ามีความพยายามจะสร้างถนนใหม่ทับไปบนรอยเกวียนโบราณ เพื่อให้เดินทางสะดวกสบาย ซึ่งจะเป็นการทำลายหลักฐานทางโบราณคดีของเส้นทางการค้าทางบกสมัยโบราณที่หลงเหลืออยู่แห่งเดียวไปอย่างน่าเสียดาย แปลกแต่จริงครับ ถนนสร้างตรงไหนก็ได้ ที่ดินอื่น ๆ มีตั้งมากมาย ไม่ยักไปสร้าง จะต้องมาเจาะจงสร้างตรงนี้เพื่ออะไรก็ไม่รู้   เหมือนอย่างพังเพยโบราณว่า “ไก่ได้พลอย ผมน้อยได้หวี”  มีของดีอยู่ กลับไม่รู้คุณค่าซะงั้น 

สายน้ำงามตาของน้ำตกผาหลวง

เดินเท้าสู่สายน้ำตกผาหลวง ขึ้นยอดภูดูดอกไม้

            “สงสัยวันนี้จะไม่มีทางเลือก คงต้องใช้กำลังกันเสียแล้ว”  พวกเราหารือกันอย่างเคร่งเครียดอยู่ตรงหน้าทางเข้าสู่วนอุทยานน้ำตกผาหลวงในเช้าวันนี้

เปล่าครับ ไม่ได้จะยกพวกไปตีกับใคร พอดีว่าพวกเราเข้ามาถึงภายในพื้นที่แล้วพบว่าทุ่งดอกไม้ที่ต้องการไปเที่ยวชมนั้นไม่ได้อยู่บนพื้นราบและไม่มีเส้นทางรถยนต์เข้าถึงได้ เนื่องจากอยู่บนยอดเขา ต้องเดินขึ้นไปด้วยกำลังขาทั้งสองข้างแต่เพียงอย่างเดียว ปรึกษากันไปยังงั้นแหละ ยังไงก็ไม่มีทางเลือก เดินเป็นเดินกันสิน่า อย่างมากก็แค่เมื่อย  

เดินไปตามเส้นทางไพรร่มรื่นเขียวขจี

 เอาเข้าจริงก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรครับ เพราะเป็นภูเขาหินทรายไม่สูงนัก ความสูงเฉลี่ยแค่ราว ๆ สามร้อยเมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางเท่านั้น ทางเดินลัดเลาะไปในท่ามกลางผืนป่าเขียวขจีที่ร่มครึ้ม ช่วงต้นเป็นทางราบขึ้น ๆลง ๆ ประมาณ ๓๐๐ เมตร ก่อนขึ้นสู่ทางชันอีกแค่ประมาณ ๑๐๐ เมตร ถึงพบกับทางแยก ฝั่งขวาไปยังน้ำตกผาหลวง เดินไปไม่ไกลแค่ ๕๐ เมตรก็ได้เห็นสายน้ำสีขาวสะอาดตาหลากไหลละลิ่วจากลำธารบนหน้าผาลงมายังเบื้องล่างความสูงประมาณ ๒๐ เมตรแล้ว ถือว่าคุ้มค่า ใครไม่เดินมาถือว่าน่าเสียดาย

หยดน้ำทิพย์ลงสู่หม้อดินเผา

เดินย้อนกลับมาที่แยก ไปทางซ้ายบ้าง ทางเดินเลียบหน้าผาหินทรายชันที่เขียวขจีด้วยมอสและตะไคร่ ผ่านหยดน้ำทิพย์ หม้อดินรองน้ำหยดเล็ก ๆ จากหน้าผา ถัดมาเป็นน้ำตกรากไทร แม้ว่าสายน้ำไม่ค่อยมีให้เห็นเท่าไหร่ แต่ต้นไทรขนาดใหญ่มหึมาอายุนับร้อยปีที่อยู่ใกล้ ๆ กันยังถือว่าน่าสนใจให้แวะชม ก่อนจะออกแรงอีกนิด ผ่านทางชันสั้น ๆ ขึ้นสู่หลังภูซึ่งเป็นลานหินทรายกว้างใหญ่  มีป้ายชี้ทางบอกแหล่งท่องเที่ยวไว้หมด ทางซ้ายเป็นทางเดินจุดชุมทิวทัศน์หม้อหินผาหลวง ระยะทางราวกิโลฯ กว่า ๆ  ทางขวาเป็นทางไปลานกางเต็มน์และจุดชมทิวทัศน์เหนือน้ำตก ระยะทางแค่ ๑๕๐ เมตร  ส่วน จุดหมายปลายทางของพวกเรานั้นต้องเดินหน้าตรงไป

 

ทุ่งดอกไม้ป่าแปลงเล็ก 

ทุ่งดอกไม้ป่าบนยอดภูแห่งนี้มีที่เป็นแหล่งใหญ่ ๆ อยู่สองแห่ง แห่งแรกเรียกว่า “ทุ่งดอกไม้ป่าแปลงเล็ก” มีพื้นที่ประมาณ ๒ ไร่ ระยะทาง ๗๐๐ เมตร เดินตรงไปบนลานหินที่เป็นป่าโปร่ง ระหว่างทางยังมีดอกชบาป่าทั้งสีเหลืองที่เป็นดอกใหญ่ขึ้นกระจายอยู่ทั่วไป ผ่านลำธารใสสายน้อยที่ไหลเรื่อยไปร่วงหล่นลงตรงน้ำตกผาหลวง เลยจากเพิงหินขนาดย่อม ๆ รูปทรงตะปุ่มตะป่ำแปลกตาไปอีกไม่ไกล สีสันของพรรณบุปผาไพรหลากหลายละลานตาพลันปรากฏอยู่ตรงหน้า รวมถึงบรรดานักท่องเที่ยวทั้งเด็กผู้ใหญ่ชายหญิง พระเณรก็ยังมี  ต่างคนต่างง่วนอยู่กับการหามุมถ่ายภาพกับดอกไม้สวย ๆ กัน พี่ไถ่ สุรพล ช่างภาพของเราโดนกวักมือเรียกไปช่วยถ่ายภาพให้เขาก่อนใคร เพราะมาดของตากล้องมืออาชีพที่ไปสะดุดตา แค่ยืนชมลีลาการโพสต์ท่าของบรรดานักท่องเที่ยวก็สนุกแล้วครับ จัดหนักจัดเต็มกันมาทุกคน ชนิดชุดใหญ่ไฟกระพริบ

นักท่องเที่ยวสนุกสนานกับทุ่งดอกไม้ป่า 

อีกแห่งคือ “ทุ่งดอกไม้ป่าแปลงใหญ่” อยู่ถัดออกไประยะทางประมาณ ๘๐๐ เมตร บนเส้นทางลัดเลาะไปในป่าสนที่สองฟากฝั่งสะพรั่งบานด้วยสีสันหลากหลายของพรรณไม้นานา ทั้งตระกูลขิงข่าอย่างขิงแดง ประเภทเถาเครืออย่างจิงจ้อเหลือง รวมทั้งขี้อ้นแดงและเอนอ้าขึ้นเป็นพุ่มใหญ่อยู่ริมทางเดิน ผ่านลานหินใหญ่ซึ่งทำให้พวกเราเห็นถึงลำดับกระบวนการเกิดระบบนิเวศทุ่งหญ้าบนลานหินได้ชัดเจน เพราะมีทั้งร่องรอยของสายน้ำหลากไหล ทั้งอินทรียวัตถุที่ถูกพัดพามาตามน้ำ ทั้งยังมีกอดอกไม้ป่าที่ขึ้นอยู่บนกองอินทรียวัตถุขนาดเล็กเหมือนเกาะดอกไม้กลางทะเลหินทรายกว้างใหญ่ เดินไปดูไปเพลิน ๆ ไม่นานก็เห็นแนวรั้วกั้นและซุ้มประตูทำจากกิ่งไม้และเถาวัลย์ป้องกันวัวควายเข้าไปเหยียบย่ำ อันเป็นอาณาบริเวณของทุ่งดอกไม้แปลงใหญ่

ที่เรียกว่าแปลงใหญ่เพราะตรงนี้มีพื้นที่ถึง ๓๐ ไร่ ภายในลานสะพรั่งบานด้วยดอกไม้ป่าหลากหลายสีสัน ทางวนอุทยานฯจัดทำป้าย “ทุ่งดอกหญ้าวนอุทยานน้ำตกผาหลวง” พร้อมนำเก้าอี้เหล็กสีขาวมาตั้งไว้เป็นพร็อพให้ถ่ายภาพ  รู้สึกว่านักท่องเที่ยวที่มาถึงตรงนี้จะมีน้อยกว่าลานเล็ก ส่วนหนึ่งอาจเพราะเห็นว่าทุ่งดอกไม้ตรงไหนก็เหมือนกัน เดินอีกตั้งเกือบกิโลฯ เลยไม่ยอมเดินต่อมา แต่แท้ที่จริงแล้วต้องบอกว่ามีความแตกต่างกันอยู่ครับ นอกจากพื้นที่กว้างกว่า ดอกไม้มากกว่าแล้ว บนลานหินแม้ล้อมรอบด้วยป่าโปร่งคล้ายกัน ทว่าตรงแปลงใหญ่นี้ยังมีด้านหนึ่งติดกับหน้าผา ทำให้สามารถมองเห็นทิวเทือกเขาสลับซับซ้อนและผืนป่าเปลี่ยนสีตระการตาได้อย่างกว้างไกลอีกด้วย

ลานดอกไม้ป่าแปลงใหญ่

เรื่องหนึ่งที่อยากฝากเอาไว้ คืออย่างที่บอกไว้ข้างต้นครับว่าระบบนิเวศแบบทุ่งหญ้าบนลานหินถือเป็นสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างโหดร้ายสำหรับพรรณพืชต่าง ๆ ที่ขึ้นอยู่ต่างต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด จึงเป็นระบบนิเวศที่ค่อนข้างเปราะบาง ความสัมพันธ์ของระบบนิเวศล้วนต่างพึ่งพากันอย่างสมดุลและละเอียดอ่อน  การเหยียบย่ำเข้าไปในแปลงดอกไม้หรือการการทำอื่นใดที่ทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชั้นดินที่มีอยู่อย่างเบาบาง รวมทั้งอาจทำลายเมล็ดพืชที่กำลังรอคอยเวลางอกงามก็เป็นได้  ดังนั้นเข้ามาเที่ยวชมแล้ว ขอให้ช่วยกันดูแลคนละไม้คนละมือครับ จะได้มีทุ่งดอกไม้ป่าสวย ๆ ให้มาท่องเที่ยวกันในปีต่อ ๆ ไป