วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569

หริภุญชิล ปั่นจักรยาน ชมศิลป์ กินคาเฟ่

ภาคภูมิ  น้อยวัฒน์ เรื่อง สุรพล สุภาวัฒนกุล ภาพ

ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. มกราคม ๒๕๖๙

แดดสีอำพันสาดส่องต้ององค์พระธาตุหริภุญชัยเป็นสีทองอร่ามตัดกับผืนฟ้าสีคราม ขณะพวกเราพากันปั่นสองล้อคันเก่งโต้ลมหนาวระเรื่อยไปตามถนนลัดเลาะในย่านเวียงเก่าของนครหริภุญไชยใจกลางเมืองลำพูน ท่ามกลางบรรยากาศสงบเงียบของยามเช้า

สายลมยะเยียบเย็นปะทะใบหน้าเวลาจักรยานพุ่งไปตามทางนั้นให้ความรู้สึกสดชื่นเกินบรรยาย ฤดูหนาวของประเทศไทยเราปีนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีครับที่อากาศหนาวจริง ๆ นับว่าสมศักดิ์ศรีฤดูหนาวเลยทีเดียว ฟังข่าวทางโทรทัศน์ตอนเช้าได้ยินว่าบนดอยสูงหลายแห่งอุณหภูมิลดลงถึงระดับ ๐ องศาด้วยซ้ำไป บรรดานักท่องเที่ยวสายธรรมชาติก็เหมือนนกรู้ ต่างพร้อมใจพากันเฮโลขึ้นไปสัมผัสความยะเยือกกันอย่างเนืองแน่นแทบจะทันทีทันควัน

ส่วนสายศิลปวัฒนธรรมอย่างผมนั้น แม้ไม่ได้สนใจความเย็นระดับเยือกแข็งเท่าไหร่ แต่ก็แอบดีใจอยู่เหมือนกัน เพราะอากาศหนาวถือเป็นโอกาสอันเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวด้วยการปั่นจักรยาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนเส้นทางในเมืองเล็ก ๆ อันเต็มไปด้วยร่องรอยอดีตกาลอย่างลำพูนนี่แหละครับ คือ “เส้นทางในฝัน” ที่ผมหมายมั่นปั้นมือมาเนิ่นนาน

สามล้อท้องถิ่นเร่งแซง

แล่นสองล้อผ่อรอยเวลา รอบเวียงหละปูน

          ๑๒ องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิเช้านี้ในเมืองลำพูนที่ปรากฏบนจอมือถือ ซึ่งเห็นแล้วต้องบอกเลยว่า “น่าถีบมาก”  (หมายถึงถีบจักรยานเที่ยวนาครับ ไม่ได้หมั่นไส้จะไปถีบใคร)  

ผมเองมาเยี่ยมเยือนลำพูนหลายครั้ง ประทับใจในความมินิมอล เคยคิดอยู่ว่าอยากจะพกพาเอาจักรยานพับคันเก่งมาขี่เที่ยวชมเมืองก็หลายหน ติดอยู่ตรงทุกครั้งที่ผ่านมาพานพบแต่กับอากาศร้อน ร้อนมาก และร้อนมากที่สุดเสียเป็นส่วนใหญ่ (ถึงในหน้าหนาวก็เถอะ จะได้เจอกับความเย็นแม้แต่น้อยก็หาไม่) นึกภาพการปั่นจักรยานไปท่ามกลางแดดระอุไอร้อนอบอ้าว เหน็ดเหนื่อยเหงื่อไหลไคลย้อยแล้ว ไม่เห็นว่าจะเกิดสุนทรียารมณ์ในการเที่ยวชมศิลปกรรมได้อย่างไร คิดแล้วเลยต้องถอดใจพับโครงการเก็บไปแทบทุกครั้งครับ  กระทั่งมาปีนี้ฤดูหนาวเขา “ทำถึง” จริง ๆ   ถือเป็นโอกาสเหมาะให้ผมชวนพลพรรคขนเอาจักรยานใส่รถมาปั่นกันให้หายคาใจสักที

ช่วงเช้าแดดยังอ่อนไม่ร้อน อากาศเย็นสบาย พวกเราปั่นช้า ๆ เน้นกินลมชมวิวชมนกชมไม้รายทางไปเรื่อย ครับ ไม่ได้ปั่นเอาความเร็วแข่งกับใคร  เนิบนาบถึงขนาดสามล้อถีบพาหนะท้องถิ่นพร้อมผู้โดยสารต้องดีดกระดิ่งให้สัญญานก่อนแซงออกขวาขึ้นหน้าไปฉิว  ผ่านริมคูเมืองหน้าวัดพระธาตุหริภุญชัย  พวกเรายังพากันแวะจอดจักรยานแอบซุ่มดูนกกระเต็นอกขาวตัวใหญ่ โฉบลงจับปลาขึ้นมาเกาะบนกิ่งไม้ริมน้ำก่อนกลืนลงท้องไปอย่างเอร็ดอร่อย

นกกระเต็นอกขาวกินปลาบนต้นไม้ริมน้ำกวง (ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ ภาพ) 

ด้วยความที่ตัวเมืองลำพูนในเขตเวียงเก่าแก่แต่โบราณ พื้นที่ไม่ได้กว้างใหญ่อะไรมากมายคือแค่ประมาณ ๒ ตารางกิโลเมตรเท่านั้น เลยไม่ต้องรีบไปไหน ปั่นไปตามถนนรอบเมืองชั้นในรวมระยะทางประมาณสามกิโลกว่า ๆ ไม่กี่นาทีก็รอบเมืองแล้ว ยังไม่ทันเหนื่อยด้วยซ้ำไป มีเวลาไปลดเลี้ยวเล่นตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ ในเวียงซึ่งเชื่อมต่อถืงกันหมดได้อีกต่างหาก ถือเป็นสวรรค์ของนักปั่นแนวสมัครเล่นอย่างพวกเราโดยแท้ บรรยากาศชวนให้ผมนึกถึงสมัยเด็ก ๆ ช่วงปิดเทอมเล็กตอนหน้าหนาว เช้า ๆ ก็ออกไปขี่จักรยานเล่นแถวบ้าน เข้าซอกโน้นออกซอยนี้อย่างสนุกสนาน เหมือนกันแบบนี้ไม่มีผิด ต่างกันตรงเส้นทางจักรยานในเวียงลำพูนนี้ทัศนียภาพดี ไม่มีมลภาวะทางสายตาเนื่องจากเก็บสายไฟและสายสื่อสารต่าง ๆ ลงใต้ดินหมดแล้ว

สตรีทอาร์ตริมกำแพงวัดระหว่างทางทางไปวัดพระยืน

 ไหนจะเต็มไปด้วยวัดวาอารามโบราณงาม ๆ ให้แวะเยี่ยมชมหลายวัด ทั้งในเขตกำแพงเมืองอย่าง วัดพระธาตุหริภุญชัย อารามหลักใจกลางนครแห่งเวียงหริภุญไชยอันเคยเป็นพระราชวังหลวงสมัยพระนางจามเทวี ส่วนนอกกำแพงเวียงเก่าออกไปที่น่าสนใจคือ  อารามสี่ทิศมุมเมือง” สร้างขึ้นในสมัยพระนางจามเทวีเพื่อเป็น “จตุรปราการ” คุ้มครองเมืองจากภูตผีสิ่งชั่วร้าย ได้แก่ วัดพระยืนทางทิศตะวันออก วัดพระคงฤาษีทางทิศเหนือ วัดประตูลี้ทางทิศใต้  วัดมหาวัน ทางทิศตะวันตก ยังมีที่น่าชมเป็นพิเศษคือวัดจามเทวีอีกแห่งอยู่ถัดจากวัดมหาวันไป ๙๕๐เมตร หลงเหลือ “สุวรรณจังโกฏิเจดีย์” และ “รัตนเจดีย์” โบราณสถานสมัยนครหริภุญไชยแท้ ๆ อันอลังการเมื่อพันกว่าปีที่ไม่ควรพลาดชมอยู่  แต่ละวัดอยู่ห่างออกไปไม่ไกลแค่ประมาณ ๑-๒ กิโลฯ ปั่นไปถึงได้สบาย ๆ

นิทรรศการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย

สายหน่อยแดดเริ่มแรงขึ้น แม้ไม่รู้สึกร้อนเพราะอากาศเย็น แต่อานุภาพนั้นแผดเผาให้ผิวเกรียมไหม้จนกลายเป็นเจ้าเงาะสังข์ทองได้ไม่ยาก พวกเราจึงเปลี่ยนจุดหมายเข้าไปเที่ยวในร่มกันบ้าง จอดแวะที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย เป็นลำดับแรก เดี๋ยวนี้เขาปรับปรุงการจัดแสดงใหม่ สาดแสงเงาสร้างมิติให้กับโบราณวัตถุอย่างสวยงามเชียวครับ โดยเฉพาะห้องชั้นบนที่จัดแสดงศิลปกรรมสมัยหริภุญไชยอันเก่าแก่นับพันปีนั้นถูกใจผมเป็นพิเศษ เพราะเต็มไปด้วยประติมากรรมชิ้นงาม ๆ ทั้งพระพุทธรูป ประติมากรรมดินเผา เทวดา ยักษ์  งามเด่นอยู่ใต้แสงไฟในท่ามกลางแอร์เย็นฉ่ำ

โบราณวัตถุภายในพิพิธภัณฑ์พระเมืองแก้ว

เดินดูอย่างเพลินตาเพลินใจจนทั่ว ค่อยพากันแล่นสองล้อถีบข้ามฟากถนน มาเข้าทางด้านประตูหลังวัดพระธาตุหริภุญชัย เนื่องจากบริเวณวัดยังมีพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุเก่าแก่ที่พบในเมืองลำพูนให้ชมอย่างจุใจถึงสองแห่งด้วยกัน คือพิพิธภัณฑ์ห้าสิบปี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน ) ซึ่งภายในอาคารสถาปัตยกรรมแบบวิหารล้านนาประยุกต์ เรียงรายไว้ด้วยตู้กระจกเต็มไปด้วยพระพุทธรูปน้อยใหญ่ทั้งดินเผา โลหะ สมัยหริภุญไชยและล้านนาหลากหลายขนาดมากมายละลานตา  และพิพิธภัณฑ์พระเมืองแก้วบริเวณระเบียงคดฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ จัดเรียงส่วนประกอบสถาปัตยกรรมไม้แกะสลักน้อยใหญ่ เช่น หน้าบัน คันทวย ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ทางศาสนาอื่น ๆ  อาทิ หีบพระธรรม ไว้สองฟากฝั่งทางเดินเป็นแนวยาว ที่ผมประทับใจเป็นพิเศษเห็นจะเป็น “สัตตภัณฑ์” หรือเชิงเทียนขนาดมหึมา แกะสลักจากไม้ปิดทองประดับกระจก สูงท่วมหัว ใหญ่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลยทีเดียว

สาธิตการทอผ้าในเฮือนศิลปินหริภุญชัย

 ทะลุออกมาหน้าวัดบริเวณถนนประตูท่าสิงห์  อาคารจัตรมุขชั้นเดียวโดดเด่นตรงหน้าคือเฮือนศิลปินหริภุญชัยของเทศบาลเมืองลำพูน โถงฟากหนึ่งเป็นสถานีจอดรถรางนำเที่ยวรอบเมือง อีกฟากหนึ่งนั้นเป็นห้องจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนเกี่ยวกับศิลปกรรมแขนงต่าง ๆ เกี่ยวข้องกับเมืองลำพูน วันที่เรามานี้เป็นหัวข้อ “เส้นสายลายผ้ายกดอกลำพูน” ในโครงการเฮือนศิลปินหริภุญชัยครั้งที่ ๒๕ บนผนังจึงเรียงรายไปด้วยเนื้อหาข้อมูลลวดลายของผ้าทอยกดอกลำพูนชนิดต่าง ๆ  บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้อง ทั้งยังมีผืนผ้าทอจริง ๆ แบบผืนใหญ่ แบบเป็นผ้าถุง สวมใส่อยู่ในหุ่นบ้าง พับแขวนโชว์ไว้เรียงรายบ้างนับหลายสิบ กึ่งกลางห้องตั้งกี่ทอผ้าขนาดใหญ่ มีคุณป้าผู้เชียวชาญกำลังสาธิตการทอผ้าอยู่ ดูน่าสนใจจนต้องแวะทัศนาหน่อย แม้พวกเราชายล้วนจะไม่ค่อยรู้เรื่องผ้าผ่อนแพรพรรณเท่าไหร่

พิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน

 ออกปั่นกันต่อ ไป เลี้ยวเข้าในถนนวังซ้าย แวะชมเรือนสรไนครึ่งไม้ครึ่งปูนขนาดใหญ่สองชั้นอายุกว่าร้อยปี ครั้งหนึ่งเคยเป็น “คุ้มเจ้าสัมพันธวงษ์” หรือเรือนพักอาศัยของเจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ (พุทธวงษ์ ณ เชียงใหม่) กับเจ้าหญิงส่องหล้า ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน ชั้นล่างจัดแสดงประวัติคุ้มเจ้าราชสัมพันธวงษ์ ภาพถ่ายเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ  วิถีชีวิตในอดีตของชาวลำพูน ข้าวของเครื่องใช้สมัยเก่า เช่น วิทยุ กล้องถ่ายภาพ  สินค้าในชีวิตประจำวันยี่ห้อต่าง ๆ รวมทั้งลอตเตอรี่เมื่อห้าทศวรรษก่อน  รวมถึงโมเดลโครงการพัฒนาศาลากลางจังหวัดลำพูนหลังเก่าให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ซึ่งดูแล้วน่าสนใจ เพราะในบริเวณใกล้เคียงกันนี้ก็ยังมีคุ้มเจ้ายอดเรือน ที่เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์สุดท้าย ทรงสร้างให้แก่เจ้ายอดเรือน ชายาองค์สุดท้าย  ตัวอาคารยังคงสภาพดั้งเดิมไว้สมบูรณ์ จนได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยาม เมือปี ๒๕๕๔ กับคุ้มเจ้าสุริยา เรือนโบราณอีกแห่ง ตอนพวกเราปั่นผ่านมาเห็นว่ากำลังอยู่ในระหว่างปรับปรุงครั้งใหญ่ หากเสร็จสมบูรณ์ย่านนี้จะเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมชั้นดีให้เดินเที่ยวก็ดี ขี่จักรยานเที่ยวก็ได้ อย่างสุโขสโมสรเชียวละครับ

ชั้นบนของคุ้มเจ้าสัมพันธวงศ์

ขึ้นบันไดไปชั้นบนซึ่งสร้างด้วยไม้ทั้งชั้นบรรยากาศโปร่งโล่งสบาย ได้อารมณ์เหมือนย้อนไปในอดีตกาล  ตรงระเบียงมองเห็นยอดพระธาตุหริภุญชัยอยู่ไม่ไกล มุมหนึ่งของเรือนเรียงรายด้วยตู้ไม้กรุกระจกใส ที่เห็นแล้วพวกเราต้องพากันปรี่เข้าหา เพราะว่าภายในบรรจุบรรดาพระเครื่องอันเลื่องลือชื่อของเมืองลำพูนที่รวบรวมไว้ครบทุกชนิด แสงไฟสว่างไสวพร้อมป้ายข้อมูลละเอียดยิบ พวกเรามุงกันชมดูพลางสงสัยว่าทำไมถึงได้มีครบครันขนาดนี้ แล้วเอามาโชว์ไว้แบบนี้ทำไมถึงไม่หาย (ราคารวมแล้วน่าจะเป็นหลายสิบหรือหลายร้อยล้าน)  ก็พอดีหนุ่มน้อยเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์เข้ามาเฉลยให้ฟังว่า ที่เห็นทั้งหมดน่ะเป็นของจำลองถอดพิมพ์มาจัดแสดงไว้ ถ้าอยากดูของแท้ แถมมีมากกว่านี้หลายสิบเท่าให้ไปดูที่พิพิธภัณฑ์พระรอด วัดสันป่ายางหลวง

พิพิธภัณฑ์พระรอดและพระเครื่องสกุลลำพูน วัดสันป่ายางหลวง

รู้งี้แล้วจะพลาดได้ไงครับ พวกเรารีบพากันปั่นออกนอกกำแพงเมืองตามซอยสันป่ายาง ห่างไปทางตะวันออกเฉียงเหนือแค่กิโลกว่า ๆ  แป๊บเดียวก็ถึง เป็นวัดใหญ่โอฬารวิจิตรตระการตาน่าชมมาก ตัวพิพิธภัณฑ์เป็นศาลาโถงยาวพอกับชื่อเต็ม ๆ ที่ติดเอาไว้ด้านหน้าคือ พิพิธภัณฑ์พระรอดเก่าแก่ของหริภุญชัยและพระเครื่องสกุลลำพูน อายุ ๑,๓๐๐ ปี ภายในเป็นสถานที่เก็บรักษา จัดแสดงพระเครื่องสกุลลำพูน และประติมากรรมอื่น ๆ ที่ขุดพบจากเจดีย์วัดสันป่ายางหลวงเองและจากเจดีย์พระเจ้าเพ่อเล่อ ใส่ตู้กระจกเรียงรายไว้ ได้แก่ “พระรอด” ที่โด่งดังมากที่สุด มีอยู่ทั้งหมด ๕ พิมพ์ กับพิมพ์พิเศษคือ “พระรอดทรงกลีบบัวตูม”อันงดงามด้วยความอ่อนช้อยเบาบางของกลีบบัวที่ทำได้ยาก  “พระคง” “พระลือ”  “พระเปิม” พระลบ” “พระบาง” “พระเลี่ยง”  พร้อมทั้งพระฤๅษีทั้งสี่” (ผู้สร้างเมืองหริภุญไชยและพระรอด)  “พญาลิงเผือก” (กากวานร)  “พระสาม” “พระสิบสอง”  “พระแก้วจุยเจีย” เซียนพระทั้งหลายถ้าได้มาเห็นรับรองต้องซี้ดปาก ประติมาชิ้นที่งามที่สุดคือพระพุทธรูปปางประทานพรศิลปะหริภุญไชยที่ขุดพบในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีเศียรพระพุทธรูป เทวดา และยักษ์  ทั้งหมดรวมกันน่าจะหลายพันชิ้น นับเป็นมูลค่าที่สูงจนประมาณไม่ได้ ทำให้อาคารพิพิธภัณฑ์ต้องทำอย่างแข็งแรงแน่นหนา ที่สำคัญคือ “ห้ามถ่ายภาพ” ครับ นัยว่าเพื่อความปลอดภัย ทำเอาพวกเราใช้เวลาพินิจพิจารณาอยู่ในนี้เนิ่นนานนับชั่วโมง เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ ความประทับใจ ไว้ในความทรงจำ

โคมแสนดวงหน้าวัดพระธาตุหริภุญชัย
        กลับออกมาก็เย็นย่ำแดดราแสงเป็นสีทอง กว่าจะปั่นจักรยานฝ่าสายลมหนาวพัดเย็นกลับมา ท้องฟ้าหน้าวัดพระธาตุหริภุญชัยที่พวกเราจอดรถตู้ไว้ก็แปรเป็นสีน้ำเงินเข้ม พร้อมด้วยสีสันจากโคมแสนดวงบนถนนหน้าวัดคอย ๆ สว่างไสวขึ้นมาตัดกับความเงียบสงบของเมืองในยามค่ำ ผมนึกไปถึงครั้งก่อนที่เคยมาในช่วงเย็นวันศุกร์ บรรยากาศแตกต่างอย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ  เนื่องจากเป็นวันที่มีกิจกรรม “ถนนคนเดินเมืองลำพูน” สองฟากฝั่งจะสว่างไสวแสงไฟ เต็มไปด้วยร้านรวงขายข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าอาหารการกินสารพัด  เรียกว่าจะมาขี่จักรยานตอนนั้นคงหมดสิทธิ์  เพราะบนถนนเนืองแน่นไปด้วยผู้คนนับพัน ไม่รู้ว่ามาจากไหน แทบจะเรียกว่า”ไหล” ไปบนถนนมากกว่าเดิน  ไม่เหมือนกับตอนนี้ที่ถนนเป็นของพวกเราก็ว่าได้ เพราะไม่เห็นมีใครสักคน ปั่นกันอยู่สามหนุ่มเท่านั้น

หอศิลป์อุทยานธรรมะ อินสนธิ์ วงศ์สาม 

เพลินสุนทรียารมณ์ เที่ยวชมหอศิลป์ร่วมสมัย

            แดดสาย ๆ กำลังแจ่มจ้า ลมหนาวพัดโชยมาแผ่วเบา

                หลังจากวันวานปั่นจักรยานตระเวนเวียงกันจนเมื่อย วันนี้พวกเราจึงขอเปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยวแบบสบาย ๆ  ท่ามกลางอากาศเย็นสดชื่นช่างเหมาะเจาะเป็นใจ เสพสุนทรียะทางสายตาชมงาน “ศิลปกรรมร่วมสมัย”  เนื่องจากเมืองลำพูนเองมีศิลปินในระดับแนวหน้าของประเทศหลายคนมาลงหลักปักฐานเปิดบ้านเป็นหอศิลป์เอกชนให้ผู้สนใจได้เยี่ยมชมหลายแห่งอยู่เหมือนกันครับ

                รถตู้คันเก่งพาเราแล่นออกจากตัวเมืองมาประมาณ ๑๒ กิโลเมตร เข้าสู่ความร่มรื่นเขียวขจีในพื้นที่หอศิลป์อุทยานธรรมะ อินสนธิ์ วงศ์สาม สถานที่จัดแสดงผลงานศิลปกรรมของอาจารย์อินสนธิ์ วงศ์สาม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) ประจำปี ๒๕๔๒  อาณาบริเวณ ๑๖ ไร่สำหรับหอศิลป์ถือว่ากว้างขวางมากจนดูเวิ้งว้าง ยังดีที่พวกเราได้คุณอรัญญา หลานสาวของอาจารย์อินสนธิ์ให้เกียรติมาทำหน้าที่มัคคุเทศก์ช่วยนำชม ทำให้ไม่ต้องเดินสะเปะสะปะกันเองไปตามอาคารจัดแสดงที่แบ่งเป็นหลายหลังกระจายกันอยู่ในพื้นที่กว้างของสวนสีเขียวเย็นตา

โมเดลประติมากรรมใต้น้ำ จัดแสดงบนเรือนป้าไฮ

“บ้านป้าไฮ” เรือนไม้สักหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าร้านกาแฟ บนชั้นสองถือเป็นเสมือนหอประวัติและรวมรวมผลงานชิ้นเอกของอาจารย์อินสนธิ์ โดยห้องด้านในฝั่งซ้ายจัดแสดงผลงานสมัยแรกภาพพิมพ์แกะไม้เป็นภาพของชีวิตผู้คนที่พบเห็นจากการเดินทางทั่วประเทศ ภาพชุดนี้เคยมาจัดนิทรรศที่อาคารองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.)ของพวกเราที่ถนนราชดำเนินนอกด้วย ตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๐๔ (ผมยังไม่เกิดด้วยซ้ำ) 

แลมเบรตต้าพาหนะในการเดินทางข้ามทวีป

 ห้องฝั่งขวาจัดแสดงรถสกูตเตอร์แลมเบรตต้าพร้อมกระเป๋าหนังใส่ผลงานและอุปกรณ์ศิลปะซึ่งอาจารย์เคยใช้ในการเดินทางท่องถนนไปถึงบ้านเกิดในอิตาลี ของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ล่วงลับที่เคารพรัก พร้อมทั้งร่ำเรียน สร้างผลงาน แสวงหาประสบการณ์ต่อในยุโรประหว่างปี ๒๕๐๕-๒๕๐๙  ส่วนห้องโถงกลางด้านหน้าเป็นแบบร่างผลงานเชื่อมโลหะ “ประติมากรรมใต้ทะเล” ทำขึ้นสมัยไปสร้างงานอยู่ที่อเมริกาในช่วงปี ๒๕๑๐-๒๕๑๗ โดยคิดจะร่วมกับวิศวกรพัฒนาให้เป็นประติมากรรมช่วยบำบัดน้ำเสียได้ด้วย (ไอเดียล้ำยุคมาก) โมเดลที่เห็นเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น จริง ๆ แล้วมีถึง ๔๐๘ ชิ้นเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายโครงการไม่ผ่านการพิจารณาจากสปอนเซอร์ บนผนังของห้องโถงยังรายล้อมด้วยประติมากรรมจากตอไม้ เน้นปรับแต่งทรวดทรงธรรมชาติของไม้ด้วยการขุด เซาะ ถาก กลึง ขัดผิวให้เรียบ แล้วเคลือบผิวเงา เป็น “สไตล์” อันโดดเด่นในการสร้างสรรค์ผลงานของอาจารย์ ซึ่งต่อมาได้พัฒนาการเป็นประติมากรรมไม้แบบถอดประกอบเข้าสลักซับซ้อนน่าตื่นตายิ่งขึ้น

ประติมากรรมรูปพระสงฆ์กับจิตรกรรมนามธรรมในบ้านขาว

                 “บ้านขาว” หรือไวท์เฮ้าส์ อาคารชั้นเดียวอยู่ติดกันด้านข้างเป็นอีกจุดน่าชม เพราะนอกเหนือจากภาพจิตรกรรมที่อาจารย์ใช้เท้าวาดจนเป็นข่าวฮือฮาในวงการแขวนโชว์อยู่หน้าประตู กับผลงานจิตรกรรมและภาพพิมพ์นามธรรมใหญ่ยักษ์แล้ว ตรงกึ่งกลางห้องนั้นจัดแสดง “พุทธประติมากรรมโลหะ” หลากหลายชิ้น ผลงานของคุณเวเนเซีย วอล์คกี ภรรยาคู่ชีวิตของอาจารย์ซึ่งถึงแก่กรรมไปเมื่อไม่นานนี้ไว้ด้วย แต่ละชิ้นแม้มีขนาดไม่ใหญ่โต ทว่าล้วนโดดเด่นด้วยการสื่อความหมายชัดเจนถึงวิถีการดำเนินชีวิตในพุทธศานา  เช่น ประติมากรรม “ธรรมจักร” หล่อเป็นพระภิกษุสามรูปเดินบิณฑบาตรบนสะพานไม้ ดูมีความเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา “สวดมนต์” หล่อเป็นพระสงฆ์สามรูปในกิริยากำลังนั่งถือตาลปัตรประกอบพิธีสวดพระพุทธมนต์  มีความละเอียดละไมในอารมณ์แบบศิลปินหญิง

ผลงานประติมากรรมไม้ในอาคาร "แกลอรี" 

พากันเดินออกมาบนลานหญ้ากว้าง ผ่านรายทางซึ่งเรียงรายด้วย “ประติมากรรมใต้ทะเล” ขยายขนาดขึ้นมาจากโมเดลที่แสดงในตู้ข้างบน หลากสีสันสดใสตัดกับสีเขียวของหมู่ไม้โดยรอบ มองไปเห็นอาคารจัดแสดงอีกหลายหลัง ส่วนใหญ่เป็นชั้นเดียว ใกล้ที่สุดคือ “แกลลอรี” โถงชั้นเดียวด้านหน้าตกแต่งด้วยประตูบานเฟี้ยมลวดลายฉลุไม้ไม้ฝาปะกน ภายในจัดแสดงงานประติมากรรมไม้แบบถอดประกอบหลากหลายขนาดและจิตรกรรมนามธรรมละลานตา  ในขณะที่ “บ้านไร่ปลายสวน” แสดงจิตรกรรมนามธรรมหลายขนาดตั้งแต่เล็กไปจนมหึมา  และ“ดรีมเวิร์ก สตูดิโอ” เคยเป็นห้องทำงานศิลปะ มีชั้นลอยสำหรับนอนพัก มุมหนึ่งยังตั้งรูปเหมือนครึ่งตัวของอาจารย์อินสนธิ์เอาไว้ ปัจจุบันใช้จัดแสดงผลงานหล่อโลหะ จิตรกรรม และประติมากรรมไม้นามธรรมชิ้นย่อย ๆ

อาจารย์อินสนธิ์ วงศ์สาม มอบลายเซ็นต์เป็นที่ระลึก 

ส่วนที่ผมรู้สึกทึ่งเป็นพิเศษคือความขยันของอาจารย์ เพราะไม่ได้ทำแค่ชิ้นงานศิลปะเฉพาะที่เป็นจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์เท่านั้นครับ บานประตู หน้าต่าง แม้กระทั่งเก้าอี้แต่ละตัว ก็ยังลงมือแกะสลักเองทั้งหมด แต่ละชิ้นจึงเป็นงานศิลปะในตัวรายละเอียดในหอศิลป์จึงเยอะมาก พวกเราชมครึ่งค่อนวันยังได้ไม่ถึงครึ่ง (เห็นว่ามีถึง ๑๐ อาคารเลยเชียวครับที่ใช้จัดแสดงผลงาน) ดูท่าคงต้องเก็บเอาไว้มาเที่ยวใหม่วันหลังบ้าง ขณะกำลังเตรียมออกเดินทางต่อ บังเอิญอาจารย์อินสนธิ์กลับจากธุระข้างนอกมาพอดี พวกเราจึงถือว่าโชคดีมากเพราะมีโอกาสพบตัวจริงเสียงจริง แถมได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันอีกต่างหาก โดยเฉพาะผมเองได้รับลายเซ็นต์สด ๆ ลงในหนังสือที่ซื้อกลับมาเป็นที่ระลึกด้วย

บรรยากาศร่มรื่นของหอศิลป์บ้านบัวแก้ว

 ระยะทางราว ๑๗ กิโลฯ ใช้เวลาไม่นานรถตู้ของพวกเราก็มาจอดอยู่ตรงหน้าหอศิลป์บ้านบัวแก้ว ในตำบลเหมืองง่าสถานที่จัดแสดงผลงานจิตรกรรมของอาจารย์จรูญ บุญสวน ศิลปินแนวอินเพรชชันนิสม์ระดับแนวหน้าของประเทศ ลูกศิษย์ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี รุ่นเดียวกันกับอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี เจ้าสำนัก“บ้านดำ” ที่จังหวัดเชียงรายผู้ล่วงลับ (รวมถึงคุณนิพนธ์ ขำวิไล หัวหน้าฝ่ายศิลป์อนุสาร อ.ส.ท.ของเราในยุคบุกเบิก ที่คนรุ่นหลังเรียกกันว่า “น้าได๋” ด้วย)  มาถึงก็เข้าชมได้เลย เพราะก่อนจะมาทางคุณอรัญญา ได้ช่วยประสานงานแจ้งไว้ล่วงหน้าแล้วเรียบร้อย (การเข้าเยี่ยมชมหอศิลป์บ้านบัวแก้วต้องติดต่อล่วงหน้ามาที่หมายเลข ๐๘ ๗๑๐๓ ๔๘๖๙ ก่อน เนื่องจากจะเปิดเฉพาะเมื่อมีผู้สนใจเข้าชมเท่านั้น) 

อาจารย์จรูญ บุญสวน ขณะบรรจงแต้มสีลงบนเฟรมผ้าใบ

 อาคารหอศิลป์ตั้งเด่นสง่าอยู่แต่ไกลภายในรั้วที่ร่มครึ้มด้วยหมู่ไม้ โชคดีอีกรอบครับสำหรับพวกเรา ได้จังหวะเหมาะ เนื่องจากตรงกับช่วงเวลาที่อาจารย์กำลังวาดภาพอยู่ในบริเวณนอกชานด้านหลังหอศิลป์พอดิบพอดี เลยมีโอกาสได้เห็นการทำงานจริงแบบสดแท้กับสายตา บริเวณที่ทำงานมีกล้วยไม้ต้นแบบแขวนไว้เรียงราย ขณะอาจารย์นั่งพินิจพิจารณาด้วยสายตาของศิลปินอย่างสุขุม ก่อนจะค่อย ๆ ใช้พู่กัน แตะสีจากในจานบนถาดใหญ่ด้านข้าง บรรจงปาดป้ายลงบนผืนผ้าในเฟรมตรงหน้า  เห็นง่าย ๆ แต่แท้จริงแล้วต้องบอกว่าไม่ธรรมดาครับ เนื่องจากภาพเขียนของอาจารย์จรูญนั้นมูลค่าสูงในระดับเลขเจ็ดหลักเลยทีเดียว

หลังสำเร็จการศึกษาศิลปะมหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์จรูญ เคยเป็นอาจารย์สอนศิลปะในสถาบันการศึกษาของรัฐหลายแห่งในภาคเหนืออยู่หลายปี ก่อนจะลาออกจากราชการในปี พ.ศ.๒๕๓๖  มาเป็นศิลปินอิสระอย่างเต็มตัว โดยมาสร้างหอศิลป์บ้านบัวแก้ว สำหรับจัดแสดงผลงานจิตรกรรมของตนเองขึ้น ถือเป็นหอศิลป์เอกชนแห่งแรกในจังหวัดลำพูน ผลงานอันโดดเด่นเป็นที่รู้จักในวงการคือภาพของดอกไม้ในทิวทัศน์ธรรมชาติที่ใช้สีสันสดใสสไตล์อิมเพรสชั่นนิสม์ ผลงานของอาจารย์จรูญคว้ารางวัลเกียรตินิยมในงานประกวดศิลปกรรมระดับชาติมาแล้วหลายรางวัล รวมทั้งได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักสะสมภาพจิตรกรรม หลายภาพจัดแสดงอยู่ในคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) ใครเคยไปเยี่ยมชมคงได้เห็นอยู่ครับ แต่ละภาพสีสันสะดุดตาเลยทีเดียว

หลากสีสันสะพรั่งบานปานสวนดอกไม้ ในห้องจัดแสดงของหอศิลป์บ้านบัวแก้ว

 พากันเดินเข้าไปชมภายในหอศิลป์ที่มองข้างนอกดูเหมือนบ้านสองชั้น แต่ภายในทำเป็นห้องโถงใหญ่เพดานสูคล้ายโกดังเก็บของ เต็มไปด้วยภาพวาดดอกไม้นานาพรรณ หลากหลายสีสัน ทั้งขนาดใหญ่ กลาง เล็ก (ส่วนใหญ่เป็นขนาดใหญ่ ความสูงประมาณเกือบ ๒ เมตร)  แขวนซ้อนกันสองชั้นบนผนังและบอร์ดนิทรรศการกั้นกึ่งกลางห้อง ยังมีวางพิงฝาอยู่กับพื้น ซ้อนกันกองกองละห้าหกภาพตลอดแนวผนังทั้งสี่ด้านและห้องเล็กที่อยู่ถัดไปอีกห้อง สีสันสดใสสวยงามสะดุดตาของแต่ละภาพเมื่อรวมกันให้ความรู้สึกเหมือนกับพวกเราเดินอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ซึ่งแข่งขันกันเบ่งบานจนละลานตา

ผลงานอาจารย์ประสงค์ ลือเมือง อันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ชมดอกไม้ในภาพวาดเพลิดเพลินเจริญใจจนลืมไปสนิทว่ายังมีหอศิลป์ที่ต้องไปชมอยู่อีกสองแห่ง นึกขึ้นมาได้จึงรีบอำลาอาจารย์จรูญและครอบครัว พากันขึ้นรถบึ่งต่อไปยัง หอศิลป์ ปาน บุญมี บุญศรี ในตำบลต้นธง ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ ๑๐กิโลฯ กว่า ๆ  

พักเดียวก็มาถึงเรือนสีฟ้าสถาปัตยกรรมล้านนาประยุกต์ ร่มรื่นอยู่ในเงาของแสงยามเย็น เดินเข้าไปด้านในปุ๊บค่อยถอนหายใจโล่งอกว่ายังเปิดให้ชมอยู่ เจ้าหน้าที่สาวเห็นท่าทางของพวกเรายังต้องหัวเราะ พลางบอกว่า “ยังไม่ปิดค่ะ เชิญชมได้ตามสบาย”  ภายในอาคารสองชั้นด้านนอกเป็นผนังที่จัดแสดงภาพ ด้านในเป็นระเบียงโดยรอบในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า เว้นกึ่งกลางเป็นลานกว้างเรียงรายด้วยผลงานประติมากรรม  ทั่วอาณาบริเวณเป็นที่รวบรวมและจัดแสดงผลงานของอาจารย์ประสงค์ ลือเมือง หนึ่งในบรรดาจิตรกรผู้สร้างงานศิลปกรรมร่วมสมัย กวาดรางวัลระดับชาติและระดับนานาชาติมาแล้วอย่างมากมายจนนับไม่ถ้วน   ด้วยความโดดเด่นของการใช้ลายเส้นและสีอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เน้นเนื้อหาหลักปรัชญาทางพระพุทธศาสนา  ความเชื่อ  และวิถีชีวิตชุมชนแบบไทย ๆ  มาผสมผสานกันได้อย่างกลมกล่อม  รวมไปถึงยังนำรูปแบบของศิลปะเอเชียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น จีน และศิลปะตะวันตกมาใช้ในการสร้างผลงานด้วยอีกแนวทางหนึ่ง

บนชั้นสองมลังเมลืองด้วยงานพุทธศิลป์
 

 จึงไม่น่าแปลกใจที่ชั้นล่างโดยรอบเต็มไปด้วยด้วยเครื่องเรือน โต๊ะ ตู้ ชั้นวางของ และเครื่องประดับตกแต่งอย่างตุ๊กตากระเบื้อง แจกัน ชุดน้ำชา ฯลฯ สไตล์จีน ญี่ปุ่น กลมกลืนกันไปกับรูปแบบผลงานจิตรกรรมในกรอบบนผนังโดยรอบ ในขณะที่ชั้นบนแตกต่างออกไปด้วยมณฑปพระบรมสารีริกธาตุเรียงราย พระพุทธรูปน้อยใหญ่ รูปเกจิอาจารย์ โต๊ะหมู่บูชา ออกแนวไทยสไตล์ล้านนา สอดคล้องกับผลงานจิตรกรรมที่จัดแสดงไว้ อันมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ซึ่งนอกจากเป็นฝีมือของอาจารย์ประสงค์ ลือเมืองแล้วยังมีงานของศิลปินอื่นอีกหลายคนอยู่ด้วย ล้วนแล้วแต่งาม ๆ  มีความคิดสร้างสรรค์กันทั้งนั้น

เรือนล้านนา หอศิลป์สล่าเลาเรือง

 ปิดท้ายรายการของวันกันที่หอศิลป์สล่าเลาเลือง เรือนไม้แบบล้านนาหลังใหญ่ในพื้นที่วัดป่าพุทธพจน์หริภุญชัย ห่างออกมาอีกแค่ ๖ กิโลฯ กว่า ๆ พวกเรามาถึงเอาตอนได้เวลาปิดแล้ว แต่วัดดวงลองเดินขึ้นบันไดไปดู ปรากฏว่าประตูยังเปิดอยู่ เลยถือวิสาสะพยักเพยิดกันเข้าไปเปิดไฟชมดูเองเสียเลย

ความจริงจะว่าเป็นหอศิลป์ก็ไม่เชิง ดูเหมือนเป็นหอเกียรติยศเชิดชูเกียรติศิลปินในลำพูนมากกว่าครับ เพราะจัดแสดงเป็นนิทรรศการประวัติและความสำเร็จของศิลปินในสาขาต่าง ๆ พร้อมผลงานในลักษณะจำลองเป็นตัวอย่าง ไม่ได้เน้นชิ้นงานศิลปะจริง  แน่นอนครับว่าด้านศิลปะร่วมสมัยนั้นมีครบครัน ทั้งอาจารย์อินสนธิ์ วงศ์สาม อาจารย์จรูญ บุญสวน และอาจารย์ประสงค์ ลือเมือง ซึ่งพวกเราเพิ่งไปเยี่ยมชมหอศิลป์ของแต่ละท่านกันมา ที่เหลือก็เป็นศิลปินพื้นเมืองในด้านอื่น ๆ อีกหลายสิบชนิด อย่างที่เรียกกันว่า “สล่า”  เช่น สล่าลายปูนปั้น สล่าแกะสลักไม้ สล่าประติมากรรมประเพณี สล่างานประดิษฐ์ประกอบพิธีกรรม ฯลฯ เป็นอันว่าตอนแรกตั้งใจมาชมเฉพาะศิลปกรรมร่วมสมัย แต่ลงท้ายได้ชมศิลปะด้านอื่น ๆ แถมด้วยครบครันเลยเชียวครับ 

ลาปูเน คาเฟ่ แอนด์ ซีน คาเฟ่บรรยากาศสวนดอกไม้

 หลายบรรยากาศ หลากสไตล์ สายคาเฟ่

            ทริปเที่ยวสบายของพวกเราในครั้งนี้คงปฏิเสธไม่ได้ครับ ว่า “คาเฟ่” เป็นสีสันอย่างสำคัญตามยุคสมัย เนื่องจากปัจจุบันนี้ในเมืองลำพูนมีร้านคาเฟ่อยู่มากมาย เยอะขนาดพวกเราตระเวนกินทุกวันได้ไม่ซ้ำ ยังไม่ได้ถึงครึ่งของจำนวนที่มีอยู่เลย  หลายแห่งมีความน่าสนใจในด้านอาหาร ในขณะหลายแห่งเช่นกัน มีดีตรงบรรยากาศและการตกแต่งที่แหวกแนวไม่มีใครเหมือน

เมนูเวียดนามยามเช้า คาเฟ่ เดอ ลำพูน

วันที่ปั่นจักรยานเที่ยวเมืองนั้น ช่วงเช้าตรู่พวกเรายกให้คาเฟ่ เดอ ลำพูน ครับ เพราะเปิดให้บริการเช้ากว่าใคร ๆ  ตัวร้านอาจไม่ได้หวือหวาอะไรมาก แถมยังหายากอีกด้วย เพราะแม้จะตั้งอยู่ริมถนน แต่หน้าร้านดันมีศาลาฉลุลายสีเขียวหลังใหญ่บังเอาไว้ มิหนำซ้ำประตูทางเข้ายังเป็นร้านขายเครื่องสำอางและอุปกรณ์เสริมความงาม ทำเอาสามหนุ่มอย่างเราเก้ ๆ กัง ๆ ไม่กล้าเดินเข้าไปในตอนแรก แต่ความโดดเด่นมาอยู่ตรงเมนูอาหารที่เป็นอาหารเช้าแบบเวียดนาม เช่น ข้าวต้มญวน ชุดไข่กะทะพร้อมขนมปังบาแก็ตหลากหลายไส้ เช่น  เนยกระเทียม หมูสับเห็ดหอม และหมูยอกุนเชียง  (แต่อาหารเช้าแบบมาตรฐานไข่ดาว ไส้กรอก หมูแฮมเขาก็มีนะครับ รวมทั้งอาหารจานเดียวอื่น ๆ อีกมากมาย) หน้าหนาวแบบนี้ยามเช้าทางร้านยังยกเอาโต๊ะออกมาตั้ง ให้เลือกนั่งกินรับลมหนาวบนลานหน้าร้านด้วย  (ที่ว่าเหมาะกับช่วงเช้ามากที่สุด ก็ตรงนี้แหละครับ)  

น้องมิจัง แมวส้ม พนักงานต้อนรับของ อะนะตะ การ์เดน ชิล

 ส่วนมื้อกลางวัน อะนะตะ การ์เดน ชิล คือทางเลือกของพวกเรา แค่เดินผ่านจากลานจอดรถเข้าไปในรั้วก็รู้สึกเหมือน “วาร์ป” ไปโผล่แดนซามูไร ด้วยบรรยากาศแวดล้อมที่ตกแต่งในสไตล์ญี่ปุ่น ตั้งแต่ซุ้มประตูรั้วไม้ไผ่ ป้ายชื่อร้าน หินปูทางเดิน      สวนหย่อม  (ขนาดห้องน้ำก็ยังทำเป็นทรงบ้านญี่ปุ่น)  ตัวร้านเป็นห้องแถวญี่ปุ่นชั้นเดียว มีที่นั่งให้กินไปชมสวนข้างนอกไป ด้านในยังแบ่งสัดส่วนเป็นห้องสมุด ห้องญี่ปุ่น ห้องเคานเตอร์ไวน์ และโต๊ะเดี่ยว เมนูเครื่องดื่มมีให้เลือกมากมาย กินเป็นมื้อเที่ยง อาหารก็มีแบบจานเดี่ยวสไตล์ญี่ปุ่นให้เลือกหลากหลาย แต่ความโดดเด่นที่แท้จริงของร้านนี้เห็นจะเป็น “แมวเหมียว” พนักงานต้อนรับของร้าน ตอนที่พวกเรามานี้เป็นเวรของน้อง “มิจัง” แมวส้มขี้อ้อน  ตัวอ้วนนุ่มฟู  เฝ้าอยู่หน้าเคานเตอร์  บริการถูกใจหรือไม่ถูกใจอย่างไร มีคิวอาร์โค้ดให้สแกนลงคะแนนเลือกตั้ง เอ้ย  คะแนนการให้บริการของน้อง ๆ  (แมว) ได้ด้วย เก๋ไก๋เสียไม่มี

ฝูงห่านในจูดี้ส์ โฮม คาเฟ่สไตล์ฟาร์ม

จิบกาแฟยามบ่ายนั้นเหมาะสมกับร้านจูดี้เฮาส์ คาเฟสำหรับคนรักสัตว์ที่สุดด้วยการตกแต่งบรรยากาศฟาร์มชนบทขนาดกะทัดรัด  ตั้งอยู่ติดริมลำน้ำกวง ในสนามหญ้ากว้างใต้ร่มเงาร่มรื่นของต้นจามจุรีใหญ่อายุนับหลายสิบปี ตัวร้านรีโนเวตจากโรงเก็บผลไม้เก่าเป็นสถาปัตยกรรมทรงกระบอกสีขาว มีที่นั่งให้เลือกได้ทั้งในห้องแอร์ของตัวอาคาร และกลางแจ้งบริเวณสนามหญ้าบริเวณโซนเวิร์กช็อปวาดรูประบายสีที่ร่มเย็นด้วยเงาไม้แม้ในยามบ่าย  รอบบริเวณครึกครื้นด้วยสัตว์เลี้ยงหลายชนิดเช่น ห่าน ไก่ เต่า  และสุนัข   จิบกาแฟหรือเครื่องดื่มใด ๆ ก็อร่อยมากขึ้นด้วยบรรยากาศ

สวนไม้ไทยบ้านพ่อเลี้ยงหมื่น คาเฟ่สไตล์ขอมโบราณ

ย่ำเย็นสวนไม้ไทยบ้านพ่อเลี้ยงหมื่น เหมาะสมอย่างยิ่งด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่ จัดสร้างสภาพแวดล้อมให้ดูคล้ายเมืองโบราณด้วยสถาปัตยกรรมกระเบื้องดินเผาในแบบเทวาลัยสมัยขอม มีซุ้มประตูโคปุระ สิงห์ทวารบาล เทวรูปประดับประดาสวนหย่อม น้ำตก ลำธาร  เมนูอาหารไทยจานเดียวถือว่ายอดเยี่ยมสำหรับมื้อเย็น  อย่างผัดไทยกุ้งสดซึ่งตกแต่งด้วยการห่อด้วยไข่มาอย่างอลังการแบบชาววัง  อาหารพื้นบ้านล้านนาอย่างข้าวซอยก็ทำออกมาลำแต๊ ๆ  หรือเมนูล้านนาประยุกต์อย่างข้าวผัดน้ำพริกหนุ่มก็ได้รสชาติแปลกใหม่ กินพลางชมช่วงแสงทองของสุดท้ายท้ายของวันได้บรรยากาศขรึมขลังอลังการสุดประทับใจ

ห้องอาหารหมุนได้ในหอคอยของลาปูเน คาเฟ่ แอนด์ซีน 

 สำหรับอีกวันที่พวกเราเที่ยวชมศิลปะ ลาปูเน คาเฟ่ แอนด์ซีน ที่อยู่ไม่ไกลจากหอศิลป์อุทยานธรรมะ อินสนธิ์ วงศ์สาม ดูเป็นทางเลือกดีที่สุดสำหรับมื้อกลางวัน ด้วยทำเลที่ตั้งเด่นสง่ากลางท้องทุ่งนาในสไตล์ของสวนดอกไม้  กึ่งกลางของสวนบนหอคอยสูงสามชั้นมีมอเตอร์ขับเคลื่อนพื้นที่นั่งให้หมุนไปรอบ ๆ อย่างช้า ๆ  สำหรับการกินอาหารที่เป็นอาหารจานเดียวทั้งเมนูญี่ปุ่นอย่างข้าวไก่ทอดคาราอะเกะ หรือเมนูไทยอย่างข้าวลาบไก่ทอดกรอบ ชมทิวทัศน์รอบทิศทางไปพลางอย่างสุโขสโมสร ถือเป็นเป็นมิติใหม่ของมื้อกลางวัน

สวนเซนแบบญี่ปุ่น ของริ มิเนียเจอร์ คาเฟ

บนทางผ่านไปยังหอศิลป์ ริ มิเนียเจอร์ คาเฟ่   ร้านกาแฟเล็ก ๆ เป็นจุดที่พวกเราแวะนั่งจิบเครื่องดื่มดับกระหายกันในระหว่างทาง ตัวร้านตั้งอยู่ในบริเวณข้างบ้านพักแบบทาวน์โฮม ซึ่งถัดจากห้องเคาน์เตอร์มีประตูเปิดเข้าไปยังพื้นที่สวนหย่อมตกแต่งเป็นสวนญี่ปุ่นเขียวขจีงดงามเป็นธรรมชาติแบบมินิมอล ให้นั่งจิบเครื่องดื่มผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางบนระเบียงเล็ก ๆ   ก่อนออกเดินทางต่อไป

บรรยากาศย้อนยุคของมาลาจรคาเฟ่

 ขากลับจากหอศิลป์สล่าเลาเลือง พวกเราเลือกเข้าไปที่ มาลาจรคาเฟ่ สำหรับมื้อเย็นแบบง่าย ๆ ด้วยอาหารจานเดียวไทยแท้ อย่างข้าวหมูทอดกระทียมพริกไทย กับเมนูฝรั่งอย่างสเต็กหมู และสลัดผักรวม อร่อยรสชาติพลางชมบรรยากาศการตกแต่งร้านแบบย้อนยุคอันชวนให้รำลึกถึงวันเวลาที่ผ่านเลยไปไม่หวนคืน ด้วยข้าวของเครื่องใช้สมัยเก่า รวมทั้งหลากหลายของเล่นตุ๊กตุ่นตุ๊กตา จากเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่เรียกความทรงจำครั้งเยาว์วัยให้กลับมาพร้อมกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้เมื่อพูดคุยถึงเรื่องราวในอดีต

หลายวันนี้เรียกได้ว่า ปั่นจักรยานสนุก ชมศิลป์สบาย กินคาเฟ่ได้บรรยากาศและเอร็ดอร่อย มาลำบากตอนกลับมานี่แหละครับ เพราะคงต้องลดน้ำหนักกันเป็นการใหญ่  




วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ลำพูน-เชียงใหม่ บนรอยทางตำนานรักนิรันดร์แห่งวิลังคราช


ประติมากรรมขุนหลวงวิลังคะพุ่งเสน้าบนม่อนล่อง

ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ เรื่อง สุรพล สุภาวัฒนกุล ภาพ

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน อนุสาร อ.ส.ท. มกราคม ๒๕๖๘

            สายลมหนาวพัดผ่านเย็นสบาย แม้เริ่มจะเป็นเวลาสาย ทว่าม่านหมอกขาวโพลนยังลอยละล่องลิ่วเคลื่อนคลุมเหนือบริเวณยอดดอยอันได้ชื่อว่าสูงสุดของอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ขนาดมองเห็นแนวแมกไม้ที่อยู่ใกล้เพียงเป็นเงาตะคุ่ม ๆ เท่านั้น

 ริมหน้าผาประติมากรรมสีทองขนาดใหญ่ของขุนหลวงวิลังคะ ราชาองค์สุดท้ายของชาวลัวะ เด่นสง่ากลางสายหมอกในท่วงท่ากำลังจะทรงพุ่ง “เสน้า” ศาสตราวุธคู่พระทัยประจำพระองค์อันเลื่องลือชื่อในแสนยานุภาพออกไป

ความจริงหากจะให้ถูกต้องตามตำนานแล้ว ประติมากรรมของพระองค์ควรทรงอยู่ในอิริยาบถประทับนั่งทอดพระเนตรออกไปมากกว่า เนื่องเพราะบนยอด “ดอยคว่ำหล้อง” หรือที่ปัจจุบันเขียนและเรียกขานกันว่าม่อนล่องแห่งนี้ คือสถานที่ฝังพระศพตามพระราชประสงค์ของพระองค์เอง เพื่อจะได้ทอดพระเนตรเห็นนครหริภุญไชยของพระนางจามเทวี กษัตรีย์ผู้เป็นที่รักได้ตลอดไปตราบชั่วกาลนาน

พระนางจามเทวี

ย้อนตำนานโศกนาฏกรรมรักพันปี

            ตำนานความรักข้างเดียวอันแสนรันทด แต่งดงามด้วยความเป็นนิรันดร์ ที่ขุนหลวงวิลังคะมีต่อพระนางจามเทวีถูกเล่าขานผ่านการเล่า “เจี้ย” หรือนิทานพื้นบ้านของชาวล้านนาสืบทอดกันมายาวนานนับพันปีครับ จึงมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันออกไปมากมายตามแต่ละท้องถิ่น แต่เนื้อหาหลักโดยรวม ๆ อยู่ในแกนเรื่องเดียวกัน คืออิงกับประวัติศาสตร์การสถาปนานครหริภุญไชย พุทธอาณาจักรแรกบนแผ่นดินเหนือ อันปรากฏเรื่องราวบันทึกอยู่ในคัมภีร์จามเทวีวงศ์ ตำนานมูลศาสนา และชินกาลมาลีปกรณ์ นั่นเอง หากใครสนใจก็ไปหาอ่านเพิ่มเติมเองได้ ในที่นี้ผมขอสรุปความแบบ “รวมฮิต”เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตำนานให้อ่านเข้าใจกันง่าย ๆ ไปพลางก่อนแล้วกันครับ

            จุดเริ่มต้นของตำนานคือพระฤาษีสุเทวะ พระฤาษีสุกกทันตะ พร้อมด้วยผองเพื่อนฤาษีอีกหลายตนได้ริเริ่มสร้างนครหริภุญไชยขึ้นบนที่ราบลุ่มระหว่างแม่น้ำกวงกับแม่น้ำปิงในราวประมาณปีพ.ศ. ๑๒๐๒ แล้วจึงได้ส่งฑูตไปขอพระนางจามเทวีพระราชธิดาของพระเจ้าจักวัติราชแห่งกรุงละโว้ให้เสด็จขึ้นมาครองราชสมบัติ พระนางในขณะนั้นกำลังทรงพระครรภ์ได้สามเดือนและทรงเป็นม่าย (เนื่องจากพระสวามีที่เป็นพระมหาอุปราชครองเมืองราม ทรงศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้าสละราชสมบัติออกผนวชตลอดพระชมน์ชีพ)  ได้กราบถวายบังคมลาพระราชบิดาก่อนจะเสด็จทางเรือพร้อมด้วยพระสงฆ์ สมณะชีพราหมณ์ พ่อค้า ช่างสาขาต่าง ๆ อย่างละ ๕๐๐ คน และข้าราชบริพาร รวมทั้งสิ้นประมาณ ๘,๐๐๐ คน เป็นขบวนเรือใหญ่ขึ้นมาทางลำน้ำปิง ซึ่งถือเป็นเส้นทางปลอดภัยและสะดวกที่สุดสำหรับการเดินทางในสมัยโบราณ กระนั้นก็ยังต้องพบกับความยากลำบากและทุรกันดารระหว่างทางไม่น้อย ดังปรากฏเรื่องราวร่องรอยเป็นชื่อสถานที่ต่าง ๆ ตามรายทาง ใช้เวลาเดินทาง ๗ เดือนจึงมาถึงนครหริภุญไชย ภายหลังมาถึงได้ ๗ วันก็ทรงประสูติพระโอรสฝาแฝดพระนาม “เจ้าชายมหายศ” กับ ”เจ้าชายอนันตยศ”  

ห้องพระนางจามเทวีในวัดจามเทวี (กู่กุด) 

ช่วงเวลานั้นบริเวณดอยสุเทพและอาณาบริเวณโดยรอบเป็นพื้นที่ปกครองของขุนหลวงวิลังคะกษัตริย์แห่งชาวลัวะ ผู้ทรงเป็นจอมขมังเวทและนักรบผู้เก่งกล้า เป็นที่เลื่องลือด้วยพระราชศาสตราวุธคู่พระทัยที่เรียกว่า “เสน้า”  (อ่านว่า “สะ-เหน้า” หมายถึงหอกซัดที่จัดทำขึ้นพิเศษเฉพาะบุคคล ให้มีความยาวเท่ากับแขนที่วัดจากหัวไหล่ไปสุดปลายนิ้วกลางของเจ้าของ)  อันเปี่ยมล้นด้วยพลังของเหล่าภูติผีที่สิงสถิตภายใน มีความแม่นยำทรงอานุภาพทำลายล้างไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจต้านทาน  พระองค์สดับกิตติศัพท์ความงดงามของสิริโฉมแห่งพระนางจามเทวีแล้วทรงสนพระทัยยิ่ง ถึงขนาดปลอมพระองค์เข้าไปในนครหริภุญไชยเพื่อชมโฉมของพระนาง เมื่อทอดพระเนตรเห็นก็ทรงตกหลุมรักในทันที  เสด็จกลับถึงเมืองจึงทรงรีบจัดส่งฑูตและขบวนขันหมาก ๕๐๐ สาแหรกไปสู่ขอพระนางจามเทวีมาเป็นพระมเหสี

พระนางจามเทวีทรงเห็นว่าขุนหลวงวิลังคะเป็นราชาชาวพื้นเมืองไร้ศาสนา นับถือภูติผี ด้อยกว่าในทางวัฒนธรรม แต่ด้วยนครหริภุญไชยเพิ่งจะตั้งเป็นบ้านเมือง ยังไม่มีความเข้มแข็งทางการทหารเพียงพอต่อกร หากปฏิเสธไปตรง ๆ เกรงจะเกิดเป็นศึกสงครามใหญ่ไม่อาจรับมือ จึงทรงบ่ายเบี่ยงไปแบบให้ความหวัง ว่าพระนางเพิ่งทรงมีประสูติกาลพระกุมาร สุขภาพร่างกายยังไม่พร้อมสำหรับการอภิเษก ขอทางขุนหลวงวิลังคะจงอดใจอีกสักพักให้ถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อน ขุนหลวงวิลังคะจึงทรงรอคอยอย่างมีความหวัง ในขณะที่ทางนครหริภุญไชยกลับเสริมสร้างความเข้มแข็งทางทหารไว้เตรียมรับศึก อีกทั้งพระนางจามเทวียังได้ทรงทำพิธีบวงสรวงเทวดาขอช้างศึกประจำพระนคร  จนได้ช้างเผือก “ภูก่ำงาเขียว” อันทรงอิทธิฤทธิ์มาเป็นช้างศึกคู่พระบารมี

รูปพระนางจามเทวีในศาลเจ้าแม่จามเทวี

กาลผ่านไปเจ็ดปีขุนหลวงวิลังคะจึงยกกองทัพมาทวงถามถึงการอภิเษก พระนางจามเทวีทรงเห็นว่ายังเกินกำลังจะรับมือ จึงทรงบ่ายเบี่ยงไปอีกครั้ง ซึ่งเรื่องราวในตอนนี้มีหลายเรื่องเล่า บางตำนานก็ว่าพระนางจามเทวียื่นเงื่อนไขเดิมพันให้ขุนหลวงวิลังคะกลับไปสร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้นในดินแดนลัวะของตนเองให้เหมือนกับองค์พระธาตุของนครหริภุญไชยทุกประการเสียก่อน  ขุนหลวงวิลังคะจึงทรงยกทัพกลับไป ไม่นานก็สร้างพระธาตุเจดีย์ได้สำเร็จเหมือนพระธาตุหริภุญไชยทุกกระเบียดนิ้ว จนพระนางจามเทวีต้องทรงตั้งสัจจาธิษฐาน ว่าหากพระองค์มีบุญญาธิการสามารถครองนครหริภุญไชยโดยปราศจากชายใดมาข้องเกี่ยว ขอทวยเทพเทวาบันดาลให้เจดีย์ที่ขุนหลวงวิลังคะสร้างจงมีอันเป็นไป ปรากฏว่าเจดีย์เกิดเอนเอียงไปทางนครหริภุญไชย  ถือว่าขุนหลวงวิลังคะไม่สามารถทำได้สำเร็จตามเงื่อนไข เจดีย์องค์นั้นจึงถูกเรียกว่า “เจดีย์ขี้ติ” หมายถึงมีตำหนิ 

ในขณะที่บางตำนานว่าพระนางจามเทวียืนเงื่อนไขเดิมพันว่าหากขุนหลวงวิลังคะพุ่งหอกเสน้าจากดินแดนลัวะมาตกในกำแพงเมืองหริภุญไชยได้ พระนางก็จะทรงตกลงยอมเป็นพระมเหสี โดยให้โอกาสพุ่งได้ถึงสามครั้ง ขุนหลวงวิลังคะจึงเสด็จขึ้นไปยังยอดดอยปุย ทำพิธีบริกรรมคาถาอาคมปลุกพลังภูติผีในเสน้าแล้วพุ่งออกจากยอดดอยมา เพียงครั้งแรกก็มาตกตรงนอกเมืองหริภุญไชยทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างกำแพงเมืองไปเพียงไม่กี่วาเท่านั้น  ด้วยอานุภาพของเสน้าอันมีพลังทำลายประดุจขีปนาวุธทำให้เกิดหลุมใหญ่กลายเป็นหนองน้ำเรียกกันว่า “หนองเสน้า”  

พระนางจามเทวีทรงเห็นเช่นนั้นก็ทรงวิตกในพระทัย เนื่องจากยังมีโอกาสพุ่งเสน้าที่ครั้งที่สองและสามเหลืออยู่ มีความเป็นไปได้มากที่ครั้งใดครั้งหนึ่งอาจจะตกลงในกำแพงเมือง  จึงทรงนำเอาผ้าพระภูษา(ผ้าถุง) ของพระนางมาเย็บขึ้นเป็นพระมาลา(หมวก) สำหรับผู้ชาย พร้อมทั้งนำเอาปลายใบพลูมาจิ้มพระโลหิตระดูของพระนางทำเป็นหมากสำหรับเคี้ยว แล้วรีบส่งคนนำไปถวายแด่ขุนหลวงวิลังคะเป็นของกำนัล ในทำนองส่งกำลังใจให้พุ่งเสน้าลงในเมืองได้สำเร็จ เมื่อได้รับของฝากจากพระนางผู้เป็นที่รักขุนหลวงวิลังคะย่อมปลาบปลื้มโสมนัสยิ่ง ทรงเคี้ยวหมากจากพระนางพร้อมทั้งนำพระมาลาผ้าถุงสวมลงบนพระเศียร ส่งผลให้คาถาอาคมในพระองค์เสื่อมลงในทันที เมื่อพุ่งเสน้าเป็นครั้งที่สอง จึงปราศจากพลังจากภูติผีสิงสถิตช่วยขับเคลื่อนให้ทรงอานุภาพเช่นเดิม เสน้าจึงพุ่งตกลงแค่เพียงเชิงเขากลายเป็นหนองเสน้าอีกแห่งบริเวณดอยสุเทพ

ภาพวาดพระนางจามเทวีหลังวิหารวัดพระยืน


ถึงตรงนี้เรื่องราวมีความแตกต่างอีกครั้ง บางตำนานเล่าว่าขุนหลวงวิลังคะเมื่อทรงทราบว่าถูกหลอกด้วยกลอุบายจึงพิโรธยกกองทัพชาวลัวะจำนวน ๘๐,๐๐๐ คนเข้าโจมตีนครหริภุญไชย พระนางจามเทวีโปรดฯ ให้พระราชโอรสทั้งสองทรงคชเศวตช้างศึก “ภูก่ำงาเขียว” คู่พระบารมี นำทัพ ๓,๐๐๐ คนออกต่อต้าน แม้กำลังพลจะน้อยกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้ แต่ด้วยพลานุภาพอาถรรพณ์ของช้างภูก่ำงาเขียว ที่หากผู้ใดเผชิญหน้าโดยตรงจะเกิดอาการหน้ามืดตามัว แขนขาอ่อนแรงหมดสิ้นกำลัง ทำให้กองทัพชาวลัวะของขุนหลวงวิลังคะต้องแตกพ่ายกระจัดกระจายหลบหนีเข้าป่าไปจนหมดสิ้น

ในขณะที่บางตำนานเล่าว่าเมื่อขุนหลวงวิลังคะเสื่อมวิชาอาคมทรงโทมนัสเสียใจยิ่ง หลบหนีออกจากบ้านเมืองเข้าป่าไป ก่อนที่ท้ายสุดจะประชวรหนักด้วยความตรอมพระทัยจนเสด็จสวรรคต บางตำนานก็ว่าขุนหลวงวิลังคะปลงพระชนม์ชีพของพระองค์เองด้วยการพุ่งเสน้าขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วแอ่นพระอุระรับคมหอกเสน้าที่พุ่งตกลงมา ด้วยความโทมนัสเสียพระทัยที่หมดโอกาสได้ครองรักกับพระนางจามเทวีที่ทรงหมายปอง


ประติมากรรมขุนหลวงวิลังคะในม่านหมอกขาว

อย่างไรก็ตามขุนหลวงวิรังคะได้ทรงสั่งเสียในวาระสุดท้ายให้เสนาอำมาตย์นำพระศพของพระองค์ไปฝังไว้ยังสถานที่สามารถมองเห็นนครหริภุญไชยได้ตลอดไป ขบวนพระศพของขุนหลวงจึงถูกแห่แหนขึ้นสู่บนยอดดอยเพื่อหาสถานที่ซึ่งพระองค์ทรงปรารถนา  ระหว่างทางขบวนเกิดลอดใต้ “เครือเถาหลง” ไม้เลื้อยชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่าหากใครลอดผ่านจะหลงทาง ทำให้ขบวนแห่พลัดพรายกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง นักดนตรีพลัดหลงไปพร้อมกับเครื่องดนตรีของตน กลายเป็นชื่อของยอดเขาต่าง ๆ บนดอย ได้แก่ ดอยฆ้อง ดอยกลอง ดอยฉิ่ง และดอยสว่า แม้แต่โลงพระศพก็ถูกลมพัดจนแมวปลิว (คำว่าแมวในที่นี้ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงที่ร้องเหมียว ๆ นะครับ แต่เป็นภาษาถิ่นหมายถึงฝาครอบประดับโลงศพทำจากไม้ไผ่) กลายเป็นสันเขาที่เรียกว่า “กิ่วแมวปลิว”  

ในท้ายสุดเหล่าเสนามาตย์ผู้หาบหามโลงพระศพของขุนหลวงพากันไต่แนวเขาขึ้นไปทางทิศเหนือ ถึงยอดแห่งหนึ่ง สามารถมองเห็นทิวทัศน์กว้างไกลไปจนถึงนครหริภุญไชย โลงพระศพ (ภาษาท้องถิ่นเรียกโลงว่า “หล้อง”) ก็ได้พลิกคว่ำลงราวกับต้องการแสดงพระราชประสงค์เลือกพื้นที่ตรงนี้เป็นสถานที่ฝังพระศพ ต่อมาจึงเรียกขานกันว่า “ดอยคว่ำหล้อง” และเชื่อกันว่าพระศพและดวงพระวิญญาณของขุนหลวงวิลังคะได้สถิตอยู่ ณ  ยอดดอยแห่งนั้นตราบจนทุกวันนี้

สุวรรณจังโกฏิเจดีย์ (กู่กุด)  วัดจามเทวี

เลียบรอยหริภุญไชย นครกษัตรีย์โฉมงามจามเทวี

            พวกเรามาถึงตัวเมืองลำพูนแผ่นดินหริภุญไชยในอดีตกันเมื่อฟ้าเริ่มมืดลงจนเป็นสีน้ำเงินเข้ม  ระหว่างวนรถไปมานึกได้ว่าวันนี้เป็นวันศุกร์มีตลาดนัดถนนคนเดินเมืองลำพูน เลยต้องขอแวะไปเที่ยวชมเสียหน่อยก่อน เพราะครั้งก่อน ๆ ที่มาไม่เคยตรงวันสักที

บนพื้นที่ถนนคนเดินเมืองลำพูนที่ทอดยาวไปตามแนวกำแพงเมืองเก่าด้านทิศตะวันออกไปจนถึง สำนักงานเทศบาลนครลำพูนครึกครื้นไปด้วยร้านรวงและผู้คน ท่ามกลางแสงไฟสว่างไสวจากโคมกระดาษพื้นบ้านล้านนาหลากสีที่แขวนเรียงรายอยู่เหนือโครงเหล็กทรงโค้ง ลงจากรถมาก็สัมผัสได้ถึงสายลมหนาวที่พัดโชยมาแผ่ว ๆ ช่วยให้บรรยากาศน่าเดินขึ้นเยอะครับ  จากคาดไว้ว่าเมืองลำพูนเป็นเมืองเล็ก ๆ ถนนคนเดินน่าจะค่อนข้างเงียบเหงามีของขายไม่กี่อย่าง ปรากฏว่าตรงกันข้ามเลยทีเดียว 

เดินทอดน่องชมตลาดกันมาเรื่อย จากประตูเมืองเก่ามาถึงหน้าวัดพระธาตุหริภุญชัยจะเป็น สินค้าประเภทเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ของเล่นของที่ระลึกนานาสารพัดชนิด มีตั้งแต่ขนาดใหญ่อย่างเฟอร์นิเจอร์เตียง ตู้ โต๊ะไปจนถึงเล็ก ๆ อย่างพวงกุญแจและสติกเกอร์ แต่ละอย่างล้วนแล้วแต่ชักชวนสตางค์ให้ออกจากกระเป๋าไปอยู่กับพ่อค้าแม่ค้าทั้งนั้น เลยจากหน้าวัดพระธาตุ ฯ มาจะเป็นโซนอาหารการกินซึ่งมีหลากหลายไม่แพ้กัน ตั้งแต่อาหารพื้นเมืองอย่างไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม ข้าวซอย  ไก่ย่างมะแขว่น อาหารมาตรฐานตลาดนัดอย่าง ไก่ย่าง หมูปิ้ง ลูกชิ้นทอด ไปจนถึงอาหารญี่ปุ่นอย่างซูชิ ซาชิมิ ราเม็ง พวกเราเดินไปซื้อโน่นซื้อนี่กินไปอย่างละคำสองคำ รู้สึกตัวอีกทีก็อิ่มพุงแทบแตกแล้วครับ

 ถือว่าประทับใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านทำเลที่ตั้งของถนนคนเดินที่เลียบไปตามแนวกำแพงเมืองเก่า ถ้าลงทุนทำร้านรวงเป็นซุ้มไม้ฉลุลายสไตล์ล้านนาแทนที่ร้านค้าที่เป็นเต็นท์ผ้าใบโครงเหล็ก กับรณรงค์ให้พ่อค้าแม่ค้าช่วยกันแต่งตัวด้วยชุดพื้นเมืองกันอย่างพร้อมเพรียงแทนที่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ฟรีสไตล์อย่างที่เห็นอยู่ จะเกิดเป็นตลาดนัดบรรยากาศโบราณเหมือนกับย้อนยุคไปเมื่อหลายศตวรรษก่อนได้เลย เป็นจุดขายที่ยากจะมีใครเลียนแบบเชียวละครับ  (ยังไม่ทันเข้านอนเลย ฝันเสียแล้ว)

ตลาดนัดถนนคนเดินเมืองลำพูน

เช้าวันรุ่งขึ้นนั่นแหละพวกเราถึงได้เริ่มต้นที่ยวตามรอยตำนานกัน สถานที่สำคัญร่วมสมัยกับนครหริภุญไชยที่ยังหลงเหลืออยู่ให้เห็นในลำพูนแม้จะมีไม่กี่แห่ง ทว่าแต่ละแห่งล้วนแล้วแต่น่าสนใจด้วยความงดงามของศิลปกรรมโบราณแบบหริภุญไชย  เริ่มจากวัดจามเทวี ที่เพียงเดินเข้าประตูวัดก็จะได้จะพบกับ รัตนเจดีย์ เจดีย์แปดเหลี่ยมทรงปราสาทยอดระฆังขนาดย่อม ก่ออิฐฉาบปูน ประดับตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น เรือนธาตุส่วนกลางแต่ละด้านประดิษฐานพระพุทธรูปยืนอยู่ภายในซุ้ม ตกแต่งส่วนมุมทั้งแปดของเรือนธาตุด้วยเสาอิง ถัดขึ้นไปเป็นชั้นซ้อนลดหลั่นกันต่อด้วยองค์ระฆัง น่าเสียดายที่ส่วนยอดหักหายไปไม่สมบูรณ์ แต่ยังนับเป็นเจดีย์แบบหริภุญไชยที่เก่าแก่งดงาม จนไม่อาจเดินผ่านเลยไปได้เฉย ๆ  

 ถัดเข้าไปภายในเป็นสุวรรณจังโกฏิเจดีย์ หรือ “เจดีย์กู่กุด” ที่ชาวบ้านเรียกกัน ตั้งตระหง่านอยู่ เป็นหมุดหมายแรกที่ร่วมสมัยใกล้ชิดเรื่องราวตำนานมากที่สุด ขนาดว่าไม่มาชมไม่ได้ครับ เพราะเป็นเจดีย์ที่พระนางจามเทวีโปรดฯ ให้ช่างที่ทรงนำมาด้วยจากเมืองละโว้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ ๑๒๙๒ ด้วยสถาปัตยกรรมเจดีย์สี่เหลี่ยมทรงปราสาทยอดมีเรือนธาตุซ้อนลดหลั่นกัน ๕ ชั้น แต่ละชั้นทำเป็นซุ้มทั้งสี่ด้าน ประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืนปางประทานพรชั้นละ ๑๒ องค์ รวมทั้งสิ้น ๖๐ องค์ ส่วนยอดที่ทำด้วยทองคำหักหายไปเนิ่นนานแล้ว  ขนาดนี้ยังจัดว่าอลังการงานสร้างมากแม้นับจนถึงปัจจุบัน  เมื่อพระนางจามเทวีเสด็จสวรรคตพระอัฐิของพระนางยังได้ถูกนำมาบรรจุไว้ภายในเจดีย์แห่งนี้ด้วย  

ใจกลางเมืองลำพูนวัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร คือสถานที่ในตำนานอีกแห่ง เพราะสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวงที่ประทับของพระนางจามเทวี อันเป็นสถานที่ฑูตจากขุนหลวงวิลังคะนำขบวนสินสอดขันหมาก ๕๐๐ สาแหวกมาถวายเพื่อสู่ขอพระนางนั่นเอง เนื่องจากตามประวัติระบุว่าบริเวณวัดนี้เคยป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวงที่ประทับของกษํตริย์หริภุญไชยต่อเนื่องกันมาจนกระทั่งถึงรัชสมัยของพระเจ้าอาทิตยราช กษัตริย์องค์ที่ ๓๒ ก่อนที่ใน ปี พ.ศ. ๑๖๐๗ พระเจ้าอาทิตยราชจะทรงพบพระบรมสารีริกธาตุจากโกศที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินในพื้นที่พระราชวัง จึงโปรดฯ ให้สร้างเจดีย์พระธาตุหริภุญชัยขึ้นประดิษฐาน แล้วทรงอุทิศพื้นที่พระราชวังทั้งหมดให้เป็นพระอารามหลวง

เรื่องน่าสนใจอีกอย่างคือองค์เจดีย์พระธาตุหริภุญชัยในสมัยแรกนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบันครับ เนื่องจากในตำนานพระธาตุหริภุญชัยกล่าวไว้ถึงลักษณะเจดีย์ที่พระเจ้าอาทิตยราชทรงสร้างว่า “เป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมทรงปราสาท สูง ๑๒ ศอก มีซุ้มทวารเข้าออกทะลุกันได้ทั้งสี่ด้าน มีปราสาทศิลาแลงสี่เหลี่ยมอยู่มุมละองค์” ฟังดูหน้าตาน่าจะเป็นปราสาทยอดแต่ข้างในมีห้อง คล้าย ๆ โลหะปราสาท หรืออาจคล้ายกับสุวรรณเจดีย์ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ซึ่งเป็นเจดีย์ของพระนางปทุมวดี อัครมเหสีของพระเจ้าอาทิตยราช ทรงสร้างขึ้นให้เป็นคู่กันกับพระสวามีทรงสร้างพระธาตุหริภุญชัย จึงน่าจะสร้างด้วยรูปแบบใกล้เคียงกัน ส่วนองค์พระธาตุหริภุญชัยอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนั้น เมื่อพญามังรายตีเมืองหริภุญไชยได้ในปี พ.ศ ๑๘๒๔ แล้วรวมเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา ได้โปรดฯ ให้ช่างแปลงจากเจดี่ย์สี่เหลี่ยมทรงปราสาทแบบเดิม มาเป็นเจดีย์ทรงระฆังฐานกลมแบบล้านนา (รู้อย่างนี้แล้ว เวลาจินตนาการถึงพระธาตุหริภุญชัยในสมัยโบราณจะได้นึกภาพได้ถูกตามสมัยไงครับ)

กู่ช้าง ที่ฝังช้างภูก่ำงาเขียว

สาย ๆ หน่อยพวกเราจึงค่อยต่อมายังเจดีย์กู่ช้าง ก่อด้วยอิฐแดงตัดกับแนวไม้เขียวรอบข้างเด่นอยู่แต่ไกล  มองไปเห็นนางรำวัยรุ่นในเครื่องแต่งกายแบบล้านนากลุ่มหนึ่งกำลังฟ้อนแก้บนอยู่เบื้องหน้า ดูกระชุ่มกระชวยมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันใดเชียวครับ ดูสาว ๆ ฟ้อนรำอยู่พักใหญ่ค่อยนึกได้ หันมาสนใจกับตัวกู่ช้าง สถูประฆังกลมทรงกระบอกปลายมนคล้ายลอมฟาง ตั้งบนฐานสามชั้น รูปทรงชะลูดแปลกตากว่าเจดีย์ทั่วไป 

ว่ากันว่าที่ต้องสร้างเจดีย์เป็นรูปทรงนี้เนื่องจากภายในบรรจุกระดูกของ“ภูก่ำงาเขียว” คชเศวตช้างศึกคู่บารมีพระนางจามเทวี ที่พระโอรสแฝดของพระนางจามเทวีทรงขับขี่เข้าประจัญบานกองทัพแปดหมื่นชาวลัวะของขุนหลวงวิลังคะจนแตกพ่าย  เนื่องเพราะเป็นช้างที่มีอาถรรพณ์แรงกล้า แม้เมื่อล้ม (ตาย) ลง ส่วนหัวและปลายงาชี้ไปในทิศใด จะก่อให้เกิดภัยพิบัติขึ้นในทิศนั้น ดินฟ้าวิปริตอาเพศ ผู้คนเจ็บป่วยล้มตาย ดังนั้นตอนฝังซากร่างของภูก่ำงาเขียว จึงต้องจัดวางให้ส่วนหัวและงาทั้งสองข้างชี้ขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วค่อยก่ออิฐถือปูนล้อมรอบอีกที เลยออกมาหน้าตาแบบนี้  

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย

ล่วงเข้าเวลาเพลแสงแดดเริ่มจัดจ้า พวกเราจึงมองหาหนทางหลบเลี่ยงเข้าหาร่มเงาและพึ่งพาความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญชัย เป็นทางเลือกที่ดี ได้ข่าวมาว่าเพิ่งจะมีการปรับปรุงใหม่เมื่อเร็ว ๆ นี้ด้วย เข้าไปก็ไม่ผิดหวังครับ โดยเฉพาะห้องจัดแสดงหลักในอาคารชั้นบน โบราณวัตถุที่ส่วนใหญ่เป็นศิลปกรรมสมัยหริภุญไชยแต่ละชิ้นงดงามตระการตาไม่ธรรมดาอยู่แล้ว เสริมด้วยการจัดวาง สาดส่องแสงไฟให้เกิดแสงเงา เติมด้วยมัลติมีเดียสีสันและเสียง ยิ่งอลังการละลานตาล้ำเลอค่าขึ้นไปอีก เดินชมกันเพลินตาเพลินใจ แทบไม่อยากออกมาเลย (แอร์เย็นดีด้วยนั่นแหละเหตุผลสำคัญ)

แต่ไม่ออกก็คงไม่ได้ เพราะบ่ายยังมีสำคัญภารกิจสำคัญอีกอย่างสำหรับการรอยตำนานของพวกเราครั้งนี้ ก็คือตามหากู่พระลบ เจดีย์ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์พุ่งเสน้าครั้งแรกของขุนหลวงวิลังคะ มีตำนานเล่าต่อเนื่องจากเรื่องหลักไว้ว่าเมื่อครั้งขุนหลวงวิลังคะทรงพุ่งเสน้าครั้งแรกมาตกบริเวณนอกกำแพงเมืองฝั่งตะวันตกจนกลายเป็นหนองน้ำ ด้วยพลังของบรรดาภูติผีที่อัดแน่นอยู่ภายในเสน้าทำให้อาณาบริเวณแถบนี้ตกอยู่ในอาถรรพณ์ภูติผี พระฤาษีสุเทวะจึงแนะนำให้พระนางจามเทวีสร้างเจดีย์บรรจุพระเครื่องเพื่อลบล้างพลังของภูติผีที่เป็นอัปมงคลแก่เมือง ไว้ในบริเวณหนองเสน้า เรียกว่า “กู่พระลบ” พระเครื่องที่บรรจุไว้ภายในจึงเรียกกันว่า “พระลบ” หากู่พระลบเจอก็เท่ากับพบหนองเสน้า เพราะสร้างไว้ใกล้กัน

ศาลา "พระลบ" จำลอง บริเวณเคยเป็นที่ตั้งกู่พระลบ

รถพวกเราซอกแซกมาตามซอยเพราะจากการค้นหาข้อมูลพบว่าอยู่ในซอยชื่อวีรทัศน์  เลี้ยวซ้ายตรงคาเฟ่เล็ก ๆ แล่นเลาะมาแนวรั้วบ้านผู้คนเข้าไปจนพบกับลานดินขนาดย่อมแห่งหนึ่งถูกเว้นไว้เป็นช่อง เห็นป้ายข้อความตั้งไว้ว่า “กู่พระรบ”  พากันลงไปดู พบว่ามีศาลาหลังเล็กสีขาวตั้งอยู่ ภายในประดิษฐานพระเครื่องจำลอง “พระลบ” ขยายใหญ่กว่าของจริงที่เป็นองค์เล็กหลายสิบเท่า เดินดูรอบ ๆ แล้วแทบไม่เห็นชิ้นส่วนใดของเจดีย์แม้แต่เศษอิฐ ว่ากันว่าสมัยก่อนมีการลักลอบขุดค้นเจดีย์เอาพระลบไปขาย ขุดหากันครั้งแล้วครั้งเล่าชนิดซากอิฐของเจดีย์ยังป่นเป็นผุยผง จีงไม่แปลกที่แทบไม่เหลือร่องรอย ยังดีอุตส่าห์สร้างเป็นศาลาเป็นที่หมายตาเอาไว้หน่อย ให้พวกเราได้มาเห็นกู่พระลบในตำนาน ส่วนหนองเสน้าก็คงจะอยู่ในรั้วบ้านใครสักหลังแถว ๆ นี้ อย่างไม่ต้องสงสัยครับ

วัดพระยืน หนึ่งในวัดสำคัญสี่มุมเมืองหริภุญไชย

มาแถวนี้แล้วเลยถือโอกาสแวะเข้าไปสักการะ”พระรอดหลวง” หน้าพระประธานในวิหารวัดมหาวัน อันเป็นต้นแบบของ “พระรอด” ลำพูน หนึ่งในพระเครื่องเบญจภาคีที่โด่งดัง เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเดินทางเสียหน่อย ซึ่งตำนานบันทึกไว้ว่าหลังศึกขุนหลวงวิลังคะ พระนางจามเทวีได้ทรงสร้างวัดประจำเมืองขึ้นสี่ทิศรอบพระนครเพื่อเป็น “พุทธปราการ” ป้องกันภูติผีปีศาจและพลังชั่วร้ายให้กับเมือง ได้แก่ วัดมหาวนาราม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ก็คือวัดมหาวันที่เรามา วัดอาพัทธาราม ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ปัจจุบันคือวัดพระคงฤาษี มีตำนานเล่าไว้ว่าตอนสร้างเมืองหริภุญไชย พระฤาษีวาสุเทพใช้ไม้เท้าวาดแผนผังเมืองลำพูนบนลานดินบริเวณวัดนี้ พระนางจามเทวีจึงโปรดให้สร้างพระเจดีย์รูปทรงสี่เหลี่ยม (น่าจะแบบเดียวกับที่วัดจามเทวี)  ขึ้น ณ ลานดังกล่าว แกะสลักเป็นรูปพระฤาษีทั้งสี่ตนที่ร่วมกันสร้างไว้ในซุ้มเจดีย์  ต่อมาเจดีย์ได้พังทลายลงและพบพระเครื่องที่เรียกว่า “พระคง” อีกหนึ่งพระเครื่องชื่อดังของลำพูน วัดมหารัตตารามหรือสังฆาราม ตั้งอยู่ทางทิศใต้ ปัจจุบันคือวัดประตูลี้ เป็นอีกวัดที่มีพระเครื่องชื่อดัง คือ “พระลือ” และ “พระเลี่ยง”

พระรอดหลวงในวิหารวัดมหาวัน

เป็นที่น่าสังเกตว่าวัดที่มีพระเครื่องดังทุกแห่งที่ว่ามาล้วนแล้วแต่ถูกขุดกรุจนไม่เหลือเจดีย์โบราณสมัยหริภุญไชยให้ดู มีแต่ของสร้างใหม่ทั้งวัด คงมีเพียงวัดอรัญญิการาม หรือวัดพระยืน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ไม่ปรากฏว่าพบกรุพระเครื่อง ยังเหลือวิหารกับพระประธานเดิมที่สร้างสมัยพระนางจามเทวี แต่ได้รับการบูรณะในปี ๒๕๓๗  บนผนังวิหารด้านหลังมีภาพวาดพระนางจามเทวีขนาดใหญ่ แม้ไม่ใช่ของโบราณ แต่ก็สวยงามและเข้ากับเรื่องราวในตำนานที่พวกเรามาตามรอยกัน  ถือว่าปิดท้ายในส่วนของหริภุญไชยได้อย่างลงตัวครับ

บรรยากาศภายในวัดสะหลีพันตน

เลาะระมิงคนครเวียงเจ็ดลิน ถิ่นลัวะวิลังคราช

            ยังเช้าอยู่เมื่อรถของพวกเราแล่นลัดเลาะไปตามถนนเล็ก ๆ ขนาดกว้างพอดีรถหนึ่งคัน ลดเลี้ยวไปในกลางท้องทุ่งนากว้างใหญ่ที่เพิ่งจะผ่านการเก็บเกี่ยวไปไม่นาน ในเขตอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่  ก่อนมาหยุดลงตรงบริเวณข้างวัดสะหลีพันตนที่มองไกล ๆ ดูเหมือนเป็นเกาะต้นไม้เขียวครึ้มอยู่กลางทะเลทุ่งนา เข้ามาใกล้ถึงเห็นว่าใต้แนวไม้สูงแน่นทึบจนแสงลอดผ่านได้เพียงรำไรระโยงระยางด้วยกิ่งไม้รากไม้คล้ายป่าดงดิบ ล้อมรอบด้วยแนวกำแพงวัดก่อด้วยอิฐเก่าเขียวด้วยตะไคร่ บางส่วนพังทลายก้อนอิฐลงมากองระเกะระกะ

กำลังยืนเก้ ๆ กัง ๆ กันอยู่ ก็มีเด็กชายตัวน้อยอายุไม่น่าเกิน ๑๐ ขวบคนหนึ่งผมเกลี้ยงเกลาเหมือนเพิ่งสึกจากเณร เข้ามาถามไถ่ว่ามาทำอะไรกัน พอรู้ว่าพวกเรามาเที่ยวตามหาร่องรอยของขุนหลวงวิลังคะ ก็กวักมือพาเดินตรงดิ่งผ่ากลางวัดไปด้านหน้าประตูวัดทางทิศตะวันออก ให้ชมศาลประดิษฐานรูปปั้นขุนหลวงวิลังคะขนาดเท่าคนจริงที่เพิ่งสร้างใหม่ตั้งอยู่ริมกำแพงประตูรั้ว กับศาลเดิมขนาดเล็กทำจากไม้ ถูกปลวกกินเสียหายกองอยู่อีกด้าน 

จากนั้นยังพาพวกเราไปตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศความเขียวครึ้มผสานกับความคร่ำคร่าจนรอบวัด ชี้ชวนชมกองอิฐหักที่อาจเป็นฐานอุโบสถเก่าหรือเจดีย์ ร่องรอยบ่อน้ำโบราณ ตลอดทางเด็กน้อยบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับวัดให้ฟังอย่างคล่องแคล่วเสียงแจ๋ว ๆ ตลอดเวลา จนพวกเราทึ่งว่าไปสรรหาเรื่องราวมาจากไหน ดูแล้วถ้าเอาดีทางมัคคุเทศก์น่าจะอนาคตไกล ใครมาเยือนลองถามหา “น้องขุน” ให้พาเดินนำชมดูครับ รับรองไม่เงียบเหงา

อีกมุมหนึ่งของวัดสะหลีพันตน

“เมื่อพันสามร้อยปีตรงวัดนี้เคยเป็นคุ้มเจ้า ที่อยู่ของขุนหลวงวิลังคะ ชาวบ้านเรียกกันว่า “คุ้มเจ้าลัวะ” หลังท่านสิ้นไปแล้วก็ถูกทิ้งร้างไม่มีใครอยู่ กลายเป็นที่รกร้าง เพราะชาวบ้านถือว่าวังเก่าของเจ้าของนาย ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไป อยู่ไม่ได้มันเรียกว่า “ตกขึด” หลายร้อยปีต่อมามีพระธุดงค์เข้ามาปักกลดอยุ่ในบริเวณคุ้มเจ้าเป็นพันโดยไม่ได้นัดหมาย ต่อมาจึงสร้างเป็นวัดขึ้น ทางเหนือเราเรียกพระเป็นต๋น  พันรูปก็เรียกพันต๋น ชาวบ้านมาทำบุญเรียกกันว่า “วัดพันต๋น” เลยไปตรงนี้อีกหน่อย กิโลฯ กว่า มีแม่น้ำวาง หลังจากนั้นน้ำวางก็หลากมาท่วม ชาวบ้านมาไม่ได้ ทางบ้านพันตนไม่มีวัด ชาวบ้านเลยสร้างวัดทางฝั่งโน้นขึ้นแทน ตรงนี้เลยกลับเป็นวัดร้างอีก ภาษาเมืองเรียก “วัดฮ่างพันต๋น” ร้างนานเป็นร้อยปีเลย ว่ากันว่าผีดุ มีงูเหลือมเท่าต้นซุงอยู่ ต่อมามีพระธุดงค์จากอีสานเป็นสายวิปัสสนาชื่อพระอาจารย์พรเทพ ท่านมาอยู่เกือบ ๒๐ พรรษา มาพัฒนาก่อนที่ท่านจะมรณภาพไป นิมนต์พระมาอยู่ต่อหลายองค์แต่อยู่ไม่ได้ จนพ่อหลวงบ้านพันตน ต้องไปนิมนต์พระอาจารย์วสันต์ ซึ่งเป็นคนบ้านเราที่จำพรรษาอยู่ฝั่งโน้นมาอยู่จนทุกวันนี้ ” แม่ครูจุยจี แก้วพวงทอง อดีตข้าราชการครูเกษียณที่มาปฏิบัติธรรมสวดมนต์ประจำที่วัดเล่าถึงความเป็นมา

ส่วนตำนานที่ผมได้ยินมาเล่าว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดที่พระนางจามเทวีได้ขอให้ขุนหลวงวิลังคะสร้างขึ้น เพื่อให้เลิกนับถือผี แล้วหันมานับถือพระพุทธศาสนาแทน จึงมีอีกชื่อเรียกว่า “วัดพระเจ้าลัวะ” ตกลงเลยไม่รู้ว่ายังไงกันแน่ คงจะต้องรอให้ทางกรมศิลปากรมาทำการขุดสำรวจศึกษาข้อมูลเสียก่อน ถึงจะบอกได้ถึงยุคสมัยที่แท้จริง  ถามจากหลวงพ่อวสันต์เจ้าอาวาสที่ออกมาทักทายให้ศีลให้พรก่อนคณะของเราจะอำลา ท่านตอบว่า “เมื่อก่อนวัดนี้เป็นวัดร้างตกสำรวจ กรมศิลปากรยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน เลยยังไม่ได้มีการมาขุดค้นเก็บข้อมูลหรือบูรณะอะไร ตอนนี้เราก็พยายามอนุรักษ์ เก็บรักษาของเก่าดั้งเดิมเอาไว้ให้ได้มากที่สุด พวกต้นไม้อะไรนี่ก็เก็บเอาไว้ไม่ตัด ไม่ไปก่อสร้างอะไรเพิ่ม...” ฟังดูแล้วท่าคงต้องรออีกนานเหมือนกันครับ กว่าจะมาขึ้นทะเบียน กว่าจะมาขุด กว่าจะศึกษา แต่ไม่เป็นไร ผมรอได้ครับ ไม่รีบ เสร็จเมื่อไหร่ค่อยมาเยี่ยมเยือนกันอีกที (ถ้ายังไม่เกษียณอายุไปเสียก่อนนะ)


ประติมากรรมขุนหลวงวิลังคะ หน้าวัดหัวริน

   ต่อจากนี้ไปบนรายทางพวกเรารู้สึกได้อารมณ์คล้ายกับว่าเป็นทริปชมหลากหลายประติมากรรมขุนหลวงวิลังคะยังไงยังงั้นครับ เพราะผ่านทางไปในหลากหลายชุมชนที่มีเชื้อสายชาวลัวะสืบต่อกันมา จึงมีรูปปั้นขุนหลวงวิลังคะในฐานะวีรบุรุษของชนเผ่าแตกต่างกันออกไป ในอำเภอสันป่าตอง ที่บ้านหัวริน  เราได้เห็นรูปปั้นขุนหลวงวิลังคะถึงสององค์สองแบบอยู่ที่แยกหน้าวัดหัวริน องค์หนึ่งขนาดใหญ่ทรงนั่งอยู่ในด้วยท่วงท่าสบาย ๆ  เหมือนอยู่บ้าน ในศาลาใต้ต้นโพธิ์ใหญ่มาก น่าจะอายุนับร้อยปีขึ้นไปแผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่น อีกองค์ขนาดเล็กอยู่ริมกำแพงวัดในชุดเกราะแบบในภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวร พระหัตถ์ทรงจับด้ามพระแสงดาบเตรียมชักจากฝัก (ไม่ยักเป็นเสน้าแฮะ) ในท่วงท่าพร้อมออกศึก 

ขุนหลวงวิลังคะดีดซึง วัดเมืองก๊ะ

มณฑปขุนหลวงวิลังคะสีทองอร่าม

ในขณะที่อำเภอแม่ริม ที่บ้านเมืองก๊ะ มีเรื่องเล่าว่าหลังจากพ่อขุนหลวงวิลังคะสูญเสียวิชาอาคมและพ่ายแพ้ในการศึกกับหริภุญไชย จึงทรงหนีเข้าป่า ไม่อยากพบหน้าใครอีก แต่ยังมีบริวารชาวลัวะบางส่วนติดสอยห้อยตามมาตั้งถิ่นฐานสร้างเป็นเมืองเล็กๆ เรียกว่า “เมืองก๊ะ” มาจากชื่อของขุนหลวงในสำเนียงแบบเหนือที่ออกเสียงว่า “ขุนหลวงบะลังก๊ะ” ที่หน้าวัดเมืองก๊ะ มีประติมากรรมขุนหลวงวิลังคะถึงสามองค์ด้วยกัน องค์หนึ่งพระวรกายกำยำทาสีดำสนิทตัดด้วยสีทองอยู่ในท่วงท่ากำลังทรงพุ่ง “เสน้า” อยู่ภายในโถงใต้ส่วนฐานของเจดีย์สีทองอร่าม  อีกองค์มีขนาดและลักษณะเดียวกันแค่ฝีมือช่างดูพื้นบ้านกว่า อยู่ในศาลาด้านข้าง แต่ผมชอบที่สุดคือองค์ที่สามอยู่ใต้ต้นยางสูงใหญ่มหึมาเสียดฟ้าในท่วงท่ากำลังทรงไขว่ห้างดีดซึงอย่างสบายอารมณ์ แม้ฝีมือแบบช่างพื้นบ้าน แต่ดูน่ารักน่าเอ็นดูยังก็บอกไม่ถูกครับ

ปู่แสะ ย่าแสะ ในศาล ระหว่างทางขึ้นวัดพระธาตุดอยคำ

เข้ามาถึงอำเภอเมืองเชียงใหม่ พวกเราตรงดิ่งไปยังพระธาตุดอยคำ ตำนานเล่าว่าภูเขาบริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของยักษ์กินคนสามตนพ่อแม่ลูก จับคนในเมืองระมิงคนคร (เวียงเจ็ดลิน )ซึ่งเป็นเมืองของชาวลัวะที่ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำปิงกับดอยอ้อยช้าง (ดอยสุเทพ) กินทุกวัน พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านมาจึงห้ามปรามและแสดงธรรมจนยักษ์ทั้งสามเลื่อมใสสมาทานศีลห้า แต่ขออนุญาตกินมนุษย์ปีละครั้ง แต่ถ้าไม่ได้ก็ขอเป็นสัตว์แทน เจ้าเมืองระมิงคนครจึงนำควายมาเซ่นปีละตัว โดยมีเงื่อนไขว่ายักษ์ทั้งสามต้องปกป้องพระพุทธศาสนาไปจนครบ ๕,๐๐๐ปีและคุ้มครองชาวเมืองให้ปลอดภัย ยักษ์สองตนผัวเมียได้รับมอบหมายจากพระพุทธองค์ให้ดูแลดอยคำและดอยอ้อยช้างจนสิ้นอายุขัย กลายเป็นต้นตระกูลผีของเมืองเชียงใหม่ เรียกกันว่า “ปู่แสะ ย่าแสะ”  ในขณะที่ลูกยักษ์ได้บวชเป็นพระ ก่อนจะลาสิกขาออกมาบำเพ็ญตบะเป็นฤๅษีนามว่าพระฤๅษีสุเทวะ (ซึ่งก็คือหนึ่งในฤๅษีผู้สร้างเมืองหริภุญไชยนั่นเอง)      

 พระเกศาธาตุที่พระพุทธเจ้าได้ประทานแก่ปู่แสะและย่าแสะได้นำขึ้นมาฝังและก่อสถูปครอบไว้บนดอยแห่งนี้ และต่อมาในปี พ.ศ. ๑๒๓๐เจ้าชายมหายศและเจ้าชายอนันตยศ สองพระโอรสฝาแฝดของพระนางจามเทวีได้ขึ้นมาก่อเจดีย์ครอบพระสถูปเกศานั้นไว้อีกชั้นให้ชื่อว่าวัดสุวรรณบรรพต แต่ชาวบ้านเรียกว่า "วัดดอยคำ" ซึ่งปัจจุบันตั้งแต่เช้ายันเย็นนักท่องเที่ยวมากันไม่ขาดสายเพื่อมาขอพระหลวงพ่อทันใจ พวกเรานั้นสนใจบริเวณองค์พระธาตุมากกว่า เพราะเป็นที่ตั้งของเหล่าประติมากรรมบุคคลในตำนานที่เราตามรอยกันไว้อย่างครบครันในอาศรมหรือศาลาแกลบหลังเล็กเรียงรายอยู่โดยรอบ มีทั้งปู่แสะย่าแสะ พระฤาษีสุเทวะ ขุนหลวงวิลังคะ พระนางจามเทวี  บริเวณระเบียงคดยังมีจิตรกรรมบอกเล่าเรื่องราวการส่งทอดพระเกศาธาตุให้ชมด้วย รอจนคนซาแล้วจึงค่อยไปขอพรพระเจ้าทันใจกับเขาเสียหน่อย (แอบมีสายมูนิดหนึ่ง)


มุ่งหน้าไปขึ้นดอยสุเทพผ่านเวียงเจ็ดลินที่ตั้งอยู่เชิงดอย ในตำนานกล่าวถึงว่าเป็นเมืองของขุนหลวงวิลังคะเป็นเมืองของชาวลัวะมาเนิ่นนานมาก ไม่ใช่แค่พันปีแต่ถึงหมื่นปีทีเดียว เพิ่งขุดพบหลักฐานเป็นกำแพงเมืองโบราณอายุกว่าหมื่นปี เมื่อปี ๒๕๕๕ พร้อมแผ่นจารึกตัวเลขของชาวลัวะในลักษณะอักษรรูปลิ่มบนดินเหนียวจากเจดีย์ร้างบริเวณห้วยน้ำรินเชิงดอยสุเทพที่ตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์แล้วมีอายุประมาณ ๘,๐๐๐ - ๑๕,๐๐๐ ปี  อยู่ในระหว่างส่งไปศึกษาวิเคราะห์  ส่วนแถวเวียงเจ็ดลินในตอนนี้ไม่มีร่องรอยของชาวลัวะอื่นใดให้ชม นอกจากประติมากรรมขุนหลวงวิลังคะทรงพุ่งเสน้าภายในวัดโชติกุนสุวรรณารามหรือวัดหมูบุ่น ที่อยู่ในซอยฝั่งตรงข้ามถัดไปไม่ไกล ซึ่งก็เป็นของสมัยปัจจุบัน ไม่ใช่ของโบราณ

ผ่านวัดพระธาตุดอยสุเทพขึ้นไปตามทางลดเลี้ยวผ่านริ้วหมอกขาวจนถึงบริเวณก่อนถึงยอดดอยปุยประมาณ ๒ กิโลเมตร พวกเราต้องลงจากรถเดินในทางดินผ่านแนวป่าสนที่ชุ่มชื้นด้วยไอหมอกไปยังสันกู่ ซากโบราณสถานที่วางตัวอยู่ริมผาในแวดล้อมของแมกไม้ บรรยากาศดูเร้นลับเหมือนอยู่ในมิติกาลเวลาแห่งอดีต รูปทรงสถาปัตยกรรมค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นฐานเจดีย์สี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกันหลายชั้น (แบบสุวรรณจังโกฏเจดีย์) กับแท่นบูชาสี่ทิศ ตามรูปแบบของสถาปัตยกรรมสมัยหริภุญไชย พื้นผิวปกคลุมด้วยเฟินมอสไลเคน การขุดค้นทางโบราณคดีของกรมศิลปากรขพบพระพิมพ์หริภุญไชย มีอายุตั้งแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘  และ ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานกันว่าหลังจากชนะศึกขุนหลวงวิลังคะแล้ว ทางนครหริภุญไชยได้นำพุทธศาสนามาเผยแผ่ในดินแดนของชาวลัวะ  พร้อมทั้งสร้างเจดีย์แบบหริภุญไชยไว้ให้หันมาบูชาบนยอดเขาทดแทนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในลัทธิบูชาผีแต่เดิม

เจดีย์พระธาตุกิตติ หรือ "เจดีย์ขี้ติ" ในตำนาน

 กลับเข้ามาภายในกำแพงเมืองเชียงใหม่เอาตอนเย็น ๆ  เป็นอีกครั้งที่รถของพวกเราต้องมาวนไปเวียนมาอยู่ในซอยกันอยู่พักใหญ่ เพราะเห็นแค่ยอดของจุดหมายคือเจดีย์พระธาตุกิตติ หรือ “เจดีย์ขี้ติ” ในตำนานที่พวกเรามาตามหากัน เด่นสง่าอยู่ไกล ๆ  แต่หาทางเข้าไม่เจอ สุดท้ายจึงพบว่าอยู่ภายในบริเวณของโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ ไม่มีทางเข้าทางอื่นได้ เลยต้องเข้าไปติดต่อที่ห้องธุรการโรงเรียนขออนุญาตเข้าไปชมใกล้ ๆ ด้านใน เห็นเต็มตาก็ถึงกับตะลึง ตึง ตึง ครับ เพราะเหมือนกับพระธาตุหริภุญชัยที่ลำพูนเปี๊ยบ ยังกับอัญเชิญยกมาตั้งไว้เลย แต่สังเกตดี ๆ จะเห็นว่ายอดจะเอนเอียงไปหน่อย ๆเหมือนในตำนานอีกด้วย

 แต่ว่ากันตามความจริงแล้วในสมัยพระนางจามเทวียังไม่มีพระธาตุหริภุญชัยครับ อย่างที่เล่าไปแล้วว่าพระธาตุหริภุญชัยมาสร้างสมัยพระเจ้าอาทิตยราช กษัตริย์องค์ที่ ๓๒ หลังจากรัชสมัยพระนางจามเทวีไกลโขอยู่ แถมพระธาตุหริภุญชัยองค์แรกสร้างก็เป็นเจดีย์เหลี่ยมทรงปราสาทยอดอีกด้วย ไม่ใช่เจดีย์กลมแบบนี้ ข้อมูลจากกรมศิลปากรครั้งมาขุดแต่งเจดีย์พระธาตุกิตติบันทึกไว้ว่าสร้างสมัยล้านนา ตำนานเจดีย์ขี้ติจึงน่าจะแต่งขึ้นสมัยหลังเพื่ออธิบายว่าทำไมถึงมีเจดีย์เหมือนกับพระธาตุหริภุญชัยมาตั้งอยู่ในเมืองเชียงใหม่ได้ แต่ผมเองยอมรับเลยครับว่าความรู้สึกแรกเห็นนั้นมัน “อะเมซิ่ง” มาก จนแทบอยากเชื่อว่าเป็น “เจดีย์ขี้ติ” ที่ขุนหลวงวิลังคะทรงสร้างอย่างในตำนานจริง ๆ

ม่อนแจ่มกับรีสอร์ตสวยเรียงราย

ปลายทางรักนิรันดร์เหนือขุนเขา

            รุ่งเช้าของวันใหม่รถของพวกเราฝ่าอากาศเย็นและหมอกขาวขึ้นสู่ม่อนแจ่มยอดเขาอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในอำเภอแม่ริม แต่จุดหมายที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ “ดอยคว่ำหล้อง” ในตำนาน หรือที่ปัจจุบันเรียกกันว่า “ม่อนล่อง”

                ตอนลงจากรถกันที่ม่อนแจ่มนั้นอากาศยังดูแจ่มใส มองออกไปทางจุดชมวิวเห็นรีสอร์ตหลังสวยเล็ก ๆ เรียงรายเป็นแถวเป็นแนวอยู่บนแนวเขาฟากตรงข้ามในแสงแดดสีทอง ค่าเหมารถสองแถวไปกลับยอดยังม่อนล่องห้าร้อยบาทนั้นฟังดูเหมือนแพงในตอนแรก แต่เมื่อรถแล่นนำพาพวกเรากระเด้งกระดอนไปตามถนนดินขึ้นเขาที่คดเคี้ยว ขรุขระ เต็มไปด้วยหลุมร่องลึกได้พักเดียว ความรู้สึกว่าคุ้มค่าก็เข้ามาแทนที่ ทางวิบากคล้ายยืดระยะทางให้ไกลออกไป แค่สองกิโลฯ กว่า ๆ  แต่เหมือนกับสักยี่สิบกิโลฯ ก็ไม่ปาน ถึงที่หมายได้ถึงกับถอนหายใจโล่งอกกันเลยละครับ

ปัญหาคือม่านหมอกขาวจนห่มคลุมทั่วยอดดอยม่อนล่องในขณะนี้ จนมองทิวทัศน์ไม่เห็นอะไร นอกจากเงาไม้ตะคุ่ม ๆ   ลมก็แรงเสียจนพวกเราไม่กล้าที่จะไปยืนใกล้กับหน้าผา กลัวว่าลมพัดปลิวตกลงไป มีเพียงประติมากรรมขุนหลวงวิลังคะสีทองอร่ามในท่วงท่าทรงพุ่งเสน้าที่ยืนหยัดต้านทานกระแสลมและสายหมอกหลากไหลอย่างไม่หวาดหวั่น  

 แต่ท้ายที่สุดความอดทนของพวกเราก็เป็นฝ่ายชนะ หมอกขาวที่ห่มคลุม ถูกลมพัดจนสลายหายไป ค่อย ๆ เผยให้เห็นทิวเทือกเขาลดหลั่นกันเป็นชั้น ไกลออกไปทีละน้อย  จนสุดสายตา ณ นครหริภุญไชยแห่งพระนางจามเทวี หนึ่งเดียวในดวงใจของขุนหลวงวิลังคะ ที่ดวงพระวิญญาณของพระองค์ได้ทรงเฝ้ามองมาเนิ่นนานกว่าพันปีและตลอดไปตราบนิรันดร์

จุดชมทิวทัศน์ม่อนล่อง มองไปเห็นนครหริภุญไชยอยู่ไกล ๆ