วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ผีไทยในกาลเวลา

 

หลุมฝังศพก่อนประวัติศาสตร์ อุทยานแห่งชาติออบหลวง

ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ เรื่อง สุรพล สุภาวัฒนกุล ภาพ

ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. เดือนตุลาคม ๒๕๖๘

“ผี” ในความหมายอย่างกว้างแต่กระชับที่สุด เท่าที่ผมสรุปเอาเอง คือ “สิ่งที่ไม่ใช่คน อยู่นอกเหนือสภาวะปกติ และอาจบางทีให้คุณให้โทษแก่มนุษย์ตาดำ ๆ อย่างเราได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

ด้วยความที่ไม่ใช่คน อีกทั้งไม่อยู่ในสภาวะปกติ  คาดเดาพฤติกรรมไม่ได้ พูดคุยเจรจากันไม่รู้เรื่อง  “ผี”  จึงมีความน่ากลัวสำหรับคนโดยทั่วไปนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

มาคิดดูแล้วก็แปลกดีพิลึกครับ ตรงที่ทุกชนชาติทั่วโลกต่างล้วนมีความเชื่อเกี่ยวกับ “ผี” แถมยังดัน “กลัวผี” เหมือนกันอีกด้วย

ความกลัวผีนี่แหละที่ทำให้มนุษย์ตั้งแต่สมัยโบราณนานมาคิดค้นสร้างสรรค์ “พิธีกรรม” ต่าง ๆ ขึ้น เพื่อเอาอกเอาใจผี  แสดงให้เห็นถึงความพยายามสื่อสารเจรจาต่อรอง ให้ผีเกิดความพอใจ ดลบันดาลสิ่งดี ๆ ตอบแทน หรือในอีกทางหนึ่งให้ผีหายโกรธเคือง เลิกสร้างความเดือดร้อนเสียหาย แต่ละชนชาติก็มีรูปแบบพิธีกรรมหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไปในแต่ละชุมชน แต่ละท้องถิ่น  แต่ละภูมิภาค ไปจนกระทั่งถึงแต่ละซีกโลก

“ผี” จึงนับเป็นวัฒนธรรมประการหนึ่ง ที่ทุกชาติในโลกล้วนมีเป็นมรดกตกทอดของตนเอง

ประเทศไทยเราก็มีมรดก“ผี” แบบไทย    ซึ่งประวัติความเป็นมายาวไกล ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน นับได้หลายพันปี บ่งบอกชัดเจนว่าผีไทยไม่น้อยหน้าชาติไหนในโลกแน่นอนครับ

หัวกระโหลกในหลุมขุดค้นทางโบราณคดี

ต้นกำเนิดผีไทยยุคก่อนประวัติศาสตร์ ผีธรรมชาติ ผีบรรพบุรุษ

            หากยึดถือตามหลักฐานทางโบราณคดี ต้นกำเนิดของ “ผี”ในประเทศไทยน่าจะต้องมีมาไม่น้อยกว่าสามพันถึงสี่พันกว่าปีมาแล้ว อ้างอิงจากอายุของชั้นดินแรกของหลุมขุดค้นทางโบราณคดีอันถือกันว่าเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย คือที่อำเภอบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี  ซึ่งนอกจากพบภาชนะดินเผาลายเขียนสี ยังพบร่องรอยของการประกอบ “พิธีกรรมฝังศพ”  

                เมื่อมีพิธีกรรมฝังศพ ย่อมแสดงว่าผู้คนในสมัยนั้นมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของโลกหลังความตาย หรือ “ผี” แล้ว นักโบราณคดีเขากันเรียกว่า “ศาสนาผี”ครับ ศาสนานี้ไม่มีความเชื่อเรื่องวิญญาณ การเวียนว่ายตายเกิด และนรกสวรรค์เหมือนศาสนาฮินดูกับพุทธ แต่เชื่อว่าคนมีชีวิตอยู่ได้เพราะ “มิ่ง”กับ “ขวัญ” อยู่ด้วยกัน มิ่งคือร่างกาย ส่วนขวัญนั้นไม่มีตัวตน มองไม่เห็น แต่สามารถออกจากร่างไป “สิง” อยู่ตามข้าวของเครื่องใช้ ต้นไม้ หรือแม้แต่ผู้คนและสัตว์ได้

เมื่อขวัญของใครหนีหายออกจากร่างกายไปที่อื่นจะด้วยเหตุใดก็ตาม เท่ากับขวัญไม่อยู่กับมิ่ง เรียกว่า “ขวัญหาย” ส่งผลให้เกิดป่วยไข้ ต้องทำพิธี “เรียกขวัญ” ถ้าขวัญไม่กลับมาก็จะทำให้คนผู้นั้นถึงแก่ความตายในที่สุด ถึงตอนนี้ มิ่งคือร่างกายของคนตายหรือศพจะเรียกว่า “ซากผี” ส่วนขวัญของคนตายเรียกว่า “ผีขวัญ” ซึ่งจะปใช้ชีวิตประจำวันปกติเหมือนเมื่อยังไม่ตายอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่อยู่บนฟ้ามองไม่เห็น แต่ยังไปมาหาสู่พบปะพูดคุยกับคนเป็นในโลกนี้ได้ผ่าน “พิธีกรรมเข้าทรง”

ด้วยเหตุนี้โดยหลักการแล้ว “ผี” ของศาสนาผีจึงต่างกับ “วิญญาณ” ของศาสนาฮินดูหรือพุทธ เพราะในศาสนาผี ตายแล้วก็ไปเป็นผีในโลกของผีอยู่อย่างนั้น ไม่ได้ไปเกิดใหม่ที่ไหน ในขณะที่ในศาสนาฮินดูหรือพุทธเมื่อตายแล้ววิญญาณจะไปเกิดในภพภูมิใหม่ทันที เวียนว่ายตายเกิดกันต่อไป (สมัยหลัง ๆ ลงมานี่แหละครับ  ใช้คำว่าผีกับวิญญาณปะปนกันมั่ว จนเข้าใจว่าความหมายเป็นอย่างเดียวกัน)  ผีสูงสุดของศาสนาผีคือ “ผีฟ้า” หรือ “ผีแถน”  มีอำนาจเหนือธรรมชาติ เป็นผู้สร้างทุกอย่างในโลกทั้งดินและฟ้า คนเมื่อตายแล้วต้องส่งผีขวัญขึ้นไปเป็น “ผีบรรพบุรุษ” อยู่กับผีแถนบนฟ้า

ลวดลาย "ขวัญ" บนภาชนะดินเผาในหลุมศพ แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อุดรธานี

ในศาสนาผีไม่มีการเผาศพ ทว่ายังคงมีพิธีกรรมเกี่ยวกับศพ แบ่งเป็นสองครั้ง ในครั้งแรกจะมีพิธี “สู่ขวัญ” ตั้งศพเอาไว้ที่บ้านหลายวันหลายคืนเพื่อรอให้ขวัญกลับมา เผื่อว่าจะฟื้น (เชื่อว่าเป็นที่มาของการตั้งศพสวดพระอภิธรรมในปัจจุบัน) จนกระทั่งศพเน่าสนิท เห็นว่าไม่มีทางฟื้นแน่นอนแล้วนั่นแหละครับ จึงทำพิธี “ส่งขวัญ” เพื่อให้ผีขวัญไปอยู่กับผีบรรพบุรุษบนฟ้า เอาศพพร้อมทั้งข้าวของเครื่องใช้ของผู้ตาย (สำหรับให้นำไปใช้สอยในอีกโลกหนึ่ง) ไปฝังดินในบริเวณป่าช้าของหมู่บ้าน (ที่ทางภาคอีสานและเหนือเรียก“ป่าเห้ว” มาจากคำว่า “ป่า” แปลว่า “ย่าน” กับ คำว่า“เรี้ยว” แปลว่า “คนที่ตายไปนานแล้ว” ซึ่งต่อมาเพี้ยนเสียงไปเป็น “เร่ว”และ “เห้ว” ในที่สุด)   

ในการฝังจะสร้างเรือนเล็ก ๆ เรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “เฮือนเห้ว” จำลองจากเรือนจริง ไว้ให้เป็นบ้านใหม่ที่อยู่อาศัยของผีขวัญ คร่อมไว้เหนือหลุมศพ พร้อมทั้งโยง “สายเจิว”เส้นฝ้ายสีขาวจากเรือนจำลองลงไปในหลุม ให้เป็นเส้นนำทางให้ผีขึ้นมาอยู่อาศัยในเรือนใหม่ หลังจากฝังศพไว้นานนับหลายปีจนเหลือแค่โครงกระดูก จึงค่อยถึงเวลาของพิธีศพครั้งที่สอง โดยขุดกระดูกเอาขึ้นมาล้างทำความสะอาดแล้วบรรจุภาชนะดินเผา แล้วเอาภาชนะใส่กระดูกไปทำพิธีฝังอีกครั้งหนึ่งตรงที่เดิมในบริเวณป่าเห้วของหมู่บ้าน ซึ่งมักจะเป็นลานกลางสำหรับประกอบพิธีกรรมบูชาผีแถน ผีบรรพบุรุษ และผีต่าง ๆ ไปพร้อมกันในตัว

ร่องรอยของศาสนาผีปัจจุบันพบเห็นได้ทั่วไป ไปเที่ยวดูกันได้ไม่ยากครับ เพราะส่วนใหญ่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปแล้ว นั่นคือตามหลุมขุดค้นสมัยก่อนประวัติศาสตร์ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย แต่ถ้าจะให้ผมเจาะจงแหล่งน่าชมเป็นพิเศษ คงจะไม่พ้นที่ติดลมบนเป็นระดับมรดกโลกไปแล้ว คือแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ภายในหลุมขุดค้นแสดงให้เห็นทั้งการฝังศพครั้งแรกและครั้งที่สอง เห็นเป็นโครงกระดูกนอนหงายเหยียดยาวท่ามกลางภาชนะดินเผาอุทิศให้ผู้ตาย รวมทั้งภาชนะใสกระดูกในพิธีศพครั้งที่สอง  ความโดดเด่นของบ้านเชียงนั้นอยู่ตรงลวดลายเขียนสีบนภาชนะดินเผาดูเป็นลายเส้นนามธรรม ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเป็นลวดลายแสดงถึง “ขวัญ” ตามความเชื่อในศาสนาผี จึงมีลวดลายและรูปแบบไม่ซ้ำกัน  ยังมีรูปทรงของภาชนะดินเผาหลากหลายน่าสนใจ รวบรวมมาจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นระบบระเบียบอย่างดี  ผมไปเที่ยวทีไรก็เดินดูเพลินทุกทีใช้เวลาเกือบทั้งวันแทบทุกครั้ง

แต่ที่ผมชื่นชอบมากเป็นพิเศษกลับเป็นภาชนะดินเผาบรรจุศพของแหล่งโบราณคดีบ้านเมืองบัว อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ดครับ เพราะรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดดี ลักษณะเป็นภาชนะดินเผาทรงกระบอกยาวก้นโค้ง ๒ ใบ หันปากภาชนะประกบกันวางในแนวนอนเป็นแท่งรีขนาดใหญ่พอสำหรับคนวัยผู้ใหญ่เข้าไปนอนได้ มองดูทันสมัยไฮเทคเหมือน “แคปซูล”  ทั้งที่มีอายุถึงราวสองพันกว่ากว่าปี ก็เลยมีชื่อเรียกกันเล่น ๆ ว่า “แคปซูล” ถือว่าเป็นภาชนะดินเผาบรรจุศพอันโดดเด่นที่สุดของวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์ในแถบทุ่งกุลาร้องไห้เลยทีเดียว ที่สำคัญนักโบราณคดียังว่าเจ้าแคปซูลดินเผาแบบนี้แหละเป็นต้นแบบของวิวัฒนาการมาเป็นโกศบรรจุศพในปัจจุบันอีกต่างหาก น่าเสียดายตรงบริเวณหลุมขุดค้นบ้านเมืองบัวนั้นถูกกลบฝังไปแล้ว ไม่ได้มีการเก็บรักษาเอาไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ให้ศึกษา แต่ภาชนะ “แคปซูล” ปัจจุบันนำไปจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด ใครสนใจผ่านไปแถวนั้นก็แวะเข้าไปเยี่ยมชมกันได้เป็นขวัญตา

โลงผีแมนบนเพิงผาในถ้ำผีแมน อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน

                 โบราณวัตถุอันเนื่องจากพิธีกรรมในศาสนาผียังมีที่เด็ด ๆ อีกอย่างครับ นั่นคือ “โลงผีแมน” สร้างขึ้นเพื่อใช้ในพิธี “ส่งขวัญ” โดยเป็นพาหนะนำพาผีขวัญขึ้นไปอยู่กับผีแถนและผีบรรพบุรุษบนฟ้า ซึ่งเชื่อกันว่าต้องมีสุนัขเป็นผู้นำทางไป (เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงพบโครงกระดูกสุนัขร่วมอยู่กับโครงกระดูกมนุษย์ในหลุมขุดค้นก่อนประวัติศาสตร์หลายแห่ง) เส้นทางไปบนฟ้านั้นเป็นทางน้ำ จึงเป็นสาเหตุของการสร้าง “โลงไม้” ขนาดใหญ่ลักษณะคล้ายเรือเพื่อใช้เป็นพาหนะ โดยใช้ท่อนซุงทั้งต้น ผ่าครึ่งตามแนวยาว ขุดเอาเนื้อไม้ออกให้เป็นช่องตรงกึ่งกลาง  แล้วนำทั้งสองครึ่งประกบกัน ชิ้นล่างเป็นตัวโลง ชิ้นบนใช้เป็นฝาปิดโลง หัวและท้ายโลงมีการแกะสลักเป็นรูปแบบต่าง ๆ  กัน มีทั้งรูปทรงเรขาคณิต รูปสัตว์ ตัวโลงวางพาดบนคานที่รอบรับด้วยเสาไม้  นำไปเก็บรักษาไว้ในถ้ำสูงบนภูเขาหินปูนซึ่งทำหน้าที่เสมือนสุสาน ซึ่งเท่าที่พบล้วนอายุอานามในราวสองพันกว่าปี

ชุมชนโบราณผู้สร้างโลงผีแมนแบบนี้ส่วนใหญ่จะพบอยู่ทางฟากตะวันตกของประเทศไทยครับ โดยเฉพาะภาคเหนือยาวลงไปจนถึงภาคกลางแถบจังหวัดกาญจนบุรี  เนื่องจากต้องมีทรัพยากรสองประการ คือต้องเป็นแหล่งภูเขาหินปูนมีถ้ำสำหรับใช้เป็นสถานที่ทำสุสาน และต้องมีป่าไม้สักอุดมสมบูรณ์เพื่อจะมีซุงใหญ่ใช้ทำโลงได้  ปรากฏว่าบริเวณอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอนถือเป็นแหล่งสำรวจพบสุสานโบราณในศาสนาผีหรือถ้ำโลงผีแมนมากที่สุดในประเทศไทย ว่ากันว่ามีจำนวนถึง ๙๐ แห่งเลยทีเดียว

หินงอกหินย้อยภายใน "ถ้ำเสาหิน"บริเวณถ้ำน้ำลอด จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ถ้ำโลงผีแมนที่ไปเที่ยวชมได้สะดวกและง่ายดายที่สุดคือถ้ำน้ำลอด ในพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มแม่น้ำปาย เพราะมีบริการล่องแพไม้ไผ่พาเข้าไปเที่ยวชมถ้ำต่าง ๆ โดยเฉพาะในถ้ำเสาหิน อันตระการตาไปด้วยประติมากรรมหินงอกหินย้อยอันมหึมารูปทรงแปลกตา ถ้ำตุ๊กตาอันสวยแปลกด้วยหินงอกหินย้อยแลคล้ายตุ๊กตาน้อยใหญ่ตั้งไว้เรียงราย ก่อนจะไปถึงถ้ำผีแมนเป็นจุดสุดท้าย แม้ต้องย่ำขี้ค้างคาวขึ้นบันไดไปชมโลงผีแมนข้างในที่พบกองอยู่สองสามจุด ถือว่ายังไม่ลำบากมากนัก โดยเฉพาะหากเทียบกับถ้ำผีแมนอีกแห่งใกล้กับโรงพยาบาลปางมะผ้า แม้จะอยู่ชิดติดกับถนน แต่ต้องไต่เขาตามความชันขึ้นไปในความร่มรื่นและรกเรื้อของผืนป่าอีกพักใหญ่ ก่อนจะไปถึงโถงถ้ำด้านบนอันเป็นที่ตั้งโลงศพผีแมนกระจายตัวกันใน ๓ คูหา บางส่วนยังอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์  ได้มาเห็นถือว่าคุ้มค่าการออกแรงปีนป่าย

เสาสะก้าง เสาผีประจำหมู่บ้านชาวลัวะ (ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ ภาพ) 

จากการศึกษาล่าสุดจากข้อมูลของถ้ำผีแมนโลงลงรัก ซึ่งพบโครงกระดูกในโลงค่อนข้างสมบูรณ์ มีดีเอ็นเอให้นำไปศึกษาได้ ได้ข้อสรุปว่ากลุ่มชาติพันธุ์ในแถบนี้ที่มีดีเอ็นเอใกล้เคียงกับดีเอ็นเอโบราณที่ปางมะผ้ามากที่สุดคือ “ชาวลัวะ”ครับน่าสนใจตรงชาวลัวะนอกจากจะเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมอาศัยอยู่แถบนี้มานับพันปี บางชุมชนยังคงมีการทำโลงศพจากไม้ซุงแบบเดียวกันกับโลงผีแมนด้วยอีกต่างหาก  อีกทั้งยังเป็นกลุ่มชนที่ในวันนี้ยังนับถือศาสนาผีอยู่ (แม้ว่าจะมีหลายชุมชนเปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์ไปบ้างแล้วก็ตาม) ซึ่งน่าจะเป็นการสืบเนื่องกันมาอย่างไม่ขาดสาย เพราะจากการศึกษาชาวลัวะปัจจุบัน ยังคงมีความเชื่อว่ามีผีสิงสถิตอยู่ในทุกสถานที่ ทั้งผีฟ้า ผีบรรพบุรุษ ผีภูเขา ผีประตูหมู่บ้าน ผีหมู่บ้าน ผีเรือน ผีเตาไฟ ฯลฯ และยังมีพิธีกรรมเกี่ยวกับผีต่าง ๆ อีกมากมาย เล่าในที่นี้คงไม่ไหว เพราะหน้ากระดาษไม่พอ แต่พิธีกรรมของศาสนาผีที่น่าจะมีอิทธิพลสืบทอดมาถึงบ้านเมืองในสมัยหลังค่อนข้างชัดเจน คือ “พิธีตั้งเสาสะก้าง” เสาผีประจำหมู่บ้าน ที่ว่ากันว่าในการตั้งเสาสะก้างครั้งแรกต้องมีการ “ฝังคนเป็น” ลงไปด้วย เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นผีคุ้มครองหมู่บ้าน อาจเป็นต้นเค้าของความเชื่อในสมัยหลังต่อมาว่าต้องหาคนชื่ออิน จัน มั่น คง นำมาฝังในการลงเสาหลักเมืองและประตูเมืองเพื่อให้เป็นผี อารักษ์ก็เป็นได้

เหนือช่องหินผาออบหลวงคือที่ตั้งของหลุมศพก่อนประวัติศาสตร์

มาคราวนี้ผมถือโอกาสแวะเข้าไปดูในอุทยานแห่งชาติออบหลวง จังหวัดเชียงใหม่เสียหน่อย ได้ยินว่ามี เส้นทางเดินเท้าชมดินแดนมนุษย์โบราณ ก็ไม่ผิดหวังครับ ได้เห็นร่องรอยของศาสนาผีเป็นหลุมฝังศพมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ขนาดยาวประมาณ  ๒ เมตร กว้างประมาณ ๗๕ เซนติเมตร อยู่บนภูเขาใกล้กับสะพานทอดข้ามผาหินสูงชันอันเป็นสัญลักษณ์ของออบหลวงนั่นเอง บนลานทำเป็นก้อนหินล้อมวงเอาไว้ ส่วนโครงกระดูกที่ค้นพบภายในหลุมถูกนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่แล้ว บนเพิงผาใกล้กันยังมีสิ่งน่าชมคือภาพเขียนสีบนเพียงผนังถ้ำเขียนด้วยสีขาวและสีแดงเป็นรูปช้าง คน และสัญลักษณ์ต่างๆ ซึ่งถือเป็นภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ภาพแรกที่พบในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน แถมเก่าแก่ถึง ๗,๕๐๐-๘,๕๐๐ ปีเลยทีเดียว

ชิ้นส่วนของโลงหินก่อนประวัติศาสตร์ บ้านวังประจบ จังหวัดตาก

แล้วเลยล่องต่อลงมาที่บ้านวังประจบ จังหวัดตาก เพราะเคยได้ข่าวเมื่อนานแล้วว่ามีการขุดพบ “โลงหินก่อนประวัติศาสตร์” อายุสองพันกว่าปีเป็นแห่งแรกในประเทศไทย เห็นจากในภาพถ่ายลักษณะเป็นหลุมนำแผ่นหินมาปักล้อมเรียงเป็นรูปสี่เหลี่ยมก้นหลุมรองด้วยแผ่นหินใหญ่ แล้วมีแผ่นหินเป็นฝาปิดทับด้านบน ขนาดและรูปทรงคือโลงดี ๆ นี่เอง ผมเองไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเหมือนกันครับ อย่างน้อยต้องขอดูชมให้เห็นเป็นขวัญตาสักหน่อย ทว่าวนเวียนหาอยู่นานไม่เจอ

จนในที่สุดได้ชาวบ้านช่วยขี่มอเตอร์ไซค์นำทางให้ พบว่าอยู่ในบริเวณบ้านของคุณป้านภา วงษ์กล่ำ ตัวโลงหินและหลุมขุดค้นทางโบราณคดีบนลานดินนั้นถูกกลบฝังอยู่ใต้แปลงพืชผักสวนครัวและแปลงดอกไม้ไปแล้ว โชคดียังหลงเหลือแผ่นหินบางส่วนจากโลงให้เห็นพิงอยู่กับศาลไม้ที่ทำพิธีบวงสรวงก่อนขุดค้นโดยกรมศิลปากร ลักษณะเป็นหินชั้นขัดจนเรียบบาง คงเป็นส่วนฝาปิดหรือส่วนรองพื้นด้านใน น่าเสียดายครับที่ไม่ได้จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ชม ทั้งที่เป็นโลงหินพบที่บ้านวังประจบแห่งเดียวในประเทศไทย เห็นเขาว่าในหมู่บ้านเคยมีผุดโผล่ให้เห็นเป็นสิบแห่ง ยังไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับศาสนาผีหรือไม่ ต้องรอให้นักโบราณคดีศึกษากันต่อไป แต่ขึ้นชื่อว่าโลงน่าจะเกี่ยวข้องกับผีอยู่บ้าง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแหละครับ

พระแม่ย่าหรือพระขพุงผี ผู้เป็นใหญ่เหนือเขาหลวงสุโขทัย

 ผียุคประวัติศาสตร์ ผีไทยในร่มเงาพุทธศาสนา

ย่างก้าวแรกเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เริ่มต้นขึ้นเมื่อชุมชนในบริเวณนี้รับเอาอารยธรรมอินเดียจากการติดต่อค้าขาย สำคัญที่สุดคือตัวอักษรซึ่งใช้จดบันทึกเรื่องราว อีกทั้งศาสนา ศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ  เข้ามาผสมผสานกลมกลืนกับวัฒนธรรมความเชื่อพื้นถิ่นที่เคยมีมา พัฒนาขึ้นเป็นรูปแบบวัฒนธรรมใหม่อันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในนาม “ทวารวดี”

ช่วงเวลานี้ศาสนาผีได้หลอมรวมเข้ากับศาสนาพุทธครับ ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีในแถบภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี และอาณาบริเวณโดยรอบ มีการเปลี่ยนแปลงจาก“หินตั้ง” ขนาดใหญ่ใช้รายล้อมกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์ประกอบพิธีกรรมในศาสนาผีอันมีอยู่มากมายให้กลายเป็นใบเสมาในพุทธศาสนา

แต่ศาสนาผีเองไม่ได้หายไปไหนครับ ยังคงแฝงอยู่ในความเชื่อของผู้คนตลอด โดยมาปรากฏร่องรอยในศิลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งกรุงสุโขทัย 

“...มีพระขพุง ผีเทพยดาในเขาอันนั้นเป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ว ไหว้ดีพลีถูก เมืองนี้เที่ยง เมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ดีพลีบ่ถูก ผีในเขาอั้นบ่คุ้มบ่เกรง เมืองนี้หาย...”    

                จากข้อความจะเห็นว่าชาวสุโขทัยซึ่งรับพุทธศาสนามาแล้ว ยังคงนับถือในผี (แถมยังบอกว่ามีผีในเมืองสุโขทัยมากมายอีกต่างหาก) แต่ผีชื่อว่า “พระขพุง” บนภูเขาหลวงศักดิ์สิทธิ์เหมือนเทพยดา ใหญ่กว่าทุกผี บูชาดีผีคุ้มครองเมือง บูชาไม่ดีผีไม่คุ้มครอง ถึงขั้นเมืองหาย ว่างั้นครับ (พิจารณาจากข้อนี้ จะเห็นว่าพระขพุงเป็นผีภูเขาหรือผีธรรมชาติในศาสนาผีชัด ๆ )  ต่อมาได้สำรวจพบเทวรูปสตรีประดิษฐานอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งบนภูเขา (ปัจจุบันคือวัดป่าถ้ำพระแม่ย่า)

คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเป็นประติมากรรมของพระนางเสือง พระราชมารดาที่พ่อขุนรามคำแหงทรงสร้างขึ้น (โดยส่วนตัวผมแล้วคิดว่าไม่น่าใช่ เพราะหากจะสร้าง ทำไมไม่ทรงสร้างเทวรูปพ่อขุนศรีอินทราทิตย์พระราชบิดาด้วย) เป็นไปได้ว่าจะเป็นเทวรูปพระขพุงมากกว่า แสดงว่าพระขพุงเป็น “เจ้าแม่” ผีภูเขาในศาสนาผีอันสืบทอดมา ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลว่าชุมชนในยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นสังคมแบบมีผู้หญิงเป็นผู้นำ (มีหลักฐานจากหลุมขุดค้นบ้านโคกพนมดี อำเภอพนัสนิคมจังหวัดชลบุรี  ที่ขุดพบโครงกระดูกสตรีที่มีเครื่องประดับนับแสนชิ้นอัน แสดงฐานะอันสูงในชุมชน) เนื่องจากในศาสนาผี“ร่างทรง” ที่เป็นผู้ติดต่อและรับพลังจากผีฟ้าหรือผีแถนเป็นผู้หญิง ทางอีสานเรียกว่า “นางเทียม”  ทำให้มีอำนาจในฐานะตัวแทนของผีแถนในการปกครองไปด้วยในตัว

รูปพระแม่ย่าอีกรูปแบบ

 ทางกรุงศรีอยุธยาก็มีเทวรูปสตรีในลักษณะคล้ายกับพระแม่ย่า แต่เรียกว่า “แม่หยัวพระพี่” หรือ “แม่ยั่วพระพี่” เป็น “เจว็ดผีหลวง” คือผีบรรพชนสตรีของอยุธยา ประดิษฐานไว้ในหอมณฑป (หอผี)ในบริเวณพระราชวัง ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลสมัยอยุธยาตอนต้นระบุถึง “พระราชพิธีเบาะพก” หนึ่งในพระราชพิธีสิบสองเดือน ในเดือนแรม ๑๑ ค่ำ กระทำการสมโภชแม่หยัวพระพี่สามวัน ก่อนจัดขบวนแห่เครื่องพิธีมารับ โดยพระมเหสีและแม่หยัวเมืองทั้งหลายต้องมาร่วมกันอัญเชิญรูปแม่หยัวพระพี่ลงจากมณฑป (แสดงถึงศักดิ์อันสูงสุดของแม่หยัวพระพี่) แล้วส่งต่อกันเป็นทอด ๆ ให้ขึ้นประทับบนพระที่นั่งราเชนทรยานเสด็จไปยังมณฑลประกอบพิธี จากนั้นพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงประกอบพิธีกรรมบรรทมด้วยแม่ยั่วพระพี่  เป็นพิธีอันสะท้อนถึงการสืบทอดอำนาจผู้นำจาก “ผี”สตรีในศาสนาผีดั้งเดิม เพื่อสร้างความชอบธรรมในการปกครองบ้านเมืองในสมัยหลัง

   หลักฐานว่าความเชื่อในผีธรรมชาติและผีบรรพบุรุษว่ายังคงอยู่ในสุโขทัย ปรากฏหลักฐานอยู่อีกแห่งในจารึกปู่ขุนจิดขุนจอด (จารึกปู่สบถหลาน) กล่าวถึงบรรดาผีทั้งหลายที่เชิญมาเป็นพยานในการสาบาน มีทั้ง “ผีด้ำ” “ผีเชื้อ” คือผีบรรพบุรุษฝ่ายเมืองน่านและเมืองสุโขทัย ได้แก่ “ผีปู่ผาคำ” “ผีชาวเลือง”  ผีในธรรมชาติ ได้แก่ “ผีเสื้อใหญ่เขาภูคา”(ผีผู้คุ้มครองเขาภูคา)  “ผีเขาผาดานผาแดง” “ผีแฝงแม่พระสักพระสอ” (หมายถึงผีที่สิงอยู่แม่น้ำป่าสักและในภูเขา) “ผีเสื้อทานยอาง” (ผีผู้คุ้มครองธัญญะ คือผีข้าว) “ผีพานสถาน” ( “ผีวนสถาน” คือ ผีป่า) “ผีปู่ชระมื่นหมื่นห้วยแสนดง” (ผีใหญ่น่ากลัวจากที่สิงอยู่ในหมื่นลำห้วยและที่สิงอยู่ในป่าแสนแห่ง) “ผีเจ้าเขาพระขพง” (ผีพระขพุง) “พระศรี ผีบางพระสัก” เรียกว่าอยู่กันครบถ้วนพร้อมหน้าศาสนาผีเลยทีเดียวครับ  มิหนำซ้ำเมื่อกาลผ่านไปนานเข้าผีระดับสูงในศาสนาผีเหล่านี้ก็ได้ “เลื่อนชั้น” เป็นเทวดาในพุทธศาสนาไปไม่น้อย อย่างเช่น ผีแถนกลายเป็นพระอินทร์ ผีเมืองกลายเป็นเทพารักษ์ประจำเมือง ผีต้นไม้กลายเป็นรุกขเทวา เป็นต้น

ตุ๊กตาเสียกบาล หนึ่งในหลักฐานความเชื่อเรื่องผีสมัยสุโขทัย 

ยังมีความเชื่อในศาสนาผีซึ่งสืบทอดมาไม่ขาดสายอีกอย่างครับ คือความเชื่อเรื่องการฝังคนเพื่อให้กลายเป็นผีคุ้มครอง ในช่วงอยุธยาตอนปลาย ปรากฏร่องรอยอยู่ในบันทึกของนายเยเรเมียส ฟาน ฟลีต หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “วันวลิต”  นายห้างชาวฮอลันดาผู้อาศัยอยู่ในกรุงศรีฯ นาน ๑๕ ปี เล่าถึงการเปลี่ยนประตูเมืองใหม่ ๑๗ แห่งของกรุงศรีอยุธยาไว้ว่า พระเจ้าแผ่นดินทรงสั่งให้โยนหญิงมีครรภ์สองคนลงใต้เสาประตูแต่ละเสา รวมใช้หญิงมีครรภ์ทั้งหมดถึง ๖๘ คน และการสร้างตำหนักที่ประทับก็เช่นกัน เสาแต่ละต้นต้องโยนหญิงมีครรภ์ลงไปหนึ่งคน เพราะชาวไทยมีความเชื่อว่าหญิงที่ตายตอนใกล้คลอดจะเป็นผีดุร้ายที่สุด ช่วยปกป้องเสาที่ตนสิงอยู่และช่วยปกป้องบ้านเมืองจากโรคร้ายด้วย

ฝรั่งสมัยนั้นได้อ่านคงจะตกอกตกใจ ว่ากรุงศรีฯ ทำไมโหดร้ายป่าเถือนขนาดนี้  แต่เราคนไทยอ่านปุ๊บก็รู้ปั๊บ ว่าอีตาวันวลิตนี่แกขี้โม้ ใส่สีตีไข่เกินความจริงไปมาก ความจริงอันพอจะเชื่อได้บ้างนิดหน่อยจากเรื่องเล่าของตาฝรั่งคนนี้ก็คือ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายยังมีเรื่องบอกเล่าต่อ ๆ กันมาถึงพิธีกรรมฝังคนเป็นในการลงเสาหลักบ้านหลักเมืองตามแบบศาสนาผี กับความเชื่อเกี่ยวกับผีตายโหง ว่าดุที่สุดคือผีตายทั้งกลม ตาวันวลิตแกเอาทั้งสองเรื่องนี้มา “ยำ” รวมมิตร เขียนให้ฝรั่งพรรคพวกเดียวกันอ่านเอาสนุกตื่นเต้น ถ้าคนไทยสมัยนั้นอ่านภาษาดัตช์ออกแล้วมีโอกาสได้อ่านเรื่องนี้ คงจะขำกันกลิ้งทั้งกรุงศรีฯ  เป็นแน่เลยทีเดียวละครับ


 ผีโลกสมัยใหม่ ผีไทย ผีบันเทิง

            เท่าที่เล่ามาเป็นอันว่าศาสนาผีสามารถผสมกลมกลืนเข้ากับศาสนาพุทธได้เป็นอย่างดีครับ อยู่ด้วยกันมาอย่างยาวนานถึงวันนี้นับรวมกว่าพันปีเข้าไปแล้ว อย่างไรก็ตามในอดีตอันยาวนานที่ผ่านมา การกระทำเกี่ยวข้องกับ “ผี” ก็ยังถือเป็นเรื่องอัปมงคลในสังคมไทย เนื่องเพราะผีเกี่ยวข้องกับความตายและเป็นสิ่งน่ากลัว คนส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากข้องแวะถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ นอกจากในกรณีต้องพึ่งพาอำนาจของผีให้ช่วยทำนายทายทักดวงชะตา รักษาโรคภัยไข้เจ็บ ทำเสน่ห์ยาแฝด และขอหวย นั่นอีกเรื่องหนึ่ง

 แต่ว่าเมื่อมาถึงสมัยปัจจุบันทุกวันนี้ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้กลางคืนสว่างไสวพอ ๆ กับกลางวัน การติดต่อสื่อสารเชื่อมโยงกันทั่วโลกผ่านเส้นใยออปติคไฟเบอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทำให้ความเงียบเหงาวังเวงกลายเป็นสิ่งหายาก  “ผี” ดูเหมือนจะไม่ใชสิ่งน่ากลัวเหมือนเช่นกาลผ่านมาอีกต่อไป เรื่องเกี่ยวกับผีที่เคยเร้นลับ ชวนสงสัย น่าขนพองสยองเกล้า กลายมาเป็นเรื่องบันเทิงสนุกสนาน สร้างความตื่นเต้นระทึกใจ กระตุ้นความสนใจอยากรู้อยากเห็นของผู้คน เรื่องเล่าเกี่ยวกับผี ๆ  ถูกนำมาเสนอในรูปแบบต่าง ๆ  ผ่านทั้งสื่อออฟไลน์และออนไลน์ หนังสือ รายการวิทยุ ละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ คลิปวิดิโอ ซีรี่ส์ หนังสั้นบนแพลตฟอร์มโซเชียลหลากหลายช่องทาง  

                 จุดเริ่มต้นของการนำความเชื่อเรื่องผีมาสู่ความบันเทิงในสังคมไทย อยู่ในกรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา ช่วงเวลานั้นประเทศไทยถือว่าก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ เทคโนโลยีการพิมพ์ที่ก้าวหน้าขึ้น  ประกอบกับความนิยมการเขียนแต่งเรื่องในแบบร้อยแก้ว ทำให้สิ่งพิมพ์เพื่อความบันเทิงเรียกว่า “หนังสืออ่านเล่น”  ถือกำเนิดขึ้น เรื่องผี ๆ เป็นหนึ่งในบรรดาเรื่องราวยอดนิยมที่ถูกนำมาตีพิมพ์เพื่อวัตถุประสงค์นี้ “อำนาจผีปอบ” เรื่องราวสั้น ๆ ของผีปอบตาพวง ตีพิมพ์ในหนังสือวชิรญาณวิเศษ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๕  น่าจะนับเป็นเรื่องผีเพื่อความบันเทิงเรื่องแรก ๆ ของไทย 



               แต่เรื่องผีที่ตีพิมพ์ถัดมาและโด่งดังในระดับตำนาน คือ”ผีแม่นาคพระโขนง” ด้วยเค้าโครงจากเรื่องจริงซึ่งกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓  คือ อำแดงนาคเป็นบุตรขุนศรีนายอำเภอ ได้แต่งงานกับนายชุ่ม นักแสดงโขนตัวทศกัณฐ์ ในคณะของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี บ้านอยู่ปากคลองพระโขนง มีบุตรชายหญิงหลายคน ต่อมาอำแดงนาคคลอดลูกตาย นายชุ่มเอาศพไปฝังที่ป่าช้าวัดมหาบุศย์ ลูกชายหวังทรัพย์สมบัติของบิดา ไม่อยากให้มีภรรยาใหม่ จึงทำอุบายใช้คนไปขว้างปาชาวบ้านที่พายเรือผ่านคลองริมป่าช้าที่ฝังศพอำแดงนาค จนเล่าลือกันว่าผีแม่นาคอาละวาด เพื่อให้ไม่มีหญิงใดกล้ามาแต่งงานใหม่กับนายชุ่ม   

                 บทประพันธ์และสื่อต่าง ๆ ซึ่งตามมาในภายหลังนั่นแหละครับ สร้างแม่นาคพระโขนงให้เป็นผีจริง ๆ ขึ้นมา เริ่มจากละครร้องเรื่อง “อีนากพระโขนง” โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์  จัดแสดงขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ ที่โรงละครปรีดาลัย ริเริ่มสร้างอิทธิ์ฤทธิ์ให้กับผีแม่นาคสามารถยืดแขนได้ สร้างความฮือฮาจนต้องแสดงต่อเนื่องกันถึง ๒๔ รอบ ในขณะนวนิยายเรื่อง “ขุนชาญคดี เล่าเรื่องอีนากพระโขนง” ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกการเมือง พ.ศ.๒๔๗๑-๒๔๗๒ ก็เสริมความพิสดารให้การหลอกหลอนของผีแม่นาค เช่น กล้าหลอกหลอนพระและเณรโดยไม่เกรงผ้าเหลือง เอามือลอดช่องจากใต้ถุนเรือนขึ้นมา ฉุดเรือของชาวบ้าน  เพิ่มดีกรีความน่ากลัวให้ผีแม่นาคขึ้นไปอีกหลายเท่า  

                ยังไม่นับสื่ออื่น ๆ  อย่างบทกลอน ลำตัด ละครวิทยุ  ฯลฯ เหล่านี้ล้วนมีส่วนในการร่วมสร้างเนื้อเรื่องแม่นาคพระโขนงที่เราคุ้นเคย (ซึ่งไม่ตรงกับเรื่องจริง)  คือแม่นาคกับพ่อมากเป็นสามีภรรยาชาวบ้านคู่หนึ่งซึ่งใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาอย่างสงบสุข อยู่มาวันหนึ่งนายมากต้องไปรับราชการเข้าเดือนในพระนครในช่วงที่แม่นาคตั้งครรภ์ เมื่อครบกำหนดคลอดแม่นาคออกลูกตายทั้งกลม แต่เมื่อพ่อมากกลับมา แม่นาคกลับยังปรากฏกายใช้ชีวิตปรนนิบัติสามีเหมือนเดิม ในขณะเดียวกันก็อาละวาดเล่นงานชาวบ้านที่พยายามจะหาทางบอกพ่อมาก เมื่อรู้ความจริง พ่อมากได้หนีไปขอความช่วยเหลือจากพระภิกษุรูปหนึ่ง (บางเรื่องว่าเป็นสมเด็จพุฒาจารย์ โต ) ซึ่งได้ทำพิธีปราบผีแม่นาคด้วยการจับใส่หม้อดินเผาถ่วงน้ำ

                เรื่องของผีแม่นาคพระโขนงนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ โดยหม่อมราชวงศ์อนุศักดิ์ หัสดินทรในชื่อ “นางนาคพระโขนง” และหลังจากนั้นยังมีการสร้างเป็นภาพยนตร์ซ้ำต่อเนื่องกันมาอีกมากกว่า ๓๐ เรื่อง สำหรับตัวผมเอง ได้ดูในโรงภาพยนตร์จริง ๆ คือ “นางนาก” นำแสดงโดยทราย เจริญปุระกับวินัย ไกรบุตร  ที่นนทรีย์ นิมิบุตรเป็นผู้กำกับ (น่าจะประมาณเวอร์ชันที่ ๒๕ ) ซึ่งเป็นการตีความใหม่ ใส่ความสมจริงในอารมณ์ความรู้สึกเพิ่มเติมเข้าไป ทำเอาผู้ที่ได้ชมต่างประทับใจในความรักอันเป็นอมตะของนางนาก ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น นอกจากซื้อตั๋วเข้าไปชมอีกหลายรอบ ยังซื้อหนังสือ วีซีดี เพลง มาเก็บไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย (อินขั้นสุด) เก็บไว้อยู่จนถึงวันนี้

เครื่องทองจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ ต้นตำนานปู่โสมเฝ้าทรัพย์

 “ผีปู่โสมเฝ้าทรัพย์” คืออีกหนึ่งเรื่องราวผีที่สร้างเป็นภาพยนตร์แล้วได้รับความนิยม  เรื่องนี้มีเค้าว่าเป็นแนวคิดตามความเชื่อของศาสนาผีในการฆ่าคนให้เป็นผีอารักษ์  ต่างเพียงแต่เป็นการฆ่าคนเพื่อให้เป็นผีเฝ้าสมบัติแทนเท่านั้น เหตุมาจากความเชื่อกันว่าในสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒  บรรดาขุนนางใหญ่ได้มีการนำทรัพย์สินไปซุกซ่อนฝังดินไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ โดยมีการเขียนเป็นลายแทงไว้  ก่อนจะฆ่าบริวารเพื่อให้เป็นผีตายโหงดุร้ายทำหน้าที่คอยเฝ้าสมบัติเหล่านั้น  เรื่องผีปู่โสมนี้สร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๔๗๖  โดยขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์)

ปรากฏว่าเรื่องนี้ความสนุกไม่ได้อยู่เพียงในจอเท่านั้นครับ เพราะในโลกความเป็นจริงมีคนที่เชื่อเรื่องลายแทงสมบัติกรุงศรีอยุธยาอยู่ไม่น้อย หนึ่งในจำนวนนั้นคือหม่อมเจ้าพีระพงศ์ กาญจนทัต หรือ "ท่านพีระ" นักแข่งรถชื่อดังสมญานาม “เจ้าดาราทอง” เมื่ออยู่อังกฤษได้รับลายแทงโบราณบ่งชี้ขุมทรัพย์ถึง ๓๐๓ แห่งในกรุงเก่า พอเสด็จกลับเมืองไทยในปี พ.ศ.๒๔๙๗ ท่านจึงได้ทำเรื่องขออนุญาตกรมศิลปากรเพื่อขุดค้นอย่างเป็นทางการบริเวณวัดกุฎีดาว ซึ่งในลายแทงระบุว่าฝังไว้ถึง ๑๖ แห่ง โดยใช้เครื่องตรวจหาโลหะแบบที่ใช้ตรวจหาแร่โลหะเพื่อทำเหมือง  การค้นหาดำเนินไป ทว่าได้พบสิ่งของมีค่าเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆเท่านั้น  และในเวลาหนึ่งท่านพีระและสหายชาวต่างชาติได้พบทหารแต่งชุดนักรบโบราณไม่มีหัวมาปรากฏร่างให้เห็น ก่อนที่สหายต่างชาติจะถึงแก่กรรมโดยไม่ทราบสาเหตุหลังจากนั้นไม่นาน ส่วนท่านพีระเองก็ประกอบธุรกิจการค้าล้มเหลว ทั้งสองเรื่องท่านพีระเชื่อว่าเกิดจากคำสาปแช่งของปู่โสมเฝ้าทรัพย์ที่มาปรากฏให้เห็นทั้งสิ้น

 อีกเหตุการณ์ที่เกิดในเวลาไล่เลี่ยกัน ยิ่งทำให้ผู้คนทั่วไปเชื่อเรื่องเรื่องผีปู่โสมเฝ้าทรัพย์มากยิ่งขึ้นก็คือ ข่าวโจรแอบขโมยขุดกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะในราวปี พ.ศ. ๒๕๐๐  ใช้เวลานานถึง ๓ วัน ได้ทรัพย์สมบัติไปมากมายมหาศาล   ทว่าเมื่อลับลอบนำออกมาแล้ว ผู้ที่ร่วมขบวนการนั้นต่างมีอันเป็นไปต่าง ๆ นานา เช่น เสียสติไปรำดาบอยู่กลางตลาด แม้แต่ร้านทองที่รับซื้อทองจากกรุไว้ก็ล้มละลายเลิกกิจการไป  ตำรวจตามไปยึดคืนของกลางที่ขโมยเอาไป ได้คืนมาเพียงบางส่วนราว ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ปัจจุบันจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา  พระนครศรีอยุธยา โดยจัดทำเป็นอาคารนิทรรศการพิเศษเฉพาะเครื่องทองกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ แยกออกมาต่างหากจากวัตถุโบราณอื่น ๆ

นิยายภาพ "กระสือสาว" ผลงานอาจารย์ทวี วิษณุกร 

 ในขณะเดียวกันในทางด้านของสื่อสิ่งพิมพ์ บทประพันธ์เรื่องผี ๆ ของเหม เวชกร ที่เริ่มเขียนตีพิมพ์ออกสู่ท้องตลาด ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๔๗๖ มาจนถึง พ.ศ. ๒๕๑๓ ต่อเนื่องยาวนานถึง ๓๖ ปี นับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงและ เป็นผู้นำที่ส่งอิทธิพลอย่างสำคัญทำให้เกิดบทประพันธ์เรื่องผีอื่น ๆ อีกมากมายในท้องตลาด  รวมทั้งนิยายภาพแนวผีที่เป็นเรื่องยาว หนึ่งในผู้มีผลงานโดดเด่นในกลุ่มนี้คือทวี วิษณุกร ได้สร้างสรรค์เรื่องราวของ “กระสือสาว” จากผีชั้นต่ำเก่าแก่อันปรากฏเพียงชื่อในกฏหมายพระไอยการเบ็ดเส็รจสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นร่วมกันกับผีอีกสามชนิดคือ ฉมบ จะกละ และกระหาง   ออกแบบจินตนาการรูปร่างให้ป็นผู้หญิงที่มีแค่หัวกับไส้ล่องลอยไปในอากาศ  ตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในนิตยสารสำหรับเด็ก “หนูจ๋า”ของสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๑๑ -๒๕๑๖ ได้รับความนิยมอย่างสูงถึงขนาดนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ทันทีที่เขียนจบ นำแสดงโดยสมบัติ เมทะนีและพิสมัย วิไลศักดิ์  ความโด่งดังของภาพยนตร์สงผลให้ผีกระสือที่มีหัวกับไส้ติดตากลายเนภาพจำของคนไทยทั้งประเทศที่มีต่อผีชนิดนี้

ประติมากรรมผีเปรตวัดไผ่โรงวัว จังหวัดสุพรรณบุรี (ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ ภาพ) 

นิยายภาพผีเล่มละบาทที่รุ่งเรืองอยู่ในช่วงปีพ.ศ. ๒๕๒๐-๒๕๓๐  ก็ถือว่าเป็นสิ่งพิมพ์อีกชนิดซึ่งมีส่วนไม่น้อยในการนำเสนอเรื่องราวของผีพื้นบ้านจากในภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศที่เคยรู้จักกันในท้องถิ่น ให้เป็นที่รับรู้กันในวงกว้าง ผมเองยังทันอ่านเหมือนกันในช่วงของความรุ่งเรืองในยุคปลาย ๆ สมัยยังเรียนอยู่ประมาณชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ อ่านแล้วก็กลัวผีครับ แต่ก็ยังอยากจะไปเที่ยวดูผีเปรตวัดไผ่โรงวัว จังหวัดสุพรรณบุรี ที่เขาฮิตไปดูเมืองนรกเมืองสวรรค์กันในช่วงนั้น อีกแห่งที่ได้ยินโฆษณาจากวิทยุที่คุณย่าฟังเป็นประจำคือวัดพืชอุดม จังหวัดปทุมธานี มีเมืองนรกเมืองสวรรค์ให้ดูเหมือนกัน ไม่รู้ว่าใครสร้างก่อนใคร คงไล่เลี่ยกัน น่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแนวผีแห่งแรก ๆ ของไทยเลยก็ว่าได้ครับ  แต่สมัยหลังมานี่เริ่มมีเยอะจนจำไม่หวาดไม่ไหวว่าที่ไหนบ้าง  สร้างกันแทบทุกวัด

ผีตาโม่ ผีเทศกาลท่องเที่ยว จังหวัดเพชรบูรณ์

แต่เดี๋ยวนี้ความนิยมแนวผี ๆ พัฒนาไปมากครับ นอกจากไปเที่ยวดูนรกสวรรค์ หรืองานเทศกาลที่ผีออกมาเดินกันเต็มถนน เช่น ผีตาโขน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย   ผีตาโม่ อำเภอหล่มเก่า  จังหวัดเพชรบูรณ์  (ซึ่งดูแล้วแอบเห็นร่องรอยของศาสนาผีดั้งเดิมที่ยอมรับเอาศาสนาพุทธเข้ามานำหน้า) ยังมีแหล่งท่องเที่ยวประเภทตามรอยละครผี ๆ  อย่างที่บ้านเขียวขุนพิทักษ์บริหาร  ที่อำเภอผักไห่ พระนครศรีอยุธยา โลเคชั่นถ่ายทำภาพยนตร์ เรื่อง “อนงค์  My Boo“  ที่ทำรายได้ทั่วประเทศไปกว่า ๑๕๐ ล้าน และกำลังจะมีภาค ๒ เข้าในเดือนตุลาคมนี้ ร้านอาหารบรรยากาศผี ๆ  ก็มีไม่น้อย (ผมเพิ่งไปกินก๋วยเตี๋ยวโลงผีหมี่เกี๊ยว ใกล้กับโรงเรียนวัดสระเกศ  มาเมื่อไม่กี่วันนี้ อร่อยกว่าก๋วยเตี๋ยวธรรมดาตรงที่นอกจากตกแต่งบรรยากาศรอบร้านด้วยภาพวาดผีแล้ว กล่องใส่ตะเกียบ ใส่เครื่องปรุงบนโต๊ะยังเป็นโลงผีด้วย ที่ใส่ไม่จิ้มฟันก็เป็นโกศทองเหลือง เท่เสียไม่มี  พวกของฝากแบบผี ๆ เอง ก็มีหลากหลาย อาทิ หน้ากากผีบุ้งเต้า ของอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย (มีอยู่ใน อ.ส.ท. ฉบับนี้ด้วยนะ)   

แปลกใจอยู่อย่างเดียวครับ ลองหาดูหลายรอบแล้ว  ไม่เห็นมีที่พักในประเทศไทยแห่งไหนสร้างในสไตล์โรงแรมผีสิบ้างเลย   ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน