แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซ่อม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซ่อม แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เที่ยวดูปราสาทขอม ที่ซ่อมได้

 

ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ เรื่อง สุรพล สุภาวัฒนกุล ภาพ

 ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

             การสู้รบกันตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาช่วงปลายปี ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา ทำให้ “ปราสาทตาควาย” โบราณสถานขอมติดชายแดนซึ่งเคย “โนเนม”มาเนิ่นนาน กลับมีชื่อเสียงขึ้นมาจนรู้จักกันทั่วประเทศ โดยเฉพาะหลังจากการรบรอบแรกทหารกัมพูชาดอดเข้าไปยึดพื้นที่ตั้งบังเกอร์ใช้เป็นฐานที่มั่นในการรุกรานประเทศไทย จนทางฝั่งไทยเราจำใจต้องโจมตีใส่ตัวปราสาท ส่งผลให้พังทลายถล่มลงมากลายเป็นกองหินใหญ่ในการรบรอบที่สอง 

เกิดเป็นคำถามขึ้นมาในหมู่คนไทยผู้รักโบราณสถานโดยทั่วไปอย่างมากมาย ต่างวิตกกังวลกันไปใหญ่โตว่าปราสาทโดนระเบิดพังระเนระนาดชิ้นส่วนกระจัดกระจายขนาดนี้จะมีทางซ่อมแซมให้กลับคืนสภาพดีดังเดิมได้อีท่าไหน เดือดร้อนท่านพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากรต้องออกมายืนยันด้วยตนเองว่า ขอเพียงตัวปราสาทยังตั้งอยู่ในอาณาเขตของประเทศไทย จะยับยู่ยี่ปี้ป่นขนาดไหนก็การันตีว่า “ซ่อมได้” ทุกกรณี  ไม่มีปัญหา

ขนาดนี้แล้วก็ยังมีบางส่วนไม่วายข้องใจ หลายคนเลยครับที่ผมได้ยินมา ยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอยู่ดี  “จะซ่อมด้วยวิธีไหนยังไงกัน ถึงซ่อมได้ก็คงไม่เหมือนเดิม”   แต่สำหรับตัวผมที่เดินทางท่องเที่ยวชมปราสาทขอมมาแล้วนับหลายร้อยแห่งตลอดเวลากว่ายี่สิบปี ได้พบได้เห็นการซ่อมมาครบหมดแล้วทุกรูปแบบ เชื่ออย่างสนิทใจครับว่าซ่อมได้แน่นอน  เพราะรู้ว่าเขามีหลักเกณฑ์ วิธีการ ในการอนุรักษ์อย่างเป็นขั้นตอน เป็นที่ยอมรับกันในระดับนานาชาติ เพื่อให้คุณค่าความเป็นโบราณสถานคงอยู่ครบถ้วน

ปราสาทขอมใหญ่ ๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสภาพสวยงาม  ให้เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ในอดีตล้วนต่างเคยอยู่ในภิณทนาการพังทลายแตกหักเป็นชิ้น ๆ  ผ่านการบูรณะกันมาแล้วทั้งนั้นแหละครับ

ปราสาทหินพิมายปราศจากยอดในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ปีที่เริ่มการบูรณะด้วยกรรมวิธีอนัสติโลซิสเป็นแห่งแรกของประเทศไทย (ชาญ เตชะวณิชย์ ภาพ ) 


นครราชสีมา ปฐมจิ๊กซอว์ศิลา วิมายะปุระ

            ปราสาทหินพิมายยังคงยืนเด่นยอดสูงเสียดฟ้าครามในยามเช้า เมื่อผมเดินผ่านซุ้มประตูโคปุระเข้าสู่บริเวณภายใน  ท่ามกลางนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเดินกันอยู่ขวักไขว่ทั่วอาณาบริเวณ

มหึมาปราสาทขอมขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแห่งนี้มีความสำคัญในทางประวัติศาสตร์คือเป็นหมุดหมายระบุถึงถิ่นฐานเดิมของราชวงศ์มหิธรปุระ “สายพุทธ” ซึ่งเป็นเชื้อสายกษัตริย์ราชวงศ์ “วรมัน” จากอินเดียผสมกลมกลืนกับชาวพื้นถิ่นที่สืบเนื่องมาจากทวารวดีอีสาน มีอำนาจปกครองเมืองอยู่ในแถบตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำมูน บนแผ่นดินราบสูงโคราช ก่อนพระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ จะเสด็จยกทัพจากพิมายไประงับเหตุจลาจลในเมืองพระนครยโสธรปุระ แล้วปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์มหิธรปุระปกครองอาณาจักรขอมโบราณและโปรดฯ ให้สร้างปราสาทหินพิมายขึ้นเป็นศูนย์กลางอย่างโอ่อ่า  ตัดถนนตรงจากเมืองพระนครมายังปราสาทหินพิมายรวมระยะทาง ๒๑๕ กิโลเมตร อันเป็นเหตุให้ปราสาทหินพิมายหันหน้าไปทางทิศใต้ ที่ตั้งของเมืองพระนคร แตกต่างจากปราสาทขอมอื่น ๆ ทั่วไปซึ่งล้วนหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

ส่วนประกอบสถาปัตยกรรมของปราสาทพิมายยังได้กลายเป็น “ไอเดียตั้งต้น” ส่งอิทธิพลให้กับการสร้างปราสาทนครวัดในเมืองพระนครในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเป็น “นาคปัก” ปัจจัยสำคัญอันทำให้เกิดทรงพุ่มของยอดปราสาทอันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของนครวัดขึ้น  “หน้าบัน” และ “ทับหลัง” จำหลักรูปพญานาคแผ่พังพานเรียงรายติดกันเป็นแผ่น  ยังมี “ชาลา” ผังรูปกากบาท รวมถึงการแกะสลักลวดลายประดับปราสาทเป็นภาพจากเรื่องราวมหารามายณะและเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ เหล่านี้ล้วนริเริ่มขึ้นที่พิมายก่อนส่งต่อให้นครวัดทั้งสิ้น

อีกมุมหนึ่งของปราสาทหินพิมายเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๐๗ (ชาญ เตชวณิชย์ ภาพ)

                ย้อนหลังกลับไปเมื่อหกสิบกว่าปีก่อน ปราสาทหินพิมายเคยอยู่ในสภาพพังทลายเกลื่อนกล่นไปด้วยกองหินโดยรอบ ผมเองยังไม่เกิดเลยครับสมัยนั้น แต่ยังทันเห็นภาพถ่ายปราสาทหินพิมายขณะไม่มียอดปราสาท เพราะพังลงมากองอยู่ข้างล่าง ปรากฏอยู่ในสารคดี “เที่ยวเมืองพิมาย” โดยสายสุนีย์ สุขนคร อนุสาร อ.ส.ท. ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๑๑ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๗  (ตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นบูรณะพอดี สังเกตในภาพจะเห็นรอกยกหิน รางรถเข็นเหล็กสำหรับใช้เคลื่อนย้ายชิ้นส่วนหินอยู่ด้วย) กลับมาสมบูรณ์งดงามตระหง่านอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ได้ก็ด้วยกรรมวิธีการอนุรักษ์โบราณสถานที่เรียกว่า “อนัสติโลซิส”ครับ

                กรรมวิธี “อนัสติโลซิส” นั้นปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในยุโรปตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๗๙ จากการใช้ชิ้นส่วนหินที่พังทลายของวิหารไนกี้แห่งเทพีเอเธนามาประกอบขึ้นใหม่ แต่ชื่อ “อนัสติโลซิส” นั้นเริ่มใช้เรียกขานราวปี พ.ศ. ๒๔๔๕ โดยนิโคลาออส บาลานอส สถาปนิกชาวกรีก ผู้รับหน้าที่ดูแลการบูรณะวิหารพาเธนอน และโบราณสถานอื่น ๆ  ในอโครโพลิสใจกลางนครเอเธนส์ ประเทศกรีซ บัญญัติศัพท์ขึ้นจากภาษากรีก สนธิกันระหว่างคำ “อนา” แปลว่า “ข้างบน” กับ “สเตลโล” แปลว่า “แท่งหิน”  แปลว่า “เอาหินกลับไปไว้ข้างบน” รวม ๆ หมายถึง “การบูรณะโบราณสถานหิน ด้วยการนำแท่งหินที่เป็นวัสดุดั้งเดิม กลับไปสู่ที่ตั้งดั้งเดิมข้างบน ด้วยวิธีการก่อสร้างแบบเดิม”  ด้วยเหตุที่โบราณสถานอโครโพลิสนั้นสร้างขึ้นจากหินแทบทั้งหมด กรรมวิธีในการบูรณะรูปแบบ “อนัสติโลซีส” จึงใช้สำหรับการบูรณะโบราณสถานหินโดยเฉพาะ

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แถวบ้านเรา ได้มีการนำกรรมวิธีอนัสติโลซิสมาใช้เป็นครั้งแรกที่อินโดนีเซีย โดยสถาปนิกชาวเนเธอร์แลนด์ ทำการบูรณะสถาปัตยกรรมหินโบราณขนาดใหญ่อย่างมหาเจดีย์ “บุโรพุทโธ” ในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ และเทวาลัยฮินดู “ปรัมบานัน” บนเกาะชวาในปีพ.ศ. ๒๔๕๔  ทั้งสองแห่งมีพัฒนาการไปจากการบูรณะอโครโพลิสที่กรีกอีกขั้น ด้วยการใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กสมัยใหม่เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงซ่อนเอาไว้ภายใน เนื่องจากอินโดนีเซียมีแผ่นดินไหวอยู่เป็นประจำ หลังจากนั้นสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ หน่วยงานซึ่งดูแลการบูรณะโบราณสถานในกัมพูชาได้ส่งสถาปนิกชาวฝรั่งเศสไปเยี่ยมชมดูงานการบูรณะที่อินโดนีเซีย ก่อนจะนำกรรมวิธี “อนัสติโลซิส” กลับมาใช้กับบรรดาเทวาลัยหินในเมืองพระนครบ้างในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ โดยเริ่มทดลองใช้กับปราสาทหลังเล็ก ๆ อย่าง “ปราสาทบันทายสรี” ก่อนเป็นแห่งแรก โดยมีการซ่อนโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กไว้ภายในเช่นกัน เมื่อได้ผลน่าพอใจถึงนำไปใช้บูรณะปราสาทขนาดใหญ่หลังอื่น ๆ ของเมืองพระนครต่อไป

 ในการประชุมของสำนักงานการพิพิธภัณฑ์นานาชาติ (The International Museum Office) ณ ประเทศกรีซ ในปีพ.ศ. ๒๔๗๔  ที่ประชุมกำหนดแนวทางการอนุรักษ์โบราณสถานด้วยกระบวนการใหม่นี้ออกมาเป็น “กฏบัตรเอเธนส์”  ด้วยแนวคิดให้เก็บรูปแบบดั้งเดิมทุกยุคสมัยของโบราณสถานที่ปรากฏอยู่เอาไว้ พร้อมปฏิเสธแนวทางการปฏิสังขรณ์อย่างเต็มรูปแบบ (หรือเรียกง่าย ๆ ว่าบูรณะแบบ “สร้างใหม่” นั่นแหละครับ)  ซึ่งในศตวรรษก่อนหน้านี้เคยนิยมกันมากในยุโรป

ปราสาทหินพิมายในปัจจุบัน ปีพ.ศ. ๒๕๖๘

ส่วนในประเทศไทยของเรานั้น อย่างทีบอกครับ กรมศิลปากรได้ร่วมกับสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศนำ “อนัสติโลซิส” มาใช้ที่ปราสาทหินพิมายเป็นแห่งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ปีเดียวกันกับการประกาศใช้ “กฎบัตรเวนิส” หลักการว่าด้วยการอนุรักษ์โบราณสถานและมรดกวัฒนธรรมของโลก ที่ปรับปรุงมาจากกฏบัตรเอเธนส์อีกที  เพิ่มเติมคือการให้ความสำคัญของโบราณสถานในฐานะเป็นมรดกของมนุษย์ทุกคน จำเป็นต้องรักษาคุณค่านี้ไว้โดยอยู่บนพื้นฐานของการพิสูจน์ความแท้ ไม่ใช่เฉพาะตัวสถาปัตยกรรมเดี่ยว ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบ ห้ามรื้อถอนของเดิม ห้ามการขนย้ายส่วนประกอบของโบราณสถาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความงดงามด้านศิลปกรรมและด้านประวัติศาสตร์ของโบราณสถานจะต้องมาจากวัสดุดั้งเดิมและเป็นของแท้เท่านั้น ห้ามบูรณะด้วยวิธีการปฏิสังขรณ์หรือสร้างใหม่

ถือว่า“เข้าล็อก”เลยครับ สำหรับปราสาทหินพิมาย ด้วยความดั้งเดิมแท้ทรูมากที่สุดเมื่อพิจารณาจากบรรดาปราสาทขอมทั้งหลายในประเทศไทย เนื่องจากสร้างด้วยหินทรายสีขาวซึ่งมีความแกร่งเป็นพิเศษ สภาพความชำรุดหักพังน้อย ทำให้ตัวปราสาทส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพดี มีเพียงส่วนยอดเท่านั้นทลายลงมาทับถมกันเบื้องล่าง เมื่อรื้อกองหินออกมาเลยพบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของปราสาทเกือบครบถ้วน ขาดแค่ส่วนนาคปักไปแค่ไม่กี่ชิ้น ส่งผลให้องค์ประกอบโดยรวมค่อนข้างสมบูรณ์ “เดิมแท้” แทบร้อยเปอร์เซ็นต์  (ตรงตามหลักการอนุรักษ์โบราณสถานทีระบุในกฏบัตรเวนิสเป๊ะ ๆ ครับ )

การบูรณะปราสาทหินพิมายจึงใช้เวลาไม่นานเพียงแค่ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๐๗-๒๕๑๒) ก็แล้วเสร็จสมบูรณ์ ฟื้นคืนความเป็นพุทธสถานในนิกายมหายานเมื่อกว่าพันปีก่อนกลับมาได้อย่างงดงาม ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะบูรณะเฉพาะตัวปราสาทประธานอย่างเดียว เนื่องจากอาคารส่วนประกอบอื่น ๆ โดยรอบ อย่างระเบียงคด รวมถึงปราสาทบริวารสองฟากที่สร้างขึ้นภายหลัง วัสดุดั้งเดิมที่ใช้สร้างต่างจากปราสาทประธาน ไม่ใช่หินทรายชั้นดีที่คงทน จึงเสื่อมสภาพเปื่อยล่อนจนทำให้ไม่สามารถบูรณะด้วยกรรมวิธีอนัสติโลซิส ทำได้แค่ให้คงสภาพอยู่เท่านั้น หากเดินไปตามทางเดินในระเบียงคดจะพบเห็นว่าในส่วนเหล่านี้ใช้วิธีทำโครงเหล็กรับน้ำหนักค้ำยันความมั่นคงเอาไว้

สภาพดั้งเดิมของปราสาทหินพนมวันก่อนการบูรณะ

แต่ไม่ใช่ว่าการบูรณะแบบอนัสติโลซิสจะใช้ได้กับโบราณสถานที่มีชิ้นส่วนดั้งเดิมครบถ้วนได้อย่างเดียวครับ  เนื่องจากยังมีโบราณสถานปรักหักพังอีกจำนวนไม่น้อยซึ่งชิ้นส่วนถูกทำลายหรือถูกเคลื่อนย้ายนำไปใช้ทำอย่างอื่นจนหลงเหลือไม่ครบถ้วน กฎบัตรเวนิสได้ให้แนวทางสำหรับการอนุรักษ์โบราณสถานประเภทนี้ไว้ว่าให้บูรณะด้วยการสร้างขึ้นใหม่(แต่ด้วยกรรมวิธีอนัสติโลซิสเท่านั้น) โดยใช้วัสดุใหม่สร้างชิ้นส่วนที่ขาดหายไปขึ้นทดแทนได้ แต่ต้องทำโดยให้สามารถเห็นและจำแนกได้อย่างชัดเจนว่าชิ้นส่วนไหนเป็นของแท้ดั้งเดิม ชิ้นส่วนไหนเป็นชิ้นส่วนสร้างขึ้นใหม่ภายหลัง                                                                                                       ห่างจากพิมายเพียงราว ๔๐ กิโลเมตร ปราสาทหินพนมวันอีกหมุดหมายภูมิลำเนาของราชวงศ์มหิธรปุระสายพุทธคือโบราณสถานอันได้รับการบูรณะตามเงื่อนไขที่ว่านี้เปี๊ยบเลยครับ  ด้วยเหตุที่ตัวปราสาทสร้างขึ้นและถูกซ่อมเสริมดัดแปลงการใช้งานเป็นศาสนสถานฮินดูบ้างพุทธบ้างหลากยุคหลายสมัย ส่งผลให้ชิ้นส่วนหินต่าง ๆ ของปราสาทถูกทำลายหายสูญไปไม่น้อย ประมาณว่าในราวห้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

สภาพอันสมบูรณ์ของปราสาทหินพนมวันภายหลังใช้ชิ้นส่วนใหม่เข่้าผสมผสาน

ด้วยเหตุนี้การอนุรักษ์ปราสาทแห่งนี้ด้วยกรรมวิธีอนัสติโลซิสในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๒-๒๕๔๐ จึงเป็นแบบ “ครึ่งต่อครึ่ง” คือใช้ชิ้นส่วนเดิมครึ่งหนึ่ง (โดยมากเป็นส่วนครึ่งล่าง) ผสมผสานกับชิ้นส่วนที่สร้างขึ้นจากวัสดุใหม่ (บริเวณส่วนยอดครึ่งบนส่วนใหญ่) บูรณะตัวปราสาทและระเบียงคดโดยรอบจนกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์อีกครั้งได้ในที่สุด แต่เป็นความสมบูรณ์ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากปราสาทหินพิมาย เนื่องจากตัวปราสาทหินพนมวันสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนเลยครับว่าส่วนประกอบตรงไหนเป็นชิ้นส่วนหินทรายดั้งเดิม ส่วนไหนเป็นชิ้นส่วนสร้างขึ้นมาใหม่ เพราะสีสันผิดกันจนสังเกตได้  ถือเป็นการอนุรักษ์ด้วยกรรมวิธีอนัสติโลซิสในอีกสไตล์ ดูแปลกตาน่าตื่นใจไปอีกแบบ ควรแวะมาดูชมเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนฐานมหึมากับชิ้นส่วนรอการบูรณะของปราสาทบ้านบุใหญ่

ชมแล้วหากเกิดอยากเห็นขั้นตอนในระหว่างการบูรณะของกระบวนการอนัสติโลซิสจริง ๆ กับตา ปราสาทบ้านบุใหญ่ ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล แค่ ๔๐ กว่ากิโลฯ ในเขตอำเภอสูงเนิน เป็นอีกจุดหมายควรเข้าไปชมครับ บนลานกว้างซึ่งเคยเป็นเนินดินสูงใหญ่บริเวณหลังโรงเรียนบ้านบุใหญ่ได้มีการขุดค้นทางโบราณคดีโดยกรมศิลปากร พบร่องรอยปราสาทหินขนาดใหญ่ หลังการขุดค้นยังพบชิ้นส่วนอีกมากมาย นำมาตั้งเรียงรายไว้เพียบ มีทั้งหน้าบัน ประตูหลอก และทับหลังของปราสาทสี่ด้าน ซึ่งชิ้นที่วางโชว์ไว้เป็นชิ้นที่ขึ้นรูปเป็นโกลนไว้เพียงคร่าว ๆ  ส่วนอีกสองชิ้นสภาพค่อนข้างสมบูรณ์นำไปจัดแสดงไว้ตรงหน้าที่ทำการอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ตอนผมเข้าไปที่พิมายยังไปหยุดยืนดูอยู่นาน ชิ้นหนึ่งจำหลักเป็นรูปสิงห์คาบท่อนพวงมาลัยในท่ามกลางลวดลายพรรณพฤกษา ทว่าบางส่วนลักษณะเป็นแค่โกลนยังไม่ได้ลงรายละเอียดลวดลาย ก็ดูอาร์ต ๆ ไปอีกแบบ อีกชิ้นหนึ่งจำหลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณกึ่งกลางท่อนพวงมาลัยแวดล้อมด้วยลวดลายพรรณพฤกษาเช่นกันอันเป็นสไตล์ศิลปะขอมในสมัยบาปวนชัดเจน

ส่วนยอดของปราสาทที่ทดลองประกอบจัดแสดงเอาไว้ในบริเวณ

ที่ตั้งปราสาทปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนรื้อออกปรับความมั่นคงของฐานราก เพื่อเตรียมประกอบขึ้นใหม่ด้วยกรรมวิธีอนัสติโลซิส  ชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกวางเรียงไว้อยู่เป็นกอง ๆ ตามตำแหน่ง บางส่วนก็กำลังทดลองประกอบ ทางกรมศิลปากรยังจัดทำป้ายสื่อความหมายระบุข้อมูลเกี่ยวกับปราสาทไว้อย่างครบถ้วน เรียงรายไว้ในลักษณะของนิทรรศการกลางแจ้ง ให้ผู้สนใจกระบวนการอนัสติโลซิสเข้ามาศึกษาหาความรู้เห็นของจริงได้ใกล้ชิดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย  สำหรับคนรักโบราณสถานขอบอกว่าต้องมาดูมาชมเลยครับ เพราะไม่ใช่จะหาที่ไหนได้ง่าย ๆ    

นักท่องเที่ยวปีนป่ายขึ้นไปชมทิวทัศน์บนปราสาทพนมรุ้งที่หักพังเป็นกองหิน (เพ็ญศักดิ์ จักษุจินดา ภาพ )


บุรีรัมย์ วนัมรุง ทวิเลโก้ศิลาอลังการ

            ศิลาทรายสีชมพูนั้นดูไม่ธรรมดา ยิ่งใต้แสงสีทองยามรุ่งอรุณกับทำเลที่ตั้งบนยอดเขา เทวาลัยพนมรุ้งแห่งนี้จึงดูมลังเมลืองเหมือนกับทิพยวิมานละล่องลอยบนสรวงสวรรค์

            แน่นอนว่านายช่างผู้สร้างในสมัยโบราณคงตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นครับ เนื่องเพราะสถาปัตยกรรมงามแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นวิหารสำหรับบูชาพระศิวะ มหาเทพสูงสุดของศาสนาฮินดู ในลัทธิไศวนิกาย จากหลักฐานศิลาจารึกกล่าวว่าภายในปราสาทเคยประดิษฐานรูปศิวลึงค์  ประติมากรรมทองคำ “ศิวนาฏราช” และประติมากรรมพระวิษณุทองคำ ไว้บูชาสักการะ น่าเสียดายว่าไม่รู้หายสูญไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ปัจจุบันอยู่ที่ใด (ไม่แน่อาจไปโผล่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะในต่างประเทศที่ไหนสักแห่งแล้วก็เป็นได้ แค่ยังไม่มีคนไทยไปเห็นไปเจอเท่านั้น) 

               ในขณะพิมายและพนมวันคือถิ่นฐานของราชวงศ์มหิธรปุระ (สายพุทธ) ที่ไปเป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรขอม เช่นพระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ ผู้สร้างปราสาทหินพิมาย และพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ผู้สร้างปราสาทบายนเมืองนครธม พนมรุ้งก็เฉกเช่นเดียวกัน ด้วยเป็นหมุดหมายภูมิลำเนาเดิมของราชวงศ์มหิธรปุระ (สายฮินดู) ที่เสด็จไปเป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรขอม  คือพระเจ้าสุริยะวรมันที่ ๒ ผู้สร้างปราสาทนครวัด หรือ “บรมวิษณุโลก” มหาเทวาลัยในเมืองพระนคร

บนยอดพนมรุ้งนั้นปรากฏร่องรอยการสร้างเป็นเทวาลัยสืบเนื่องมาเนิ่นนานสองสมัยก่อนหน้า สมัยแรกพบซากปราสาทก่ออิฐขนาดเล็กสองหลังสถาปัตยกรรมแบบเกาะแกร์ ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕ หลงเหลือเพียงส่วนฐานและซุ้มประตูคร่ำคร่าอยู่ตรงหน้าปราสาทประธาน สมัยที่สองเป็นปราสาทหินทรายหลังเดี่ยวสถาปัตยกรรมแบบบาปวน (เรียกกันว่าปรางค์น้อย) พุทธศตวรรษที่ ๑๖ ในลักษณะสร้างไม่เสร็จ ยังไม่มียอด  อยู่ทางด้านหลังทางตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนตัวปราสาทประธานพนมรุ้งและอาคารส่วนประกอบต่าง ๆ อันอลังการงานสร้าง เป็นเทวาลัยในยุคที่สาม ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ สถาปัตยกรรมแบบนครวัด สร้างโดยนเรนทราทิตย์ผู้ทรงมีศักดิ์เป็น “หลานตา” ของพระเจ้าสุริยะวรมันที่ ๒ อันโด่งดังนั่นเอง

มณฑปด้านหน้าของปราสาทพนมรุ้งก่อนการบูรณะ  (เพ็ญศักดิ์ จักษุจินดา ภาพ)

 สภาพปราสาทที่เห็นงดงามเด่นสง่าอยู่ในปัจจุบันก็ด้วยผ่านการบูรณะมาแล้วเช่นกันครับ นับเป็นโบราณสถานซึ่งได้รับการอนุรักษ์ด้วยกรรมวิธี “อนัสติโลซิส” แห่งที่สองของประเทศไทย ก่อนหน้านั้นก็เคยตกอยู่ในสภาพปรักหักพัง แถมหนักหนาสาหัสกว่าปราสาทหินพิมายเยอะ เนื่องจากส่วนบนของตัวอาคารทั้งยอดปราสาท อันตราละ และมณฑปหน้า พังทลายลงมาเป็นกองหินแทบทั้งหมด ผมเองก็ไม่ทันหรอกครับ (ยังไม่เกิดเลยตอนนั้น)  แต่ได้เห็นภาพถ่ายในสารคดีเรื่อง “ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง” โดยเพ็ญศักดิ์ จักษุจินดา จากอนุสาร อ.ส.ท. ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๒ ฉบับเดือนกรกฎาคม ๒๕๐๔ เรียกว่าถ้าไม่เขียนบอกไว้ก็ไม่รู้ว่าเป็นปราสาทพนมรุ้ง เพราะแทบไม่เห็นเค้าใดคลับคล้ายคลับคลา

กระบวนการบูรณะต้องถือว่าค่อนข้าง “หิน” ครับ เพราะไม่มีใครรู้ว่ารูปร่างหน้าตาแท้จริงของปราสาทพนมรุ้งเป็นยังไง  มีทางเดียวคือต้องดำเนินการไปตามลำดับขั้นตอนของกระบวนการ “อนัสติโลซิส” นั่นแหละ  ขั้นตอนแรกคือนำชิ้นส่วนหินของปราสาทที่พังทลายตกลงลงมาทับถมกันอยู่ออก ไปกองจัดเรียงไว้เป็นวงโดยรอบปราสาท แล้วทำ “ผังหินหล่น” ใส่หมายเลขรหัสระบุตำแหน่งของหินแต่ละก้อนว่ามาจากตรงไหน ทิศไหน ของปราสาท โดยปกติแล้วหินหล่นจากส่วนยอด ๆ ของปราสาทจะอยู่ไกลออกไปครับ ส่วนหินที่ตกอยู่ใกล้ชิดติดกับปราสาทจะเป็นชิ้นส่วนแถวระดับล่างๆ ลงมา กองแบบแรกนี้เรียกว่า “กองหินหล่น” 

จากนั้นค่อยมารื้อหินจากส่วนฐานของปราสาทที่หลงเหลือสมบูรณ์อยู่ ออกมาจัดเรียงแยกไว้เป็นกองต่างหากอีกส่วน ไม่ให้ปะปนกับกองแรก ที่สำคัญคือต้องจัดทำแผนผังใส่หมายเลขรหัสระบุตำแหน่งเดิมที่รื้อออกมาเอาไว้ เวลาประกอบกลับคืนจะได้ถูกต้อง ไม่ผิดที่ผิดทาง  กองแบบที่สองนี้เรียกว่า “กองหินรื้อ”

 ขั้นตอนต่อไปคือการทดลองนำชิ้นส่วนต่าง ๆ จากกองหินหล่นมาประกอบขึ้นใหม่ ส่วนใหญ่มักเริ่มจากชิ้นส่วนที่มีการแกะสลักเอาไว้ อย่างเช่นหน้าบัน ส่วนยอดปราสาท ทับหลัง  เนื่องจากสามารถใช้ลวดลายเป็นแนวทางในการประกอบแต่ละชิ้นเข้าด้วยกันได้ (ถ้าลายต่อกันได้พอดีแสดงว่ามาถูกทางแล้ว)  คล้าย ๆ กับเล่นภาพต่อจิ๊กซอว์  แต่จะว่าไปก็คล้ายกับการต่อเลโก้อยู่เหมือนกัน เพราะจิ๊กซอว์นั้นเป็นสองมิติ แต่เลโก้นั้นเป็นสามมิติ  (รวมเรียกว่า “จิ๊กโก้” ไปเลยก็แล้วกัน)  อันนี้เป็นงานช้าง ต้องใช้รอก ใช้ปั้นจั่น ช่วยทุ่นแรงในการยกขึ้นประกอบครับ  ชิ้นไหนที่ขาดหายไปก็จัดทำขึ้นโดยใช้หินใหม่เข้าไปทดแทน

เมื่อประกอบลวดลายหรือชิ้นส่วนสำคัญที่เป็นการใช้งานหลัก ๆ ได้สำเร็จ จะทำให้เริ่มรู้ยุคสมัยและลักษณะการใช้งานของสถาปัตยกรรม ว่าเป็นเทวาลัย พุทธาลัย ธรรมศาลา หรืออโรคยาศาล ส่วนชิ้นที่ไม่มีลวดลายเก็บเอาไว้ช่วงท้าย ๆ  พอเหลือน้อยชิ้นแล้ว จะหาตำแหน่งที่ประกอบได้ง่ายขึ้น

คณะนักท่องเที่ยวเดินชมปราสาทพนมรุ้งในปี พ.ศ. ๒๕๑๕

บริเวณที่ตั้งของปราสาทหลังจากรื้อหินออกไปหมดแล้ว ก็ต้องมีการปรับพื้นที่ เสริมความแข็งแรงของส่วนฐานรากให้แข็งแรงมั่นคงเพียงพอจะรับน้ำหนักปราสาททั้งหลังได้ โดยไม่ทรุดเอียงไปทางใดทางหนึ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการพังทลายของปราสาทหินส่วนใหญ่ เนื่องจากปกติชิ้นส่วนต่าง ๆ ของปราสาทหินทั้งหลายนั้นไม่ได้มีการสอปูน เพียงแค่วางซ้อนกันไว้ ใช้น้ำหนักกดทับเป็นตัวยึดเหนี่ยว อย่างมากก็มีแค่เดือยไม้หรือชิ้นโลหะช่วยล็อกเอาไว้อีกที การทรุดเอียงจึงทำให้ชิ้นส่วนหลุดจากกันได้ไม่ยาก เสริมความมั่นคงฐานแล้วก็จัดการวางชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่จัดเรียงไว้ ไล่ไปตามลำดับจากชิ้นส่วนกองหินรื้อ มากองหินหล่นกับหินใหม่ เรียงขึ้นไปทีละชั้นจากส่วนฐานกระทั่งถึงยอด

เมื่อบูรณะตัวสถาปัตยกรรมเรียบร้อย ขั้นตอนสุดท้ายก็คือการคืนสภาพการใช้งานหลักเช่น ปราสาทหินพิมายเป็นพุทธสถาน ก็นำพระพุทธรูปนาคปรกที่เคยอยู่ไปประดิษฐาน ปราสาทหินพิมายเป็นเทวาลัยพระศิวะ ก็นำศิวลึงค์ไปประดิษฐาน  รวมถึงรายละเอียดในส่วนของสภาพแวดล้อม อย่างประติมากรรมตกแต่งต่าง ๆ ทวารบาล  เสานางเรียง สะพานนาค สิงห์เชิงบันได เป็นต้น  จัดใส่ให้ครบถ้วนองค์ประกอบ

 ความปรักหักพังและตัวอาคารโบราณสถานที่ต้องบูรณะในพื้นที่มีจำนวนมาก ทำให้ปราสาทพนมรุ้งใช้เวลารวมถึง ๑๗ ปี (พ.ศ.๒๕๑๔-๒๕๓๑ )ในการบูรณะ รวมทั้งทวงทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์คืนมาไว้ที่เหนือกรอบประตูด้านหน้าปราสาทได้ทันการเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์พอดี กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์งดงาม กระนั้นก็ยังอุตส่าห์มีหลายคนสงสัยว่าบูรณะได้ถูกต้องตามแบบโบราณจริงหรือไม่ ด้วยความที่รูปร่างหน้าตาของปราสาทออกมาไม่เหมือนกับปราสาทขอมอื่นที่ไหน ๆ รวมทั้งไม่มีใครเคยเห็นปราสาทหินพนมรุ้งในสมัยโบราณว่าหน้าตาเป็นยังไงอีกด้วย

  ปราสาทพนมรุ้งในวันนี้ที่ผ่านการบูรณะและจัดวางภูมิทัศน์แวดล้อมอย่างสวยงาม 
                                            

รูปทรงถูกต้องจริงไหม ก็ต้องถูกแหละครับ เพราะตัวสถาปัตยกรรมนั้นถูก “ล็อก” คงที่ด้วยชิ้นส่วนต่าง ๆ อย่างตายตัวอยู่แล้ว ต้องประกอบให้ถูกตำแหน่งถึงจะลงตัว หากไม่มีชิ้นส่วนประเภท “ขอมทำเกิน” หรือ “ขอมทำขาด” ให้เห็น ย่อมแสดงว่าไม่ผิดแน่นอน (พวกที่ชอบเล่นประกอบหุ่นจำลองพลาสติคต่าง ๆ จะเข้าใจข้อนี้ดี)  ส่วนที่ว่าบูรณะออกมาหน้าตาไม่เหมือนปราสาทขอมที่อื่น นั่นเป็นเพราะว่าความจริงแล้วปราสาทพนมรุ้งถูกออกแบบมาให้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวครับ  ไม่เพียงรูปทรงสถาปัตยกรรมของปราสาท ยังรวมไปถึงการตกแต่งประดับประดาตามความเชื่อในทางศาสนาอีกด้วย

เห็นได้จากล่าสุดเมื่อปี ๒๕๖๗ มีการส่งโบราณวัตถุของพนมรุ้งที่เคยนำไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมายคืนมาให้ ความน่าสนใจอยู่ตรงที่มีทั้งประติมากรรมลอยตัวสัตว์พาหนะเทพประจำทิศทั้งแปด (ส่วนองค์เทพที่ประทับอยู่บนหลังสัตว์แต่ละตัวหักหายหรือโดนใครทุบเอาไปก็ไม่รู้) ประติมากรรมลูกบาศก์หินทรายสี่เหลี่ยมแกะสลักด้านบนเป็นดอกบัวบาน ด้านข้างสลักเป็นเทพประจำทิศทั้งแปดเช่นกัน ลักษณะเป็นแท่นสำหรับวางสิ่งของบูชา  รวมทั้งประติมากรรมที่เรียกว่า “ทวารบาล” ยืนหนึ่ง นั่งชันเข่าหนึ่ง

ในความเห็นส่วนตัวของผมรูปทวารบาลที่ว่าน่าจะเป็นเทพมากกว่าครับ เนื่องจากหน้าตาดูเป็นแบบหน้าเทวดา (ปกติทวารบาลมักจะต้องเป็นพวกยักษ์หรืออมนุษย์อื่น ๆ ) หัตถ์ขององค์ยืนคล้ายกับเทวรูปพระวิษณุจตุรภุช (แต่ไม่ได้มีสี่กร) ซึ่งข้างหนึ่งหงายขึ้นถือก้อนดินสื่อความหมายถึงธาตุดิน อีกข้างคว่ำลงอยู่บนไม้เท้า ส่วนองค์นั่งท่วงท่าคลับคล้ายรูปท้าวกุเวร เทพประจำทิศเหนือ ประติมากรรมเหล่านี้น่าจะเคยตั้งล้อมรอบปราสาทประธานอยู่ตามทิศต่าง ๆ  แสดงว่าให้ความสำคัญกับเทพประจำทิศเป็นพิเศษ ในขณะที่ปราสาทขอมอื่น ๆ   มักทำเป็นแค่รูปจำหลักอยู่บนทับหลังแต่ละด้านเท่านั้น เป็นความแปลกแตกต่างซึ่งพบที่พนมรุ้งแห่งเดียว ไม่เคยเห็นที่ไหนอีก ทั้งหมดจัดแสดงอยู่ในห้องนิทรรศการใกล้กับจุดซื้อบัตรเข้าปราสาท  มาเยือนพนมรุ้งทั้งทีไม่ควรพลาดชมจุดนี้ครับ ส่วนใหญ่มักเดินผ่านกันไป เสียดายแทน

ธรรมศาลาปราสาทบ้านบุ บูรณะเสริมด้วยชิ้นส่วนใหม่เช่นกัน

                 ในบุรีรัมย์ยังมีปราสาทขอมซึ่งบูรณะด้วยกรรมวิธีอนัสติโลซิสอีกหลายแห่งที่น่าแวะเข้าไปชม นอกจากปราสาทเมืองต่ำที่ใช้อนัสติโลซิสเฉพาะส่วนโคปุระและระเบียงคด เพราะปราสาทประธานห้าหลังสร้างด้วยอิฐ  ที่ใกล้พนมรุ้งหน่อยก็คือปราสาทกุฏิฤๅษีบ้านโคกเมือง เป็นปราสาท “สุคตาลัย” หอพระประจำอโรคยศาลาหรือสถานพยาบาลสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ นอกจากส่วนทับหลังและกรอบประตูหน้าต่างที่เป็นหินทรายแกะสลักลวดลาย ตัวปราสาทสร้างจากศิลาแลงแทบทั้งหลังจึงบูรณะด้วยการผสมผสานชิ้นส่วนศิลาแลงใหม่จนอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เช่นเดียวกันกับปราสาทบ้านบุ ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณโรงเรียนบ้านบุวิทยาสรรค์ แตกต่างกันเพียงแค่รูปแบบสถาปัตยกรรม เพราะปราสาทบ้านบุเป็น “วหนิคฤหะ” หรือธรรมศาลา ที่พักผู้เดินทางบนเส้นทางราชมรรคา สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ลักษณะเป็นปราสาทโถงยาวมีช่องหน้าต่างเรียงราย

ปราสาทปลายบัด ๑ บูรณะแบบไม่มียอดเนื่องจากของเดิมก็สร้างไม่เสร็จ (ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ ภาพ) 

แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือปราสาทปลายบัด บนยอดเขาปลายบัด นอกจากจะต้องเดินป่าด้วยเท้าขึ้นเขาไปชมแบบพอได้เหงื่อ ตัวปราสาทยังมีปริศนาท้าทาย เนื่องจากปราสาทสถาปัตยกรรมบาปวนแบบเดียวกันรุ่นราวคราวเดียวกันนี้ พบในบุรีรัมย์อยู่สามแห่ง (ปรางค์น้อยบนพนมรุ้ง ปราสาทเขากระโดง และปราสาทปลายบัด)  แต่ละแห่งล้วนอยู่บนยอดเขา และทุกแห่งไม่มียอด เนื่องจากสร้างไม่เสร็จมาตั้งแต่โบราณ การบูรณะจึงยังต้องคงปล่อยให้ไม่มียอดอยู่ยังงั้น เพราะคือหลักฐานที่เป็นประเด็นปริศนาสำคัญให้นักวิชาการต้องพากันสืบค้นหาเรื่องราวในประวัติศาสตร์มาอธิบายกันต่อไป

ปราสาทบ้านพลวงเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ 

สุรินทร์ นานาปราสาทอิฐ

หลุมหลบภัยขนาดใหญ่คลุมพรางตาด้วยด้วยสแลนพบเห็นได้ตามรายทางบริเวณชุมชนใกล้ชายแดนในเขตจังหวัดสุรินทร์บ่งบอกถึงสถานการณ์สู้รบที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน แน่นอนครับว่ากลุ่มปราสาทตาเมือนธมรวมถึงปราสาทตาควายที่อยู่ในเขตปะทะในช่วงเวลานี้ยังไม่อนุญาตให้เข้าไปเที่ยวชม ผมกับพลพรรคจึงเกร่ไปหาดูปราสาทขอมอื่น ๆ ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์แทนซึ่งยังมีน่าสนใจอีกหลายแห่ง

ที่ปราสาทบ้านพลวง ในอำเภอปราสาท ผมเคยเห็นภาพถ่ายเก่าจากสารคดี “เที่ยวเมืองสุรินทร์”  โดย พันเอกดำเนิร เลขะกุล ในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ สภาพเอนเอียงกระเท่เร่จมดินอยู่ชายป่า ต่างกับวันนี้บูรณะแล้ว (ด้วยกรรมวิธีอนัสติโลซิสนั่นแหละครับ) ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนฐานสูง เป็นปราสาทหินสมัยบาปวนเช่นเดียวกับในบุรีรัมย์อีกสามแห่ง จุดเด่นอยู่ตรงที่ไม่มียอด เพราะสร้างไม่เสร็จอีกเหมือนกัน   ในขณะที่ปราสาทจอมพระ ในอำเภอจอมพระเป็นปราสาท “สุคตาลัย” หรือหอพระประจำอโรคยศาลา แม้สร้างด้วยศิลาแลงแต่ปราสาทประธานไม่ได้มีการเสริมด้วยวัสดุใหม่ให้สมบูรณ์  ยังคงรักษาสภาพเท่าที่เหลือเอาไว้ อาจจะอยู่ระหว่างรอประกอบชิ้นส่วนเก่าเพิ่มเติม เพราะเห็นนอกแนวกำแพงมีกองศิลาแลงเรียงรายเป็นระเบียบ บางส่วนทดลองประกอบเอาไว้

ปราสาทบ้านพลวงในปัจจุบันปีพ.ศ. ๒๕๖๘

 แวะมาปราสาทศีขรภูมิหรือปราสาทบ้านระแงง ไม่ได้บูรณะด้วยอนัสติโลซิสเพราะเป็นเทวาลัยอิฐเรียงรายห้าหลังบนฐานใหญ่ ไฮไลต์อยู่ที่ทับหลัง “มหาเทพชุมนุม” หน้าปราสาทประธาน เป็นภาพพระศิวนาฏราชสิบกร ทรงฟ้อนรำอยู่เหนือเกียรติมุขภายใต้วงโค้งลายท่อนมาลัย รายล้อมไปด้วยภาพพระคเณศ พระพรหม พระวิษณุ และพระอุมา เป็นทับหลังที่แปลกและสมบูรณ์ ตระการตาที่สุดชิ้นหนึ่งในบรรดาปราสาทขอมในประเทศไทย บนเสากรอบประตูด้านข้างเป็นทวารบาลยืนกุมกระบอง  ส่วนด้านหน้าสลักเป็นรูปนางอัปสรถือดอกบัว ลักษณะคล้ายกับนางอัปสรที่ปราสาทนครวัดในกัมพูชา แห่งเดียวในประเทศไทย

ปราสาทศีขรภูมิเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ในสภาพเดิมก่อนการบูรณะ (พิชัย น้อยวัฒน์ ภาพ)

ถึงตรงนี้ไม่มีปราสาทหินที่บูรณะด้วยกรรมวิธีอนัสติโลซิสให้ชมแล้ว แต่ยังพอมีเวลาเหลือ ผมกับพวกเลยพากันตระเวนชมปราสาทขอมย่อยซึ่งส่วนใหญ่เป็นปราสาทอิฐบนรายทางพอเพลิน ๆ กันไปครับ ปราสาทบ้านอนันต์ ในวัดบ้านอนันต์นั้นยังคงสภาพหักพังรกร้าง เหลือทับหลังพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณแบบบาปวนให้ชมอยู่หนึ่งชิ้น ปราสาทเมืองที ปราสาทห้าหลังที่พังทลายเหลือสามหลังถูกดัดแปลงเป็นพระธาตุอีสานในสมัยอยุธยาตอนปลาย คล้าย ๆ กับที่ปราสาทตระเปียงเตียซึ่งเป็นปราสาทหลังเดี่ยวอยู่ถัดมาไม่ไกล ส่วนที่ปราสาทหมื่นชัยหรือปราสาทมีชัย ตัวปราสาทก่ออิฐพังทลายเหลือผนังสองฟากเป็นรูปตัวยู ค้ำยันอยู่ในโครงเหล็กใหญ่ บนลานกว้างหน้าประตูมีอิฐใหม่กองเรียงเอาไว้เป็นระเบียบ น่าจะกำลังเตรียมการบูรณะในเร็ววัน

ปราสาทศีขรภูมิในปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๖๘

ปราสาทอิฐเหล่านี้ไม่สามารถใช้กรรมวิธี “อนัสติโลซิส” รื้อออกมาประกอบใหม่เหมือนกับปราสาทหินครับ ส่วนใหญ่ทำการอนุรักษ์ด้วยการเสริมความมั่นคงให้กับส่วนที่เหลืออยู่เท่าที่ทำได้ตามความเหมาะสมมากกว่า โดยในส่วนฐานรากที่ทรุดพัง ในส่วนทีทรุดน้อยก็รื้อศิลาแลงออกแล้วเรียงใหม่ จัดให้เข้ามุมฉากในรูปแบบเดิม หากทรุดมากจะใช้วิธีรื้อฐานศิลาแลงตรงส่วนทรุดออก เทคอนกรีตเสริมฐานราก แล้วเรียงศิลาแลงกลับเข้าที่เดิม 

ในขณะที่ส่วนของตัวปราสาทมักใช้วิธีเสริมความแข็งแรงให้โครงสร้างโดยเสริมคานคอนกรีตไว้ภายใน ส่วนหลังคาที่พังทลายเกิดเป็นช่องมักใช้แผ่นคอนกรีตปิดไว้ชั้นหนึ่งก่อน แล้วค่อยเรียงอิฐปิดทับอีกชั้นหนึ่ง หากมีส่วนผนังอิฐที่ขึ้นราหรือเสื่อมสภาพ ก็รื้อเฉพาะส่วนนั้นมาทำความสะอาดแล้วก่อกลับเข้าไปที่เดิม โดยอาจใช้อิฐใหม่เสริมส่วนของอิฐเก่าหมดสภาพการใช้งาน หากส่วนประกอบร่วงหล่นลงมาเช่น ทับหลังหรือกรอบประตู จะหล่อคานคอนกรีตรับน้ำหนัก ในกรณีที่ไม่มีเสาเดิมเหลืออยู่จะสลักหินเป็นเสาแปดเหลี่ยมรองรับ แล้วยกขึ้นกลับไปติดตั้งที่เดิม

ปราสาทหมื่นชัยหรือมีชัยในโครงเหล็กค้ำยัน

แต่ก็เป็นไปได้ครับว่าอนาคตอันใกล้ปราสาทอิฐเหล่านี้อาจกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ได้ เหมือนกับปราสาทหินที่บุรณะด้วยกรรมวิธี “อนัสติโลซิส”  เช่นกัน เนื่องจากแนวทางในการอนุรักษ์โบราณสถานในลักษณะของการใช้วัสดุใหม่มาสร้างขึ้นใหม่ได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยใน “กฏบัตรนารา” ซึ่งประกาศในการประชุม ณ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ระบุนิยามความเป็น “โบราณสถานของแท้” ไว้ว่า “...ความเป็นของแท้นั้นขึ้นอยู่กับธรรมชาติของมรดกทางวัฒนธรรมและบริบททางวัฒนธรรม ที่นำเสนอในรูปแบบหลากหลาย ได้แก่ รูปทรง แนวคิดในการออกแบบ วัสดุ การใช้งาน ประโยชน์ใช้สอย ประเพณี เทคนิค สถานที่ตั้ง และสภาพโดยรอบ จิตวิญญาณ และความรู้สึก อาคารใด ๆ ก็ตาม จะยังรักษาความเป็น “ของแท้” เอาไว้ได้ หากสร้างคืนในรูปลักษณ์เดิม ขนาดเดิม ด้วยวัสดุเดิม โดยตั้งอยู่ที่เดิม ก็ถือว่าใช้ได้...”

ด้วยแนวคิดนี้ โบราณสถานต่าง ๆ ที่ถูกทำลาย (รวมทั้งปราสาทตาควายที่โดนระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ)  ก็สามารถกลับมามีคุณค่าความเป็นโบราณสถาน “ของแท้” อย่างสมบูรณ์ได้ หากสร้างบนที่ตั้งเดิม ในรูปลักษณ์เดิม ขนาดเดิม โดยใช้วัสดุชนิดเดิม  

ยิ่งพิจารณาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน ที่มีระบบ โฟโตแกรมเมตรี  (Photogrammetry)  สามารถถ่ายภาพเพื่อการรังวัดและสร้างแบบจำลองสามมิติด้วยระบบดิจิทัล ที่ได้ความถูกต้องเที่ยงตรงของระยะมากที่สุด นำภาพหลายๆ ภาพจากตำแหน่งกล้องต่างๆ เข้าด้วยกัน  รวมทั้งนำชิ้นส่วนแต่ละชิ้นที่แตกหักเสียหายมาสแกน ทำให้สามารถทดลองประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันในคอมพิวเตอร์  นำไปประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอสร้างป็นภาพแบบจำลองสามมิติขึ้นมาได้ใหม่อย่าง่ายดาย การสร้างโบราณสถานขึ้นมาใหม่ให้เหมือนเดิมเปี๊ยบจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปครับ