แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำตกผาหลวง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำตกผาหลวง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เพลินบุปผาสะพรั่งไพร บนสามลานหินทรายอุบลราชธานี

ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ เรื่อง สุรพล สุภาวัฒนกุล ภาพ

ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ธันวาคม ๒๕๖๘

                ในผืนป่าเต็งรังกว้างใหญ่ ยามนี้บนลานหินทรายอันเคยรกเรื้อเวิ้งว้างถึงกับตระการตาไปด้วยหลายหลายสีสันของดอกไม้ป่าน้อยใหญ่ ต่างขันแข่งกันแบ่งบานอวดสีสันรูปทรงอันหลากหลาย คือช่วงเวลาอันแสนสุขใจ สำหรับทุกคนที่ได้มีโอกาสมาสัมผัสกับมวลหมู่บุปผชาตินานาพรรณ ท่ามกลางท้องฟ้าครามใสและสายลมหนาวโชยพัดเย็นสบายในช่วงเวลาส่งท้ายปลายปีเช่นนี้

อรุณรุ่ง ณ ถ้ำนางลี้ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม

ผาศักดิ์สิทธิ์อดีตกาล สายธารทะลุผา พฤกษาสาบสูญ

            อาจเพราะเป็นวันเสาร์ เช้าวันนี้นักท่องเที่ยวจึงค่อนข้างหนาตาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม โดยเฉพาะบริเวณลานหินเหนือถ้ำนางลี้อันเป็นจุดชมทิวทัศน์ เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือลำน้ำโขง ท่ามกลางทิวเทือกผาและผืนป่าในฝั่งสปป.ลาวได้อย่างชัดเจน แม้ดวงอาทิตย์ลอยขึ้นสูงแล้ว ทว่าผู้คนยังคงถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนาน ขณะพวกเราพากันดุ่มเดินผ่านตามทางบันไดเพื่อลงไปยังใต้เพิงผาด้านล่าง

            สำหรับผมแล้วได้เดินบนเส้นทางนี้เหมือนกลับมารำลึกความหลังครับ เพราะ “ผาแต้ม”คือแหล่งโบราณคดีที่ผมรู้จักเป็นครั้งแรกตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยตอนมาทัศนศึกษาในวิชาโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ ยังจำได้ดีถึงความรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับบรรดาภาพเขียนสีเก่าแก่อายุราว ๓,๐๐๐-๒,๕๐๐ ปี เรียงรายกันอยู่บนแนวผาหิน ซึ่งถือว่าเป็นภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์อันมีความยาวที่สุดในประเทศไทย วาดขึ้นโดยชุมชนชาติพันธุ์บนที่ราบริมสองฝั่งโขง บรรพชนของชาวไทยและชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ย่ำเท้าพลาง แหงนมองบ้าง ถ่ายภาพบ้าง ฟังอาจารย์บรรยายบ้างอย่างตื่นเต้นกับภาพเขียนที่มีอยู่ ๔ กลุ่มไปจนตลอดระยะทางวงรอบ ๓.๕ กิโลเมตร ครึ่งค่อนวันตอนนั้นรู้สึกเหมือนแป๊บเดียว ไม่ทันจุใจเลย 

                ไม่อยากเชื่อว่าสามสิบกว่าปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วที่ผมกลับมาเยือนผาแต้มอีก ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมาตามลำดับ วันนี้ใต้เงาร่มครึ้มของแผ่นผาและแนวไม้ใหญ่ทางเดินเทปูนสะดวกสบาย เดินง่ายไม่เลอะเทอะเละเทะเหมือนทางดินแต่ก่อน บริเวณกลุ่มภาพที่ ๑ และกลุ่มที่ ๒ ทางอุทยานฯ ยังทำระเบียงเหล็กยกระดับสำหรับนักท่องเที่ยวขึ้นไปชมภาพเขียนสีโบราณในระนาบเดียวกันให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในขณะตัวภาพวาดเองแม้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ทางวิชาการนั้นกลับมีการศึกษาตีความเรื่องราวของภาพวาดที่ปรากฏในแนวทางใหม่แตกต่างจากเดิมไปมากทีเดียว  

เส้นทางเดินบริเวณผาขาม-ผาแต้ม

ภาพเขียนในกลุ่มที่ ๑ ตรงผาขาม ที่เห็นเป็นภาพของช้าง ปลา และกลุ่มที่ ๒ ตรงผาแต้ม ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่และยาวที่สุดด้วยจำนวนภาพ ๓๐๐ ภาพรวมความยาว ๑๘๐ เมตรนั้น เดิมสันนิษฐานว่าเขียนบอกเล่าเกี่ยวกับผู้คน สัตว์ วิถีการดำรงชีวิตของผุ้คน และข้าวของเครื่องใช้ในการล่าสัตว์ ทำประมง ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ แต่จากการศึกษาของนักโบราณคดีในช่วงที่ผ่านมากลับพบว่าเป็นภาพซึ่งเขียนขึ้นในพิธีกรรมของศาสนาผี ซึ่งเป็นศาสนาดั้งเดิมของคนในแถบนี้ก่อนศาสนาพุทธและฮินดูจะเข้ามา เรียกว่า “พิธีเข้าทรงรวม” เพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ในการล่าสัตว์ต่าง ๆ จากผีสัตว์บกและสัตว์น้ำ (จะเห็นมีทั้งภาพช้าง ภาพวัว ภาพปลาบึกขนาดใหญ่ และภาพเต่า)  รวมทั้งผีฟ้าและผีบรรพบุรุษ ผ่านทาง “มด”หรือผู้เข้าทรง ที่ในภาพมีหัวรูปสามเหลี่ยม มองดูเหมือน “ตุ้ม” เครื่องมือจับปลา แท้จริงแล้วคือ “คนทรง” หรือผู้ประกอบพิธีกรรมสวมหมวกเป็นหน้ากากลักษณะเดียวกับผีตาโขน ซึ่งคนทรงจะประทับรอยมือเอาไว้บนภาพด้วย (คงคล้าย ๆ ประทับตรายาง “อนุมัติ” ในสมัยนี้) เป็นสัญญาในฐานะตัวแทนของผีว่าจะช่วยให้ทำมาล่าสัตว์ได้ดี

ภาพวาดโบราณเหนือผาหมอนน้อย

 ในขณะภาพวาดกลุ่มที่ ๓ ตรงผาหมอนน้อยนั้นยิ่งมีความ “ดาร์ก” หนักขึ้นไปอีกครับ เพราะจากการศึกษาเปรียบเทียบในหลายวัฒนธรรมที่เป็นสังคมเกษตรกรรมแต่โบราณเหมือนกัน  พบว่าน่าจะเป็นภาพของพิธีกรรม “นาตาแฮก”  (ที่ต่อมาพัฒนามาเป็นพระราชพิธีแรกนาขวัญจนถึงปัจจุบัน) แต่ช่วงเวลานั้นใช้วิธี “ฆ่าคนบูชายัญ” เนื่องจากเชื่อกันว่าต้นข้าวมี “ขวัญ” และมีชีวิตเหมือนกับคน  ต้นข้าวจะมีชีวิตเติบโตให้ผลอุดมสมบูรณ์ได้ ต้องหล่อเลี้ยงด้วยเลือดสด ๆ ของ คน จึงต้องใช้คนเป็น ๆ มาฆ่า “เซ่น” ให้กับ “ผีแม่ข้าว” ด้วยการนำเลือดคลุกเคล้าเข้ากับดิน  ในภาพจึงจะเห็นกอข้าวเรียงเป็นแถวในแบบนาดำ ภาพคนรูปร่างแปลก ๆ (หมายถึงคนที่ถูกฆ่าตายกลายเป็นผีต้นข้าว) ยืนอยู่ในนากับควาย กับภาพของควายตัวใหญ่ ที่ตรงหน้ามีคนกำลังน้าวศรเล็งใส่เพื่อฆ่าควายเซ่นผี  ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามกันยังมีภาพควายพ่อแม่ลูกกับลายเส้นตารางที่นักโบราณคดีตีความว่าเป็นภาพของ “ขวัญ” พลังของสิ่งมีชีวิตตามความเชื่อในศาสนาผี  (เหมือนกับจะบ่งบอกว่าการฆ่าควายเซ่นผี จะทำให้ผีชอบใจ บันดาลให้ควายออกลูกออกหลานเยอะขึ้น)

ภาพวาดในกลุ่มที่ ๔ คือบริเวณผาหมอน ที่อยู่ริมหน้าผาสูงชัน ภาพที่ชัดเจนน่าสนใจเป็นพิเศษ คือภาพคนที่มีขนาดใหญ่พิเศษยืนเท้าสะเอว ในเครื่องแต่งกายคล้ายกระโปรงยาว อันอาจหมายถึงผู้นำชุมชน ซึ่งในสมัยก่อนประวัติศาสตร์มักจะเป็นสตรีเนื่องจากเป็นผู้สามารถติดต่อกับผีแถนผีบรรพบุรุษได้ในฐานะคนทรง โดยรอบยังมีภาพคนอีกหลายคนที่ขนาดเล็กกว่า ภาพสัตว์สี่ขาอีกหลายตัว และภาพของบ้านเรือน จุดนี้อาจเป็นการทำพิธีกรรมในศาสนาผีเพื่อให้ชุมชนมีความอุดมสมบูรณ์ในด้านประชากร สัตว์เลี้ยงนานาชนิด และบ้านเรือน  ปกติไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเดินมาถึงภาพกลุ่มนี้เท่าไหร่ครับ เพราะอยู่บนหน้าผาสูงชันแถมยังห่างจากภาพกลุ่มที่ ๓ ถึงราว ๘๐๐ เมตรอีกด้วย ถือว่าค่อนข้างไกล  ถ้าไม่ได้สนใจจริงจังโดยมากมักจะถอดใจเดินกลับตั้งแต่ภาพกลุ่มที่ ๒ กันหมด

เสาเฉลียงใหญ่ สถาปัตยกรรมธรรมชาติ

พวกเราไม่ลืมแวะเข้าไปที่เสาเฉลียงใหญ่ ประติมากรรมธรรมชาติอันเกิดจากการกัดกร่อนของลมฟ้าอากาศและกาลเวลาจนกลายเป็นเพิงหินรูปร่างหน้าตาเหมือนกับเห็ดขนาดมหึมาตั้งอยู่เรียงราย ที่อุทยานแห่งชาติผาแต้มมีเสาเฉลียงแบบนี้อยู่เยอะครับ แต่เสาเฉลียงใหญ่นี่จะเข้าถึงง่ายสุด เพราะอยู่ริมทางก่อนถึงอุทยานฯ แค่เลี้ยวเข้าไปเท่านั้น บรรดาเสาหินเหล่านี้เป็นไปตามสภาพทางภูมิศาสตร์ของภูเขาหินทรายอันเกิดขึ้นจากการสะสมตัวของตะกอนในยุคดึกดำบรรพ์ราว ๑๘๐- ๑๑๐ล้านปี ก่อนยกตัวขึ้นเป็นชั้นหิน แล้วถูกลม ฝน และแสงแดด ทำให้เกิดการผุกร่อน เกิดรอยแตกแยกซึ่งชั้นหินในส่วนต่างๆ มีความแข็งและความทนทานต่างกัน ส่วนที่มีความแข็งน้อยกว่าจะถูกกัดเซาะมากกว่า เมื่อถูกกระแสลมและน้ำชะล้างพัดพาส่วนที่สึกกร่อนง่ายออกไป จึงหลงเหลือแค่ส่วนแข็งแรงกว่าเป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เห็น กลายเป็นดินแดนมหัศจรรย์ให้พวกเราลงไปเดินเล่นเป็นมนุษย์ตัวจิ๋วใต้เห็ดยักษ์กัน

น้ำตกแสงจันทร์หรือน้ำตกลงรู

 น้ำตกแสงจันทร์เป็นอีกแห่งที่มีนักท่องเที่ยวค่อนข้างหนาตาเป็นพิเศษแทบตลอดเวลา  ส่วนหนึ่งต้องยกให้เพราะความแปลกประหลาดของตัวน้ำตกเองที่ไหลผ่านรูใหญ่บนเพิงผาหิน จนมีชื่อเล่นอีกชื่อว่า “น้ำตกลงรู”  ใครไปใครมาย่อมต้องอยากมาเห็นเป็นธรรมดา ความจริงแล้วก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากการสึกกร่อนตามธรรมชาติเช่นกันครับ แต่เดิมน้ำคงไหลตกลงทางเพิงผาเหมือนน้ำตกทั่วไปนี่แหละ แต่บังเอิญว่าในสายน้ำนั้นเกิดมีก้อนกรวดใหญ่ที่หมุนวนด้วยกระแสน้ำในลักษณะเหมือนกับสว่าน นานวันนานปีเข้าก็เจาะเพิงผาหินทรายจนเป็นหลุมใหญ่ ท้ายสุดก็ทะลุออกมาข้างล่าง สายน้ำตกจึงเลยไหลผ่านตกลงมาทางรูแทนที่จะเลยไปลงทางหน้าผา แถมตกลงในแอ่งน้ำเบื้องล่างเป็นรูปหัวใจ กลายเป็นความเก๋ไก๋ไปซะอีกแน่ะ จึงไม่น่าแปลกใจที่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่านกว่าแห่งอื่น ๆ

น้ำตกทุ่งนาเมืองในวันนี้ไม่มีเถาวัลย์ยักษ์

“เหมือนมีอะไรสักอย่างหายไปนะ ว่าไหม”  หนึ่งในพวกเราเอ่ยปากขึ้นระหว่างเดินลงบันไดลงไปยังน้ำตกทุ่งนาเมือง น้ำตกรับแขกอีกแห่งของอุทยานฯ แล้วรู้สึกว่าทางลงดูโล่งผิดปกติ  พากันเหลียวซ้ายแลขวาเลิ่กลั่กกันอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะนึกได้ (เพราะเหลือบไปเห็นป้ายที่เหลืออยู่ริมทางเดิน) “เถาวัลย์ยักษ์ ๔๐๐ ปี” ขนาดใหญ่ที่เคยเลื้อยพาดผ่านตรงบันไดทางขึ้นลงนั่นเองที่หายไป ไม่มีให้เห็นแล้ว ไม่รู้ว่าหายไปไหน

เถาวัลย์ยักษ์นี้อยู่คู่กับน้ำตกทุ่งนาเมืองมาเนิ่นนานครับ เป็นต้นไม้ยืนต้นประเภทเถาวัลย์ มีชื่อเรียกว่าต้น “สะบ้า” ขนาดมหึมาด้วยสัดส่วนความกว้างรอบลำต้น ๒ เมตร ยาว ๑๔ เมตร จำได้ว่าสิบกว่าปีก่อนในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์เถาวัลย์ยักษ์นี้ยังเคยใช้เป็นสโลแกน "กอดเถาวัลย์หนึ่งที รักกันนานร้อยปี” อีกด้วย เคยได้ยินข่าวอยู่เหมือนกันว่าต้นเถาวัลย์เกิดถูกหนอนเจาะตายไปบางส่วนตั้งแต่ราวปี ๒๕๖๑ ได้  ไม่คิดว่าต่อมาจะตายทั้งต้นจนต้องตัดทิ้งไปแบบนี้  ระหว่างยืนงงอยู่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวมาถามหาเถาวัลย์ยักษ์กับพวกเราอีกหลายราย ว่าอยู่ตรงไหน หาไม่เจอ  ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ บอกว่าไม่มีแล้ว มันตาย อุทยานฯ เขาเลยตัดทิ้งไป ทำเอาแต่ละคนเดินคอตกกลับไปตาม ๆ กัน (รวมทั้งพวกเราด้วย)

นี่แหละครับ เหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องช่วยกันดูแลรักษาแหล่งท่องเที่ยวคนละไม้คนละมือ เพราะบางสิ่งบางอย่างเมื่อถูกทำลาย ไม่ว่าจะโดยเหตุใด มักจะไปแล้วไปลับ ยากจะกลับหวนคืนมา อย่างเถาวัลย์ยักษ์นี่ถ้าปลูกใหม่ให้ใหญ่โตเหมือนเก่าอาจจะต้องรอถึง ๔๐๐ ปีเลยทีเดียว เกิดใหม่กันอีกหลายชาติครับ กว่าจะได้เห็นอีกครั้ง

สีสันยามอัสดงตรงผาเฉลียงคู่ 

บุปผาไพรพระพันปีหลวงงามตระการ ส่งตะวันบนลานศิลา

จากลานจอดรถ พวกเราอาศัยบริการรถพ่วงข้างของอุทยานฯ เป็นตัวช่วยประหยัดเวลาและแรงขา ไปส่งถึงบันไดทางลงสู่ทุ่งดอกไม้น้ำตกสร้อยสวรรค์  พากันเดินข้ามลำห้วยที่ทางอุทยานฯ สร้างฝายน้ำล้นกั้นเอาไว้เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นกับดินสองฟากฝั่ง บนลานหินกว้างตรงหน้าเป็นท้องทุ่งกว้างใหญ่พื้นที่กว่า ๒๐ ไร่ มองจากระยะไกลดูราวกับลาดปูไว้ด้วยพรมดอกไม้ป่าหลากสีสันสดใสละลานตา  

 “สวยแต่โหด” คือคำจำกัดความของสภาพแวดล้อมของท้องทุ่งประเภทนี้ ซึ่งในทางนิเวศวิทยาเรียกขานว่าระบบ "ทุ่งหญ้าบนลานหิน"  พบมากบนภูเขาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือในประเทศไทย  ลักษณะเป็นลานหินทรายที่มีชั้นดินตื้นบาง ๆ  ดินขาดธาตุอาหารหรือบางทีไม่มีเลย ดินซึ่งเห็นสะสมตัวอยู่บนลานหินเหล่านี้โดยมากเป็นอินทรีย์วัตถุไหลตามน้ำมาทับถมตกตะกอนกันในแอ่งเล็ก ๆ ระหว่างร่องหินหรือรอยแตก ปริมาณธาตุอาหารต่ำ คุณสมบัติของหินทรายที่เก็บความร้อนได้ดีส่งผลให้ความชื้นในดินระเหยอย่างรวดเร็ว ทั้งยังทำให้ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันกับกลางคืนสูงมาก ความแตกต่างระหว่างฤดูกาลก็ไม่แพ้กัน ฤดูร้อน ร้อนจัด ฤดูหนาว หนาวจัดและแล้งจัด ฤดูฝน น้ำฝนไหลบ่าอย่างรุนแรงเนื่องจากชั้นดินบาง การชะล้างพังทลายของดินสูง มีน้ำท่วมขังเป็นช่วงสั้น ๆ เรียกได้ว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่ “สุดขีด สุดขั้ว” จริง ๆ  

สายน้ำลดหลั่นของน้ำตกสร้อยสวรรค์

 ฟังดูแล้วเหมือนเป็นสภาพซึ่งไม่น่าจะเอื้ออำนวยในการเจริญเติบโตของพืชขนิดใด ๆ  ใช่ไหมครับ แต่อย่างที่ด็อกเตอร์เอียน มัลคอล์ม ในภาพยนตร์เรื่องจูราสสิคพาร์คกล่าวไว้ “ชีวิตย่อมมีหนทางของมัน”  ระบบนิเวศที่โหดร้ายขนาดนี้กลับทำให้พรรณพืชมีการปรับตัววิวัฒนาการเพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เกิดเป็นพืชขนาดเล็กที่เหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศในลักษณะของ“พืชปีเดียว” ที่มีวงจรชีวิตสั้น เติบโตอย่างรวดเร็ว ออกดอกและสร้างเมล็ดจำนวนมากในช่วงฤดูฝน เมื่อความแห้งแล้งมาถึง แม้ต้นจะตายลง แต่เมล็ดจะยังคงอยู่รอดเพื่อรอ”เกิดใหม่” ในฝนฤดูกาลถัดไป พืชบางชนิดก็ปรับตัวให้มีขนหรือสารคล้ายขี้ผึ้งเคลือบบนใบเพื่อลดการคายน้ำและสะท้อนความร้อน เช่น ต้นสน หลายชนิดวิวัฒนาการไปเป็น “พืชกินแมลง” เพื่อทดแทนการขาดธาตุอาหารในดินด้วย เช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง หยาดน้ำค้าง และสาหร่ายข้าวเหนียว ในขณะพืชหลายชนิดใช้วิธีเก็บสะสมพลังงานไว้ในส่วนใต้ดิน เช่น หัว หรือ เหง้า แม้ว่าส่วนเหนือดินแห้งตายไปในช่วงฤดูแล้ง แต่เมื่อฤดูฝนมาถึงก็กลับงอกงามได้อีกครั้ง เช่น พืชในวงศ์ขิง ข่า หรือพวกกล้วยไม้ดิน เป็นความน่าทึ่งอย่างที่เรียกได้ว่า “ชีวิตต้องสู้” อย่างแท้จริงครับ

นานาบุปผาสะพรั่งบานบนลานหินน้ำตกสร้อยสวรรค์

 ปลายฤดูฝนถึงฤดูหนาว ประมาณเดือนตุลาคมถึงมกราคมอย่างตอนนี้ คือช่วงเวลาที่ทุ่งหญ้าบนลานหินมีความอุดมสมบูรณ์สูงสุด บรรดาพืชพรรณทั้งหลายต่างใช้โอกาสทองนี้งอกงามออกดอกออกผลแพร่พันธุ์สะพรั่งบาน ก่อให้เกิดทิวทัศน์อันสวยงาม โดยเฉพาะลานหินเหนือน้ำตกสร้อยสวรรค์แห่งนี้ถือว่าเป็นแหล่งของบรรดาดอกไม้ป่าสะพรั่งบานตระการตาที่สุด สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงโปรดอย่างยิ่ง เสด็จฯ มาทอดพระเนตรเพื่อศึกษาพันธุ์ดอกไม้ป่าเป็นประจำทุกปีในช่วงปี ๒๕๔๒-๒๕๔๘ ยังพระราชทานนามให้กับดอกไม้ป่าที่ทรงชื่นชอบเป็นพิเศษไว้ห้าชนิด ได้แก่ ดุสิตา สรัสจันทร ทิพเกสร สร้อยสุวรรณา และมณีเทวา 

บุปผาพระพันปีหลวงมักขึ้นอยู่รวม ๆ กัน

 “ดุสิตา” นั้นดอกสีม่วงเข้มหรือม่วงน้ำเงิน กลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นสองปาก กลีบล่างแผ่ใหญ่กว่ากลีบอื่น ตรงกลางมีแถบสีอ่อนถึงสีเหลืองสองแถบลำ ต้นเล็กมากอยู่ใต้ดิน ออกดอกตั้งตรงจากโคนต้น ทั้งดอกเดี่ยวและเป็นช่อ ๑-๓ ดอก มักขึ้นเป็นกอเล็กรวมกันเป็นกลุ่มหนาแน่น สูงราว ๘-๒๐ เซนติเมตร เป็นพืชกินแมลง ใบมีทั้งใบเดี่ยวและใบที่เปลี่ยนเป็นถุงสำหรับดักจับแมลงขนาดเล็กเป็นอาหาร  ในขณะที่ “สรัสจันทร”  (อ่านว่า สะ-รัด-จัน-ทอน) ดอกสีม่วงอ่อนอมฟ้า ปลายยอดสีเหลืองอมเขียว ดอกเป็นช่อกระจุกปลายยอด ๑-๓ ดอก ลำต้นเล็กเรียว ใบเดี่ยว  สองชนิดนี้มองเผิน ๆ จะดูคล้ายกันมาก


จอกบ่วาย สีสันสะดุดตา

ส่วน “ทิพเกสร” ดอกออกเป็นช่อโปร่งสีชมพูอมม่วงอ่อน ช่อละ ๓-๑๐ ดอก ลักษณะเด่นอยู่ตรงกลีบดอกดูคล้ายปากยื่นยาวออกมาเล็กน้อย ขึ้นเป็นกอเล็ก ๆ สูงประมาณ ๘-๒๐ เซนติเมตร ลำต้นขนาดเล็กมากอยู่ใต้ดิน ใบมีทั้งใบเดี่ยวและใบที่เปลี่ยนเป็นถุงสำหรับดักจับแมลงเป็นอาหาร ที่ดูแตกต่างออกไปจากพวกคือ “สร้อยสุวรรณา” ด้วยดอกสีเหลืองเข้มสด แกนยาว ๕-๑๕ เซนติเมตร. ช่อละ ๓-๗ ดอก ดอกย่อยสีเหลือง ๆ ลักษณะเป็นช่อดอกตั้งออกจากโคนกอ  ก้านชูสั้น มีกลีบเลี้ยงแฉกขนาดไม่เท่ากัน พร้อมด้วยอวัยวะจับแมลงตามข้อของไหล ใบเดี่ยวรูปแถบ ยาว ๑-๒ เซนติเมตรเรียงเวียนรอบโคนต้น ขึ้นเป็นกอเล็ก ๆ

สี่ชื่อที่กล่าวมาก่อนหน้าเป็นพืชกินแมลงทั้งหมด มีเพียง“มณีเทวา” หนึ่งเดียวครับ ที่เป็นพืชมังสวิรัติ สอดคล้องกับรูปร่างหน้าตาสีสันอันดูเหมือนชีปะขาวผู้ทรงศีล ด้วยดอกสีขาวนวลหรือขาวอมเทา รูปกลมคล้ายกระดุมเล็ก ๆ  (ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า “กระดุมเงิน”) โดยดอกออกเป็นช่อตั้งขึ้นมาจากโคนกอ ก้านช่อดอกยาว ๕-๑๕ เซนติเมตร  ลำต้นสั้น ขึ้นเป็นกอคล้ายหญ้า

เอื้องเหลืองพิสมร

  ทั้งห้าชนิดขึ้นปะปนกันกลายเป็นท้องทุ่งดอกไม้หลากสีอันกว้างใหญ่ ซึ่งนอกเหนือจากดอกไม้นามพระราชทานแล้วก็ยังมีพรรณดอกไม้ป่าอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น กระดุมทอง  เอนอ้า (โคลงเคลง)  หงอนนาค ฯลฯ  ไหนจะพวกพืชกินแมลงรูปร่างแปลกตาอย่าง  จอกบ่วาย หยาดน้ำค้าง  หม้อข้าวหม้อแกงลิง ที่แทรกแซมอยู่ รวมไปถึงประเภทกล้วยไม้ดิน เช่น เอื้องเหลืองพิสมร  แดงอุบล  เป็นต้น พวกเราต่างคนแยกย้ายกันหามุมส่วนตัว พินิจพิจารณาว่าดอกไหนเป็นดอกอะไร อายุมากแล้วสายตายาวดูจะเป็นอุปสรรคประการสำคัญเมื่อต้องจ้องดูใกล้ ๆ  ทำให้ต้องเล็งกันนานหน่อยครับ เมื่อผสมผสานกับสีสันความงามของสารพันดอกไม้ตรงหน้า ทำให้เวลาล่วงเลยจากหนึ่งชั่วโมงที่ตั้งใจไว้ กลายเป็นสามชั่วโมงไปชนิดแทบไม่รู้ตัว  

แววมยุราพบมากบริเวณน้ำตก

กลับขึ้นรถมายังบ่นเสียดายกันอยู่ว่าเวลาน้อยไป แต่ตกลงกันว่าเดี๋ยวค่อยไปหาถ่ายภาพดอกไม้กันต่อแถว ๆ  เสาเฉลียงคู่ จุดชมทิวทัศน์ยามเย็นบริเวณผืนป่าดงนาทาม เพราะได้ยินมาว่าเป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีทุ่งดอกไม้ป่าขนาดใหญ่และสวยงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทุ่งดอกไม้ป่าน้ำตกสร้อยสวรรค์ ใช้เวลาแล่นล้อไม่นานก็มาถึงลานจอดรถ ก็พอดีกับดวงตะวันกำลังเคลื่อนคล้อยลอยลงต่ำ สาดแสงสีทองทาบทาไปทั่วอาณาบริเวณลานหิน ผืนป่า และทิวทัศน์ขุนเขากว้างไกลสุดสายตาจนสวยงามอร่ามตา ทำเอาพวกเราถึงกับเปลี่ยนเป้าหมายจากดอกไม้ป่ามาเป็นเสาเฉลียงคู่ในแสงงามยามพระอาทิตย์ตกแทน ยิ่งในแสงสุดท้าย เงาทะมึนของเสาเฉลียงคู่โดดเด่นตัดกับหลากสีสันเหนือฟากฟ้าตระการตาเกินจะบรรยาย  เก็บภาพประทับใจลงทั้งกล้องทั้งในความทรงจำจนตะวันลับฟ้าหมดแสงนั่นแหละครับถึงยอมเลิกรา   

ทุ่งดอกไม้ป่าเวิ้งว้างระหว่างทางสู่ภูอานม้า

ท่องทางวิบากสู่ภูอานม้า อาณาจักรดอกไม้ป่าบนลานศิลา

สาย ๆ  วันรุ่งขึ้น พวกเราก็มานั่งกระเด้งกระดอนอยู่บนท้ายรถกระบะ พุ่งทะยานไปบนลานหินมุ่งหน้าสู่ภูอานม้า แหล่งท่องเที่ยวชมดอกไม้ป่าแห่งล่าสุดซึ่งกำลังมีชื่อเสียงขึ้นมาในช่วงปีสองปีมานี้

ตามข้อมูลที่เตรียมมา รถเช่าเหมาพาไปยังภูอานม้านั้นติดต่อขอใช้บริการได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลนาคำ อำเภอศรีเมืองใหม่ แต่เช้านั้นพวกเราใช้จีพีเอสนำทางมะงุมมะงาหรากันมา หาทางเข้าไม่เจอ เลยแวะเข้าไปถามทางบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ข้างทางแถวนั้น ปรากฏว่า “โป๊ะเชะ” พอดีครับ ถามถูกที่ เพราะเป็นบ้านของคุณพี่สมใจ เจริญลอย ชาวบ้านซึ่งเป็นเจ้าของที่ทางประกอบอาชีพทำนาทำไร่เลี้ยงวัวควายอยู่ใกล้กับภูอานม้าพอดี เลยอาสานำทางพาพวกเราไปเที่ยวชมเอง โชคดีกว่านั้นคือปกติพี่เขาอยู่แต่บนเขา นาน ๆ จะลงมาสักที บังเอิญวันนี้ลงมาสีข้าวที่บ้าน ได้พบเจอถือว่ายิ่งกว่าถูกล็อตเตอรีรางวัลที่หนึ่งสองใบซ้อนเสียอีก

 หลังจากพวกเราพากันกระโดดขึ้นโดยสารท้ายรถกระบะโตโยต้าตอนเดียวสีขาวเข้านั่งประจำที่เรียบร้อย พี่สมใจก็ออกรถพาลัดเลาะถนนในหมู่บ้าน ก่อนเลี้ยวขวาไต่ขึ้นสู่ลานหินกว้างใหญ่ การผจญภัยของพวกเราพลันเริ่มขึ้นตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา ด้วยความขรุขระของพื้นผิวบนลานหิน เมื่อรถแล่นด้วยความเร็ว แม้ไม่มาก แต่ก็ทำให้กระบะท้ายรถแปรสภาพเป็นเหมือนม้าพยศกระโดดโลดเต้นไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ เล่นเอาพวกเรากระเด็นกระดอนไปมานั่งไม่ติดพื้น บางครั้งถึงกับกลิ้งเป็นลูกขนุนอยู่ในกระบะอย่างทุลักทุเลตลอดทาง

ทุ่งดอกไม้ป่าบนภูอานม้าชูช่อหนาแน่น

ระยะเวลาแท้จริงอาจจะแค่ราวยี่สิบนาทีหรือเต็มที่ครึ่งชั่วโมง แต่พวกเราในกระบะท้ายคล้ายกับนั่งอยู่ในเรือโต้คลื่นลมพายุกลางมหาสมุทรใหญ่ เด้งหน้าเด้งหลังหกคะเมนเคนเก้ไปมา ทำให้รู้สึกว่าเวลายืดยาวนานออกไปเป็นชั่วโมงหรือสองชั่วโมงเลยทีเดียว แต่กระนั้นระหว่างรถแล่นไปพวกเรายังสังเกตเห็นได้ว่าบนลานหินทุรกันดารอันเต็มไปด้วยเพิงหินน้อยใหญ่รูปทรงแปลกตานั้นมีทุ่งดอกไม้ป่าสีสวยทั้งหย่อมเล็กหย่อมใหญ่ให้เห็นอยู่สองฟากรายทางไม่น้อย  กระทั่งมาถึงลานหินหนึ่งที่พวกเราเห็นแล้วต้องพากันรีบตะเกียกตะกายไปเคาะหลังคาเคาะกระจกให้พี่สมใจช่วยหยุดรถ ขอลงไปถ่ายภาพหน่อยเพราะเป็นทุ่งใหญ่สีสันสะดุดตาจนเกินห้ามใจ

สัมผัสแรกผมรู้สึกได้ว่าทุ่งดอกไม้บนภูอานม้านี้บรรยากาศเป็นธรรมชาติจริง ๆ ครับ อารมณ์ประมาณดงดอกไม้ป่าที่ขึ้นอยู่ตามท้องไร่ท้องนา แตกต่างจากในอุทยานที่เห็นมา อาจเพราะอยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนดงภูโหล่น ปราศจากการตกแต่งทัศนียภาพใด ๆ บนลานหินกว้างใหญ่ด้านหนึ่งโอบล้อมด้วยเพิงหินทราย ในแอ่งน้ำท่วมขังสะท้อนเงาผืนฟ้าสีคราม งดงามตระการตาด้วยสีสันของมวลหมู่บุปผาเจ้าประจำ นำด้วย “เบญจบุษบาพระพันปีหลวง” ดุสิตา สรัสจันทร ทิพเกสร สร้อยสุวรรณา และมณีเทวา  แทรกแซมไว้ด้วยจอกบ่อวาย หยาดน้ำค้าง ขนาดเล็กจิ๋วเหมือนของจำลอง เดินไปอีกด้านหนึ่งที่เปิดโล่งเห็นทิวทัศน์กว้างไกล ยังมีดงดอกหงอนนาคชูช่อเรียงรายล้อลมไสวกันอยู่เป็นแถว  ๆ จากคิดว่าจะแวะถ่ายภาพแค่แป๊บเดียวเลยกลายเป็นชั่วโมงไปในที่สุด (อีกแล้ว)  

ฝูงกาบินว่อนเหนือหินนกเขาหรือหินอานม้า

 กระทั่งนึกขี้นมาว่ายังไปไม่ถึงสัญลักษณ์สำคัญของภูอานม้านั่นแหละครับ ถึงได้ตะกายขึ้นกระบะไปกันต่อ รถแล่นผ่านตามลานและโขดหินใหญ่ที่มองดูด้วยตาไม่น่าจะไปได้ (แต่ก็ผ่านมาได้เหมือนโกหก) อีกพักใหญ่ ก็มาหยุดลงตรงลานหินกว้างแห่งหนึ่ง  พี่สมใจลงมายืนข้างรถชี้ไปข้างหน้าบอกว่า “ถึงแล้ว นั่นไงภูอานม้า”  พวกเรามองตามไปถึงได้เห็นว่าห่างออกไปไม่ไกลเป็นภูเขาหินทรายขนาดเล็กสูงจากพื้นดินประมาณ ๓๐๐ เมตร บนส่วนยอดเรียงรายด้วยแนวไม้เว้นช่องว่างให้เห็นโขดหินก้อนหนึ่งถูกลมฟ้าอากาศในธรรมชาติกัดกร่อนจนกลายเป็นรูปร่างคล้ายอานม้า เป็นที่มาของชื่อใช้เรียกขาน “ภูอานม้า”แปลกตรงที่ว่าโดยรอบก้อนหินมีอีกาฝูงใหญ่นับหลายสิบตัวบินวนเวียนอยู่บ้าง เกาะอยู่ตามต้นไม้บ้างด้วย ไม่รู้เพราะอะไร  พี่สมใจบอกว่าสมัยก่อนชาวบ้านเรียกกันว่า “ภูคันนา”เพิ่งมาเรียก “ภูอานม้า” เมื่อไม่กีปีมานี้  (ในขณะที่ผมไปถามกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ในวันต่อมา ปรากฏเขาไม่รู้จักทั้งสองชื่อ บอกว่าเมื่อก่อนเขาเรียกกัน ”ภูนกเขา” เพราะบนยอดมีหินรูปร่างเหมือนนกเขา ผมเอากล้องมาเปิดดูภาพ เข้าเค้าเหมือนกันแฮะ จะว่าเหมือนนกเขาก็เหมือน จะว่าเหมือนอานม้าก็ใช่) ผมเลยขอสรุปเองง่าย ๆ คือไม่ว่าชื่อไหน ก็หมายถึงตรงนี้แหละครับ

รอยล้อเกวียนโบราณ

ลงรถมาพวกเราเหลียวซ้ายแลขวาจนรอบก็ไม่เห็นทุ่งดอกไม้ ถามพี่สมใจก็บอกว่าดอกไม้ตรงนี้ไม่มี ข้างบนยอดตรงหินอานม้าก็ไม่มี เพราะน้ำแห้งหมดแล้ว มีเฉพาะตรงที่เราผ่านมานั่นแหละ เป็นอันว่ากลับได้  (อ้าว) ขากลับพวกเรา เลยถือโอกาสแวะบริเวณใกล้กับสำนักสงฆ์ถ้ำขามภูสูบ เพื่อชมรอยล้อเกวียนโบราณ หลักฐานการคมนาคมติดต่อค้าขายสมัยโบราณปรากฏเป็นรอยร่องลึกลงไปในเนื้อหินคู่ขนานกันไปอย่างชัดเจนรวมระยะทางยาวกว่า ๑ กิโลเมตร ว่ากันว่าพื้นที่แถบผาแต้มตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อหลายพันปีมาแล้ว เป็นชุมทางการคมนาคมภายในภูมิภาคของแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นจุดเชื่อมโยงจากยูนนานในประเทศจีนทางทิศเหนือไปยังทะเลจีนใต้ทางทิศใต้  และเชื่อมโยงอ่าวตังเกี๋ยในเวียดนามทางทิศตะวันออกไปยังอ่าวเมาะตะมะทางทิศตะวันตก คิดดูแล้วกันครับว่าต้องมีเกวียนบรรทุกสินค้าผ่านไปผ่านมาบนทางเส้นนี้มากขนาดไหน กี่ร้อยกี่พันปี  ถึงเกิดสึกกร่อนเป็นรอยบนพื้นหินทรายได้ขนาดนี้

ล่าสุดได้ยินข่าวว่ามีความพยายามจะสร้างถนนใหม่ทับไปบนรอยเกวียนโบราณ เพื่อให้เดินทางสะดวกสบาย ซึ่งจะเป็นการทำลายหลักฐานทางโบราณคดีของเส้นทางการค้าทางบกสมัยโบราณที่หลงเหลืออยู่แห่งเดียวไปอย่างน่าเสียดาย แปลกแต่จริงครับ ถนนสร้างตรงไหนก็ได้ ที่ดินอื่น ๆ มีตั้งมากมาย ไม่ยักไปสร้าง จะต้องมาเจาะจงสร้างตรงนี้เพื่ออะไรก็ไม่รู้   เหมือนอย่างพังเพยโบราณว่า “ไก่ได้พลอย ผมน้อยได้หวี”  มีของดีอยู่ กลับไม่รู้คุณค่าซะงั้น 

สายน้ำงามตาของน้ำตกผาหลวง

เดินเท้าสู่สายน้ำตกผาหลวง ขึ้นยอดภูดูดอกไม้

            “สงสัยวันนี้จะไม่มีทางเลือก คงต้องใช้กำลังกันเสียแล้ว”  พวกเราหารือกันอย่างเคร่งเครียดอยู่ตรงหน้าทางเข้าสู่วนอุทยานน้ำตกผาหลวงในเช้าวันนี้

เปล่าครับ ไม่ได้จะยกพวกไปตีกับใคร พอดีว่าพวกเราเข้ามาถึงภายในพื้นที่แล้วพบว่าทุ่งดอกไม้ที่ต้องการไปเที่ยวชมนั้นไม่ได้อยู่บนพื้นราบและไม่มีเส้นทางรถยนต์เข้าถึงได้ เนื่องจากอยู่บนยอดเขา ต้องเดินขึ้นไปด้วยกำลังขาทั้งสองข้างแต่เพียงอย่างเดียว ปรึกษากันไปยังงั้นแหละ ยังไงก็ไม่มีทางเลือก เดินเป็นเดินกันสิน่า อย่างมากก็แค่เมื่อย  

เดินไปตามเส้นทางไพรร่มรื่นเขียวขจี

 เอาเข้าจริงก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรครับ เพราะเป็นภูเขาหินทรายไม่สูงนัก ความสูงเฉลี่ยแค่ราว ๆ สามร้อยเมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางเท่านั้น ทางเดินลัดเลาะไปในท่ามกลางผืนป่าเขียวขจีที่ร่มครึ้ม ช่วงต้นเป็นทางราบขึ้น ๆลง ๆ ประมาณ ๓๐๐ เมตร ก่อนขึ้นสู่ทางชันอีกแค่ประมาณ ๑๐๐ เมตร ถึงพบกับทางแยก ฝั่งขวาไปยังน้ำตกผาหลวง เดินไปไม่ไกลแค่ ๕๐ เมตรก็ได้เห็นสายน้ำสีขาวสะอาดตาหลากไหลละลิ่วจากลำธารบนหน้าผาลงมายังเบื้องล่างความสูงประมาณ ๒๐ เมตรแล้ว ถือว่าคุ้มค่า ใครไม่เดินมาถือว่าน่าเสียดาย

หยดน้ำทิพย์ลงสู่หม้อดินเผา

เดินย้อนกลับมาที่แยก ไปทางซ้ายบ้าง ทางเดินเลียบหน้าผาหินทรายชันที่เขียวขจีด้วยมอสและตะไคร่ ผ่านหยดน้ำทิพย์ หม้อดินรองน้ำหยดเล็ก ๆ จากหน้าผา ถัดมาเป็นน้ำตกรากไทร แม้ว่าสายน้ำไม่ค่อยมีให้เห็นเท่าไหร่ แต่ต้นไทรขนาดใหญ่มหึมาอายุนับร้อยปีที่อยู่ใกล้ ๆ กันยังถือว่าน่าสนใจให้แวะชม ก่อนจะออกแรงอีกนิด ผ่านทางชันสั้น ๆ ขึ้นสู่หลังภูซึ่งเป็นลานหินทรายกว้างใหญ่  มีป้ายชี้ทางบอกแหล่งท่องเที่ยวไว้หมด ทางซ้ายเป็นทางเดินจุดชุมทิวทัศน์หม้อหินผาหลวง ระยะทางราวกิโลฯ กว่า ๆ  ทางขวาเป็นทางไปลานกางเต็มน์และจุดชมทิวทัศน์เหนือน้ำตก ระยะทางแค่ ๑๕๐ เมตร  ส่วน จุดหมายปลายทางของพวกเรานั้นต้องเดินหน้าตรงไป

 

ทุ่งดอกไม้ป่าแปลงเล็ก 

ทุ่งดอกไม้ป่าบนยอดภูแห่งนี้มีที่เป็นแหล่งใหญ่ ๆ อยู่สองแห่ง แห่งแรกเรียกว่า “ทุ่งดอกไม้ป่าแปลงเล็ก” มีพื้นที่ประมาณ ๒ ไร่ ระยะทาง ๗๐๐ เมตร เดินตรงไปบนลานหินที่เป็นป่าโปร่ง ระหว่างทางยังมีดอกชบาป่าทั้งสีเหลืองที่เป็นดอกใหญ่ขึ้นกระจายอยู่ทั่วไป ผ่านลำธารใสสายน้อยที่ไหลเรื่อยไปร่วงหล่นลงตรงน้ำตกผาหลวง เลยจากเพิงหินขนาดย่อม ๆ รูปทรงตะปุ่มตะป่ำแปลกตาไปอีกไม่ไกล สีสันของพรรณบุปผาไพรหลากหลายละลานตาพลันปรากฏอยู่ตรงหน้า รวมถึงบรรดานักท่องเที่ยวทั้งเด็กผู้ใหญ่ชายหญิง พระเณรก็ยังมี  ต่างคนต่างง่วนอยู่กับการหามุมถ่ายภาพกับดอกไม้สวย ๆ กัน พี่ไถ่ สุรพล ช่างภาพของเราโดนกวักมือเรียกไปช่วยถ่ายภาพให้เขาก่อนใคร เพราะมาดของตากล้องมืออาชีพที่ไปสะดุดตา แค่ยืนชมลีลาการโพสต์ท่าของบรรดานักท่องเที่ยวก็สนุกแล้วครับ จัดหนักจัดเต็มกันมาทุกคน ชนิดชุดใหญ่ไฟกระพริบ

นักท่องเที่ยวสนุกสนานกับทุ่งดอกไม้ป่า 

อีกแห่งคือ “ทุ่งดอกไม้ป่าแปลงใหญ่” อยู่ถัดออกไประยะทางประมาณ ๘๐๐ เมตร บนเส้นทางลัดเลาะไปในป่าสนที่สองฟากฝั่งสะพรั่งบานด้วยสีสันหลากหลายของพรรณไม้นานา ทั้งตระกูลขิงข่าอย่างขิงแดง ประเภทเถาเครืออย่างจิงจ้อเหลือง รวมทั้งขี้อ้นแดงและเอนอ้าขึ้นเป็นพุ่มใหญ่อยู่ริมทางเดิน ผ่านลานหินใหญ่ซึ่งทำให้พวกเราเห็นถึงลำดับกระบวนการเกิดระบบนิเวศทุ่งหญ้าบนลานหินได้ชัดเจน เพราะมีทั้งร่องรอยของสายน้ำหลากไหล ทั้งอินทรียวัตถุที่ถูกพัดพามาตามน้ำ ทั้งยังมีกอดอกไม้ป่าที่ขึ้นอยู่บนกองอินทรียวัตถุขนาดเล็กเหมือนเกาะดอกไม้กลางทะเลหินทรายกว้างใหญ่ เดินไปดูไปเพลิน ๆ ไม่นานก็เห็นแนวรั้วกั้นและซุ้มประตูทำจากกิ่งไม้และเถาวัลย์ป้องกันวัวควายเข้าไปเหยียบย่ำ อันเป็นอาณาบริเวณของทุ่งดอกไม้แปลงใหญ่

ที่เรียกว่าแปลงใหญ่เพราะตรงนี้มีพื้นที่ถึง ๓๐ ไร่ ภายในลานสะพรั่งบานด้วยดอกไม้ป่าหลากหลายสีสัน ทางวนอุทยานฯจัดทำป้าย “ทุ่งดอกหญ้าวนอุทยานน้ำตกผาหลวง” พร้อมนำเก้าอี้เหล็กสีขาวมาตั้งไว้เป็นพร็อพให้ถ่ายภาพ  รู้สึกว่านักท่องเที่ยวที่มาถึงตรงนี้จะมีน้อยกว่าลานเล็ก ส่วนหนึ่งอาจเพราะเห็นว่าทุ่งดอกไม้ตรงไหนก็เหมือนกัน เดินอีกตั้งเกือบกิโลฯ เลยไม่ยอมเดินต่อมา แต่แท้ที่จริงแล้วต้องบอกว่ามีความแตกต่างกันอยู่ครับ นอกจากพื้นที่กว้างกว่า ดอกไม้มากกว่าแล้ว บนลานหินแม้ล้อมรอบด้วยป่าโปร่งคล้ายกัน ทว่าตรงแปลงใหญ่นี้ยังมีด้านหนึ่งติดกับหน้าผา ทำให้สามารถมองเห็นทิวเทือกเขาสลับซับซ้อนและผืนป่าเปลี่ยนสีตระการตาได้อย่างกว้างไกลอีกด้วย

ลานดอกไม้ป่าแปลงใหญ่

เรื่องหนึ่งที่อยากฝากเอาไว้ คืออย่างที่บอกไว้ข้างต้นครับว่าระบบนิเวศแบบทุ่งหญ้าบนลานหินถือเป็นสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างโหดร้ายสำหรับพรรณพืชต่าง ๆ ที่ขึ้นอยู่ต่างต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด จึงเป็นระบบนิเวศที่ค่อนข้างเปราะบาง ความสัมพันธ์ของระบบนิเวศล้วนต่างพึ่งพากันอย่างสมดุลและละเอียดอ่อน  การเหยียบย่ำเข้าไปในแปลงดอกไม้หรือการการทำอื่นใดที่ทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชั้นดินที่มีอยู่อย่างเบาบาง รวมทั้งอาจทำลายเมล็ดพืชที่กำลังรอคอยเวลางอกงามก็เป็นได้  ดังนั้นเข้ามาเที่ยวชมแล้ว ขอให้ช่วยกันดูแลคนละไม้คนละมือครับ จะได้มีทุ่งดอกไม้ป่าสวย ๆ ให้มาท่องเที่ยวกันในปีต่อ ๆ ไป