แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แม่ริม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แม่ริม แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ปฏิบัติการ ๑๐๙๖ เทียวผจญถนนสนุก

ภาคภูมิ น้อยวัฒน์เรื่องและภาพ

ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท.ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๑๑ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๐


                    ๑๐๙๖ นี่แหละใช่เลย
                     
                   ไม่ได้บอกใบ้ทีเด็ดเลขท้าย ๔ ตัวให้เอาไปซื้อล็อตเตอรี่นาครับ  ที่ผมพูดถึงนี่คือหมายเลขทางหลวงสายหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทอดยาวจากอำเภอแม่ริมลดเลี้ยวไปตามทิวเขาอันสลับซับซ้อนไปจนกระทั่งถึงอำเภอสะเมิงต่างหาก  
                
                    แอบหมายตาเอาไว้นานเป็นปีแล้วครับ ตั้งแต่เมื่อครั้งมาขับรถเที่ยวบนเส้นทางหางดง-สะเมิงซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นถนนสายดอกไม้ สายรีสอร์ต คราวนั้นผมขับรถกลับจากอำเภอสะเมิงตามถนนสาย ๑๐๙๖ มายังอำเภอแม่ริม ย้อนเข้าเชียงใหม่เป็นสายวงรอบ แล้วก็ต้องตาโตเมื่อได้เห็นว่าช่วงต้นของถนนเล็ก ๆ สายนี้สองฟากฝั่งเรียงรายไปด้วยกิจกรรมท่องเที่ยวสนุก ๆ เต็มไปหมด ล้วนแล้วแต่น่าเล่นไปเสียทุกอย่าง ทั้งรถบักกี้ รถATV ขี่ช้าง ขี่ม้า ฯลฯ  สารพัด จาระไนไม่หวาดไหว จะว่าเหมือนสวนสนุกก็คงไม่ได้ เพราะดูยังไงก็ไม่เหมือนสวน แต่เป็นถนนทั้งสายลดเลี้ยวตามลาดไหล่เขา  
                 
                    เรียกว่า ถนนสนุกคงจะเหมาะกว่า

                   หลังจากนั้นมาเชียงใหม่ก็ได้แต่ผ่านไปผ่านมาอีกหลายต่อหลายหน เห็นทีไรให้นึกอยากลงไปเล่นทุกที แต่ยังไม่มีจังหวะสักครั้ง เพิ่งมาได้โอกาสเอาก็คราวนี้แหละครับ เพราะเป็นฉบับกิจกรรมกลางแจ้ง ออกแนวตื่นเต้นผจญภัย ผมก็เลยไม่พลาด ตรงแน่วมาขอผจญสนุกให้ชุ่มปอดเสียหน่อย สาสมกับที่รอคอยมานาน 
  

                    หลังจากขับรถเทียวไปเทียวมา ลาดตระเวนหาข้อมูล ผมก็ตกลงใจที่จะประเดิมกิจกรรมบนเส้นทางสายสนุกนี้ด้วยการนั่งช้างเป็นอันดับแรก  เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ที่เป็นเสมือนเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเชียงใหม่  บังเอิญเหลือเกินที่ปางช้างโป่งแยง ก็เป็นแหล่งกิจกรรมที่อยู่ลึกสุดของถนนสายนี้พอดี คืออยู่ตรงกิโลเมตรที่ ๑๘   เลี้ยวขวาเข้าซอยไปอีกประมาณ ๓ กิโล ฯ ก็เห็นที่ทำการปางช้างตั้งเด่นเป็นสง่า พร้อมช้าง ๒-๓ เชือกยืนโยกเยกหลบแดดที่แผดจ้ายามสายอยู่ในร่มเงาของแมกไม้ ไกลออกไปเป็นทิวเขาสลับซับซ้อนสุดสายตา เรียกว่าบรรยากาศเป็นธรรมชาติใช้ได้เลยละครับ

                   “นั่งช้างนี่เรามีให้เลือก ๒ แบบคือ แบบ ๑ ชั่วโมง ราคา ๑,๒๐๐ บาท  ไปน้ำตก ๑ แห่ง กับ ๒ ชั่วโมง ๒,๔๐๐บาท ไปน้ำตก ๒ แห่งเจ้าหน้าที่หนุ่มหน้าสวยหลังเคาน์เตอร์แจงรายละเอียดให้

                     แทบไม่ต้องคิด ผมเลือกแพ็กเกจแรกครับ ด้วยเหตุผลคือรู้สึกว่าน้ำตกเดียวกับ ๒ น้ำตกไม่เห็นจะต่างกันตรงไหนเพราะเป็นน้ำตกเหมือนกัน (ถ้าเป็นลาบหรือส้มตำก็ว่าไปอย่าง) ที่สำคัญคือไม่อยากนั่งบนหลังช้างนานจนเกินไป  เดี๋ยวจะเมาช้าง (ถึงจะไม่ใช่เบียร์ช้างก็เถอะแถมบนเส้นทางยังมีอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างรอให้ไปดูไปชมอีกมาก แค่พอหอมปากหอมคอก็พอแล้ว 
                    
                    จ่ายเงินเสร็จสรรพผมก็รับบัตรไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ก่อนขึ้นบันไดเกยปีนขึ้นไปนั่งบนกูบหลังช้าง ไถ่ถามได้ความว่าชื่อพังคำมูน อายุ ๓๕ ปี (ถามจากควาญน่ะครับ ไม่ได้ถามช้าง) ตั้งหลักคล้องเชือกกันตกเรียบร้อยดีแล้วควาญก็บังคับคำมูนให้ออกเดินโย่งเย่งไปตามทางดิน ข้ามลำห้วย ลัดเลาะขึ้น ๆ ลง ๆ  รอบข้างเขียวขจีด้วยแมกไม้ มองไปอีกฟากหนึ่งเห็นทิวเขาทอดตัวยาว มีบ้านพักรีสอร์ตเรียงราย แลเห็นแปลงผักผลไม้คลุมด้วยพลาสติกใสเป็นแนวลดหลั่นมาตามลาดเขา  



                    
                     ความสนุกตื่นเต้นอยู่ตรงที่ได้นั่งโอนเอนยวบยาบไปตามจังหวะการย่างก้าวของช้างครับ นั่งทีไรก็ยังระทึกใจทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนขึ้นหรือลงเนินชัน ๆ งี้ ลุ้นจนตัวโก่งเชียวละ เพราะอดคิดไม่ได้ว่าเกิดเจ้าประคุณรุนช้างลื่นตีลังกากลิ้งลงมาละก็ มีหวังแบนแต๊ดแต๋เป็นกล้วยปิ้งแน่  แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นช้างลื่นหกล้มเลยสักครั้ง ยิ่งทางเดินเป็นประจำทุกวันอย่างนี้คงไม่พลาดหรอกน่า      
                               
                     สักพักทางก็พาลัดตัดลงสู่หุบ ได้ยินเสียงซู่ซ่าของน้ำตกกังสดาลดังอยู่ข้างหน้า สายน้ำสีขาวสะอาดตาที่หลั่งไหลผ่านผาหินนี้อยู่ในบริเวณของรีสอร์ต สวยดีเหมือนกัน คำมูนดูจะดีใจกว่าใครตรงดิ่งเข้าไปเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน เล่นไม่เล่นเปล่าเอางวงดูดน้ำมาทำท่าจะพ่นขึ้นมาบนหลัง ทำเอาผมร้องเสียงหลง  ยังดีที่ควาญทำเสียงดุห้ามไว้ทัน คำมูนเลยหันไปพ่นใส่พุงตัวเองคลายร้อนแทน (เฮ้อ ...เกือบไปแล้วไหมล่ะ)

                     เล่นน้ำจนสะใจ (ช้าง) แล้วก็ได้เวลาย้อนกลับครับ ทีเด็ดมาอยู่ตอนนี้เอง เพราะขากลับทางขึ้นเป็นถนนดินเล็ก ๆ เลียบผา แถมชันดิก ขนาดคำมูนเดินขึ้นไปได้ทีละก้าวสองก้าวก็ต้องหยุดพักหายใจ ผมเหลือบมองลงไปข้างล่างเสียวไส้อย่าบอกใคร ต้องหันไปไถ่ถามประวัติความเป็นมาของควาญช้างเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากความสูง  
                
                    “ผมชื่ออาร์ตครับ ควาญหนุ่มวัยรุ่นตอบ ขี่ช้างนี่หัดมาตั้งแต่เด็ก เพราะบ้านเพื่อนมีช้าง หัดเอง ขี่ตอนแรกสั่งช้างได้แค่ไปกับหยุดเท่านั้นว่าแล้วหัวเราะชอบใจ

                     ยังดีนะ ถ้าสั่งได้แค่ไปอย่างเดียว หยุดไม่ได้นี่คงยุ่งพิลึก

                    “ ช้างต้องอายุ ๓ ขวบ  ถึงจะแยกจากแม่เอามาฝึก ช้างที่ดื้อมาก ๆ ต้องคนมีคาถาถึงจะบังคับได้ คนมีอาคมนี่เขาเสกคาถาเป่าช้างทีเดียวก็เราเข้าไปขี่ได้แล้ว ยิ่งบางคนเขามีช้างน้ำ จะบังคับช้างที่ดุ ๆ หรือช้างตกมันได้

                 “ช้างน้ำนี่ใช่ฮิปโปรึเปล่า ผมถาม เพราะจำได้ว่าฮิปโปก็มีคนเรียกว่าช้างน้ำเหมือนกัน   
              
                 “ไม่ใช่ครับ ช้างน้ำมันจะหน้าตาเหมือนช้าง มีงวงมีงา แต่ว่าตัวเล็กนิดเดียวเท่านิ้วก้อย มันจะอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ พวกหมอช้างที่มีคาถาอาคมนี่ถ้าเขารู้ว่าอยู่แถวไหนเขาจะไปเอา ไปร่ายคาถาแล้วก็ใช้ปลีกล้วยโยนลงไป งาของช้างน้ำนี่มันมีพิษนะ ถ้าคนโดนแทงก็ตาย ต้องให้มันแทงปลีกล้วย  พอช้างน้ำมันขึ้นมาแทงปลีกล้วย ก็จะจับมันได้ มีแล้วก็จะควบคุมช้างได้ เพราะช้างจะกลัว เมื่อก่อนปู่ผมก็มี แต่ผมไม่เคยเห็นหรอกนะ   
               
                    คุยเรื่องช้างน้ำยังไม่ทันจบก็พอดีคำมูนพาเดินกลับมาส่งที่เกย เป็นอันครบรอบหนึ่งชั่วโมงพอดี ไม่น่าเชื่อเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ลงมาตรงข้างหน้าสำนักงานเห็นว่ามีกล้วยมีอ้อยขาย เลยซื้อให้คำมูนกินเสียหน่อย ถือว่าเป็นการ ทิปในฐานะที่เดินดีไม่พากลิ้งลงเขา



                   ยังติดใจช้างอยู่ ผมก็เลยขับรถต่อลงมายังปางช้างแม่สา ชมการแสดงของช้างต่อเสียเลย  ตามประวัติเขาว่าปางช้างแห่งนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ..๒๕๑๙ โน่น โดยคุณชูชาติ กัลมาพิจิตร ซึ่งเป็นเจ้าของช้างเลี้ยงกว่า ๗๐ เชือก  นับถึงวันนี้ก็กว่า ๓๐ ปีแล้ว มาทีไรก็เห็นว่ายังคงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศมาเข้าชมกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ผมเองยังมาตั้งหลายที ดูแล้วดูอีกสนุกดีไม่มีเบื่อ

                   แค่เข้ามานั่งเล่นข้างในบริเวณปางช้างก็คุ้มแล้วละครับ เพราะรอบข้างร่มรื่นเย็นสบายด้วยร่มเงาไม้ นั่งรอที่ศาลาริมน้ำกินลมชมวิวเย็น ๆ ใจ  พักเดียวควาญก็พาช้างมาอาบน้ำในลำห้วยข้าง ๆ ศาลา อันเป็นต้นน้ำที่ไหลลงไปยังน้ำตกแม่สา ควาญช้างช่วยวักน้ำสาดให้ บ้างก็ช่วยถูงวงถูงาให้  ถูกใจผู้ชมเป็นพิเศษเห็นจะเป็นลูกช้างตัวน้อย ๆ ๒-๓ เชือก ลงเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน น่าเอ็นดู พ่นน้ำใส่กันบ้าง กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันบ้างล้มคว่ำคะมำหงายกันอยู่ในน้ำ

                   เสร็จสรงช้างทั้งโขลงก็พากันทยอยขึ้นจากน้ำมายื่นหน้ารับรางวัลกล้วย อ้อย จากผู้ชมซึ่งแน่นขนัดอยู่บนระเบียงศาลาริมน้ำ ก่อนจะเดินเรียงแถวนำหน้าพาขึ้นไปยังเวทีการแสดงที่เป็นลานดินกว้างล้อมรอบด้วยศาลาสำหรับนั่งชมภายใต้ร่มเงาของหมู่ไม้

                   ความหรรษาเริ่มจากการแสดงความสามารถของช้างที่มีให้ดูหลากหลายรูปแบบ เริ่มจากง่าย ๆ อย่างยกขาส่งควาญขึ้นขี่คอ ก่อนจะมาถอดหมวกใส่หมวกให้ควาญ เอางวงประสานกันเป็นชิงช้าให้ควาญนั่ง ฯลฯ แต่ละอย่างล้วนแล้วแต่เรียกเสียงเฮฮาจากผู้ชมได้ไม่น้อย ด้วยลีลาแสนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ช้างเดินเรียงแถวหน้ากระดานกันออกมาพร้อมเป่าเมาท์ออร์แกนไปด้วย  คนดูปรบมือกันสนั่น      
           
                  ทว่าที่สร้างความฮือฮาได้มากที่สุดก็คือช้างเตะฟุตบอลครับ ไม่ถึงขนาดจัดให้มี ๒ ทีมแข่งกันเหมือนอย่างงานช้างที่สุรินทร์ แต่เป็นการยิงลูกโทษ ผลัดกันเป็นผู้รักษาประตู ผลัดกันเตะ  ตื่นเต้นเร้าใจด้วยพลังเตะอันหนักหน่วงเสียงดังฟังชัด ตุ้บทีลูกบอลลูกใหญ่กระเด็นไปไกล ช้างบางเชือกไม่ยิงธรรมดา มีการสับขาหลอกเสียด้วย ยังกับคริสเตียนโน โรนัลโด ของทีมปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดแน่ะ แถมแจ๋วกว่าตรงที่หลอกด้วยขาหน้า แต่ยิงด้วยขาหลัง ถึงไม่เข้าประตู แต่ลีลากินขาดชนะใจคนดู รับเสียงปรบมือไปแบบเต็ม ๆ

                  นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วม  ด้วยการขออาสาสมัครปาลูกดอกใส่ลูกโป่งที่แขวนอยู่บนราวแข่งกับช้างตัวน้อย ปากันไปปากันมา ปรากฏว่านักท่องเที่ยวหนุ่มฝรั่งที่อาสาลงไปปาแม่นกว่า ทำเอาเจ้าช้างน้อยโมโหครับ ที่ปาสู้ไม่ได้ ใช้งวงคว้าลูกดอกปราดเข้าไปจิ้มลูกโป่งบนราวแตกหมด ก่อนเดินตุปัดตุป่องจากไป เล่นเอาผู้ชมหัวเราะกันงอหาย  
                 
                 ปิดท้ายรายการด้วยการให้ช้างแสดงกรรมวิธีการชักลากไม้แบบในสมัยเมื่อหลายสิบปีก่อนที่เชียงใหม่ยังมีการทำไม้อยู่ ให้เห็นถึงการใช้ช้างหลาย ๆ เชือกในการทำงานร่วมกัน ยกท่อนซุง วางเรียงท่อนซุง  เสร็จแล้วจึงเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ให้อาหารเป็นรางวัลและถ่ายภาพกับช้างเป็นที่ระลึก ก่อนจะพากันกลับออกมาด้วยความสนุกสุขใจ

                    ทั้งนั่งทั้งดูช้างตัวใหญ่ ๆ มาแล้ว รายการต่อไปผมก็เลยต้องหาอะไรที่ตัวยาว ๆ ดูบ้าง เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ  ก็พอดีถัดลงมาจากปางช้างไม่ไกลเห็นมีฟาร์มงูแม่ริมอยู่ริมทางข้างซ้ายมือพอดี  ภายในฟาร์มมีสารพัดสารพันบรรดางูพันธุ์ต่าง ๆ ทั้งที่มีพิษและไม่มีพิษภายใต้บรรยากาศธรรมชาติให้ชม
                    ดูเฉย ๆ คงจะไม่ตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่ครับ เขาก็เลยจัดให้มีนักแสดงโชว์ร่วมกับงูพิษชนิดต่าง ๆ  ให้ต้องทึ่ง  สั่งให้งูหลับตาลืมตาก็ได้ แถมยังมีการรีดพิษงูเห่าโชว์เสียอีกด้วย   อย่างเราให้จับงูเฉย ๆ ก็ไม่อยากแล้ว เอามาพันแขนพันคอนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย บรื๋อ อ อ แต่นี่เขาให้นักแสดงลงไปปล้ำจับงูเหลือมตัวมหึมาในน้ำ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำได้ยังไง งูเหลือมขนาดนี้ผมเคยดูในหนังสารคดี ขนาดกวางป่าตัวใหญ่เบ้อเริ่ม มันยังรัดเสียกระดูกนิ่มตาย ดูแล้วก็ให้หวาดเสียวแทน แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี



                    ตื่นเต้นมามากแล้วก็ต้องหาอะไรเบา ๆ ผ่อนคลายอารมณ์ ออกมาจากฟาร์มงู เห็นโรงเรียนลิงแม่ริมอยู่ไม่ไกล ก็เลยแวะเข้าไปดูเสียหน่อย

                    ดูเล่น ๆ ก็เพลินดีเหมือนกันครับ ว่ากันตั้งแต่ขั้นตอนการฝึกลิงเก็บมะพร้าวอย่างละเอียดให้เห็นทีละขั้น ตั้งแต่ฝึกบิดมะพร้าวก่อน  จากนั้นก็ค่อยฝึกให้ขึ้นไปเก็บมะพร้าวจากบนต้นมะพร้าว แล้วก็ฝึกให้ปอกมะพร้าวเป็นอันดับสุดท้าย ทุกขั้นตอนเจ้าจ๋อก็ทำได้คล่องแคล่วว่องไวยังกับลิง (ก็ลิงนี่นะ)
เสร็จจากแสดงการทำงานแล้ว ก็เริ่มการแสดงความสามารถพิเศษกัน 

                   คราวนี้แหละครับ ฮากันตรึม กับหน้าตาท่าทางเด๋อด๋าของเจ้าจ๋อขณะปั่นจักรยานไปรอบ ๆ ลานการแสดง  สักพักก็มาโชว์ลีลาตีลังกาชูตลูกบาสเข้าแป้นอย่างทะมัดทะแมง ลีลาไม่แพ้ไมเคิล จอร์แดนเลยทีเดียวละครับ  

                   แต่ที่หลายคนพิศวงสงสัยไม่น่าเชื่อว่าลิงจะทำได้  ก็คือการบวกลบเลข โดยเขาให้ผู้ชมเป็นคนเลือกแผ่นป้ายตัวเลข ๒ ตัวจากที่วางเรียงอยู่เป็นแถวตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๐  แล้วให้เจ้าจ๋อไปหยิบแผ่นป้ายตัวเลขที่เป็นคำตอบมาให้ หยิบทีไรก็ถูกทุกที หัวแหลมจริง ๆ เป็นหัวลิงเชียว (ดีนะแค่บวกลบ นี่ถ้าลิงดันถอดสแควร์รูทได้เชื่อว่าหลายคนคงต้องอายลิงแน่)

                   เท่านั้นยังไม่พอ คนฝึกหยิบเหรียญบาทโยนลงบ่อ แล้วบอกให้เจ้าจ๋อลงไปเก็บ เจ้าจ๋อก็ตีลังกาอบอุ่นร่างกายเสียสองสามรอบ ก่อนจะโดดตูมลงน้ำ ดำบุ๋ง ๆ พักเดียวก็โผล่ขึ้นมาพร้อมกับเหรียญในมือ  เรียกเสียงปรบมือจากรอบข้างได้อย่างกึกก้อง

                   อะไรจะเก่งกาจขนาดนี้ ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่เก็บมะพร้าวยันดำน้ำ

                   ปิดท้ายการแสดงของลูกหลานหนุมานด้วยการให้ถ่ายภาพคู่กับลิงซูเปอร์สตาร์ โดยให้ผู้ชมไปนั่งเก้าอี้บนเวทีแล้วเอาผ้าแดงปูบนตัก เจ้าจ๋อก็จะมานั่งบนผ้าอย่างว่าง่าย มีเงื่อนไขอย่างเดียวว่าเวลาลิงมานั่งแล้ว ห้ามจับตัวลิง (กลัวลิงจั๊กจี้หรือไงก็ไม่รู้) แน่นอนครับ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเยือนโรงเรียนลิงไม่ค่อยยอมพลาด เรื่องถ่ายรูปกับลิงนี่ (ผมยังมีกับเขารูปนึงเลย ไม่อยากจะคุย)



                   ออกจากโรงเรียนลิงมาเหลือบไปเห็นป้ายสวนสัตว์แมลงสยามอยู่ถัดจากโรงเรียนลิงเข้าไปข้างใน ก็เลยลองขับรถเลยเข้าไปดูเสียหน่อย แล้วก็ไม่ผิดหวังครับกับสิ่งที่ได้พบเห็น เพราะว่าเป็นพิพิธภัณฑ์แมลงชั้นดี บนเนื้อที่เกือบ ๒ ไร่ ภายในอาคารชั้นเดียวจัดแสดงแมลงสตัฟฟ์เอาไว้เป็นพันชนิดเชียวละ  มีทั้งที่หายากและหาง่าย 

                   ที่แน่ ๆ แต่ละชนิดล้วนแล้วแต่มีรูปร่างและสีสันแปลกตาน่าดูน่าชมไปเสียทั้งนั้น ขนาดผมไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับแมลงเท่าไหร่ก็ยังเดินดูเล่น ๆ เพลินไปเหมือนกันทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งในผลงานการสะสมของคุณพิสุทธิ์ เอกอำนวย  ผู้เชี่ยวชาญด้านกีฏวิทยาซึ่งมีผลงานหนังสืออ้างอิงเกี่ยวกับแมลงหลายเล่มครับ สอบถามกับคุณสุทธา เอกอำนวย ซึ่งเป็นลูกชาย และทำหน้าที่ดูแลอยู่ ก็ได้ความว่าเพิ่งเปิดให้ชมมาได้ไม่กี่เดือน คือตั้งแต่เมื่อเดือนตุลาคมปี ๒๕๔๙ ที่ผ่านมานี้เอง 

                   ที่สำคัญไม่ได้มีเฉพาะแมลงที่สตัฟฟ์เอาไว้ ด้านหลังอาคารยังทำเป็นฟาร์มเพาะเลี้ยงผีเสื้ออีกด้วยมีอยู่หลายชนิด บรรยากาศเป็นธรรมชาติด้วยพรรณไม้ที่เป็นอาหารของผีเสื้อ เที่ยวชมได้ไม่มีเบื่อครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบแมลงไม่ควรพลาด  เข้ามาหน่อยไม่เสียหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงร้อน ๆ ตอนเที่ยง ๆ บ่าย ๆ เข้ามาชมแมลงอะไรต่อมิอะไร เป็นการหลบแดดไปในตัว ถือว่าเหมาะมาก

                   พอแดดร่มลมตกผมก็แวะเข้าไปลองใช้บริการขี่ม้าท่องไพรดูครับ  ที่นี่เขามีม้าไว้ให้บริการเช่าขี่ มีทั้งสำหรับระดับมืออาชีพที่ขี่เก่งแล้วไปจนกระทั่งมือใหม่หัดขี่ พวกเก่ง ๆ ระดับโปรแล้วจะให้ขี่เอง มีไกด์ขี่ม้านำทางไป เที่ยวชมนกชมไม้ชมวิวทิวทัศน์อะไรต่อมิอะไร

                   อย่างผมจัดอยู่ในประเภทมือใหม่แกะกล่องครับ เคยแต่แอ็กชั่นขี่ม้าถ่ายภาพที่หัวหินเท่านั้น จะให้ขี่ไปเที่ยวไหนต่อไหนเองคงไม่ไหว ก็เลยต้องลองเล่นในแบบเด็ก ๆ ไปก่อน นั่นก็คือให้พนักงานจูงม้าพาไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ โดยมีระยะเวลาว่าจะเป็นครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง แล้วแต่จะตกลงกัน 

                   เส้นทางที่ผมไปนี่เป็นถนนลัดเลาะขึ้นไปบนเนิน แลเห็นทิวทัศน์งดงามของเทือกเขาที่ทอดตัวยาวสลับซับซ้อนสุดสายตานั่งโยกเยกไปมาพร้อมกับเสียงกุบกับยามม้าเยื้องย่างไปช่างได้บรรยากาศ ยิ่งในแสงทองของยามเย็นแบบนี้ด้วยแล้ว ผมก็อดไม่ได้ที่จะสมมติตัวเองเป็นฮีโร่โคบาลกำลังขี่ม้าขาวผจญภัยในท้องทุ่ง

                   ลำบากอยู่หน่อยก็ตรงที่ต้องพยายามเชิดหน้าให้สูง ๆ ทำเป็นมองไม่เห็นคนจูงเท่านั้นแหละ  แหะ แหะ



                   กิโลเมตรต้น ๆ ของถนนสายนี้ยังมีบริการกิจกรรมประเภทยานยนต์และกิจกรรมแนวแอ็กชันผาดโผนให้เลือกลองเล่นได้หลายชนิดครับ แต่ละเจ้าตกแต่งหน้าร้านเอาไว้อย่างน่าสนใจ เรียกว่าเห็นป้ายก็มันแล้วว่างั้นผมเลือกที่จะเริ่มประเดิมด้วยรถATV เพราะคุ้นเคยกับพาหนะจอมลุยชนิดนี้ดีกว่าอย่างอื่น  และสนามฝึกซ้อมของสปอร์ต เอ็กซ์ ชาเลนจ์ ก็ดูเหมาะเจาะสำหรับการอุ่นเครื่องกิจกรรมแนวแอ็คชั่นของผมในคราวนี้ เพราะในบริเวณดูร่มรื่น ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง จัดสร้างวางเนินกระโดด ทางคดโค้ง และอุปสรรคกีดขวางเอาไว้ได้อย่างสวยงามลงตัว น่าสนุก

                   “บรืน….บรืน”

                    เสียงเครื่องยนต์ของรถATV ดังกระหึ่มเร้าใจเมื่อผมขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับแล้วบิดคันเร่ง ทะยานไปตามเส้นทางวิบากในสนาม  กระเด้งกระดอนไปกับหลุมบ่อ เลี้ยวลดไปตามทางคดเคี้ยว พุ่งผ่านขึ้นไปบนสะพานขอนไม้สูง ตีวงจนฝุ่นกระจาย ก่อนจะกระโดดขึ้น ๆ ลง ๆ ผ่านเนินลูกระนาด ๓ เนินรวด ทิ้งโค้งเข้าสู่จุดเริ่มต้นใหม่ รอบแล้วรอบเล่า มันอย่าบอกใคร

                     ความตื่นเต้นระทึกใจของการขับขี่ทำให้เวลาดูเหมือนจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว

                     ความจริงแล้วบนเส้นทางสายนี้เขามีบริการ ATV ท่องเที่ยวบนทางวิบากแบบไปกลับวันเดียวด้วยครับ แต่ผมนั้นเคยขี่ ATV เที่ยวมาแล้วก็เลยรู้สึกว่าไม่ค่อยน่าตื่นเต้นเท่าไหร่  มาคราวนี้ก็เลยกะว่าแค่ขี่เล่น ๆ ในสนามฝึกก็สนุกพอแล้ว ถือว่าเป็นพระรองไป




                    นั่นก็เพราะมีอีกพาหนะหนึ่งที่ผมหมายมั่นปั้นมือเอาไว้ให้เป็นพระเอก นั่นก็คือรถบั๊กกี้ 

                    ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ดุดันกับสีสันที่เร้าใจ ชวนให้จินตนาการถึงความมันในยามขับขี่ไปบนทางวิบาก

                    ผมแวะเข้าไปที่ เอ็กซ์ เซ็นเตอร์ ที่เห็นว่ามีรถบักกี้จอดเรียงรายอยู่หลายคัน

                     “นั่นโกคาร์ตครับ” เจ้าหน้าที่บอกกับผมเมื่อเห็นผมสนใจพาหนะคันเล็กที่จอดอยู่ด้านหน้า  หน้าตาที่ดูคล้าย ๆ รถแข่งในสวนสนุกทำให้นึกไปถึงตอนยังเด็ก ลืมเรื่องรถบั๊กกี้ไปชั่วคราว เกิดอยากรำลึกความหลังครั้งเก่าสมัยขับรถแข่งในสวนสนุกขึ้นมา ยิ่งออกไปชะโงกดูสนามโกคาร์ตแล้วน่าขับมาก  เป็นทางเรียบแบบสนามขับรถแข่ง ตั้งอยู่ท่ามกลางทิวทัศน์ขุนเขาสลับซับซ้อนงดงาม ผมก็เลยอดใจไม่ได้ต้องขอลองดูสักครั้ง

                     ปรากฏว่าเป็นคนละเรื่องกับความหลังครับ เพราะความเร็วความแรงของโกคาร์ตนั้นเฟี้ยวฟ้าวเร้าใจเหนือกว่ารถแข่งในสวนสนุกเยอะแยะ ยิ่งขับในทางคดเคี้ยวเลี้ยวไปเลี้ยวมาอย่างนี้ยิ่งสนุกเหลือหลาย ถือว่าเป็นอีกความมันที่ไม่ควรพลาดก็ว่าได้

                     สนุกกับโกคาร์ตจนเป็นที่พอใจแล้วถึงได้หันมาหารถบั๊กกี้ พระเอกที่หมายตาเอาไว้อีกครั้ง

                     “เราจะมีไกด์ขับนำทางไปให้ครับ เป็นทางออฟโรด” เจ้าหน้าที่ชี้ให้ดูแผนที่บนผนัง “อยากหยุดถ่ายภาพอะไรตรงไหนกดแตรบอกไกด์ก็จะหยุดให้” 

                     ว่าพลางส่งเครื่องแต่งตัวมาให้ผม ท่าทางจะลุยไม่ใช่เล่นเหมือนกัน เพราะมีอุปกรณ์ป้องกันครบครันตั้งแต่หมวกกันน็อก แว่นกันกระแทก ผ้าปิดจมูก และชุดหมีแบบที่ช่างทาสีใส่

                “เอาไว้ป้องกันฝุ่นน่ะครับ ทางมันฝุ่นเยอะ” ไกด์หนุ่มบอก พอเห็นผมสวมใส่อุปกรณ์ทั้งหลายแหล่เสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินนำหน้าพาไปที่รถบั๊กกี้สีสันสดใส  แนะนำให้รู้จักกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ของรถ ช่วยรัดเข็มขัดให้ผมติดกับที่นั่งอย่างมั่นคง แล้วกลับไปยังรถของตัวเอง ติดเครื่องแล่นนำหน้าออกไปยังถนนใหญ่  ผมก็ติดเครื่องบ้างแล่นตามหลังไปติด ๆ

            แยกซ้ายเข้าสู่ถนนสายเล็ก พักเดียวถนนเรียบก็กลายเป็นถนนลูกรังที่ลัดเลาะขึ้น ๆ ลง ๆ ไปตามทางเล็ก ๆ แคบ ๆ ไต่เนินเขาสูงบ้างต่ำบ้าง




                  ผิวถนนตะปุ่มตะป่ำทำให้รถโขยกเขยกกระเด้งกระดอน ได้อารมณ์วิบากอย่างแท้จริง แต่ไม่ว่าทางจะขรุขระหรือชันขนาดไหนก็ดูเหมือนพาหนะจอมอึดชนิดนี้จะไม่แสดงอาการอืดอาดหรือทำท่าว่าจะผ่านไปไม่ได้แม้แต่น้อย เหยียบคันเร่งทีไรรถก็ยังคงพุ่งทะยานไปข้างหน้าฝ่าพันทุกอุปสรรค
มีปัญหาอยู่หน่อยก็คือผมยังไม่คุ้นกับการขับพวงมาลัยซ้าย ทำให้รถคอยจะเบียดเข้าไปด้านขวา สะดุดโน่นสะดุดนี่ดังตึงตังอยู่ตลอดเวลา

                “โครม” ล้อข้างขวาของรถผมกระแทกหินเสียงดังสนั่น จนพวงมาลัยสะบัดอย่างแรงจนหลุดมือ โชคดีที่ผมเคยเรียนรู้การจับพวงมาลัยในการขับรถแบบออฟโรด ไม่สอดมือเข้าไปด้านในพวงมาลัย ก็เลยไม่เป็นไร  ไม่งั้นมีหวังได้โดนก้านพวงมาลัยตีมือหักนิ้วหักกันบ้าง

            ทางเริ่มบีบแคบเข้ามาและเป็นทางขึ้นเขาสูงชัน รอบข้างเป็นผืนป่าเขียวร่มครึ้ม ยิ่งขับก็ยิ่งมันครับ ไม่ต้องทำอะไรมากนอกจากจับพวงมาลัยให้มั่น เหยียบคันเร่งให้รถกระโดดกระเด้งมุ่งฝ่าไปตามทางข้างหน้า

            หลังจากแล่นคดโค้งผ่านป่าไผ่ที่มีร่องรอยของไฟป่า รถก็ตะบึงผ่านสันเขาสูงแลเห็นทิวทัศน์ของทิวเทือกเขาเป็นเงาสีน้ำเงินในม่านหมอกอยู่ลิบ ๆ ก่อนจะดิ่งลงสู่หุบเขาเบื้องล่างอีกครั้ง
ผ่านลำธารเล็ก ๆ ไปรถของไกด์ก็ชิดซ้ายเข้าจอดริมทาง  ผมก็เลยจอดบ้าง

                “สุดทางแล้วครับ จากตรงนี้เดี๋ยวเราก็ขับย้อนกลับทางเดิม” ไกด์เดินมาบอกพลางส่งขวดน้ำเย็นให้  ผมหยุดพักจิบน้ำเย็นกินลมชมวิวพลางนึกเสียดาย เวลาของความสนุกนี่ทำไมรู้สึกว่าสั้นทุกที  ยิ่งขากลับนี่รู้สึกว่าแว๊บเดียวก็มาถึงเสียแล้ว

                 ระหว่างเดินเกร่ไปเกร่มาเป็นการพักให้หายเหนื่อย ก็ได้เห็นว่านอกจากรถโกคาร์ตและATV ที่เอ็กซ์ เซ็นเตอร์นี่เขายังมีบริการเพ้นต์บอลด้วย เสียดายที่มาคนเดียวไม่รู้จะไปเล่นกับใคร

                 “สนใจบันจีจัมป์ไหมล่ะครับ” เจ้าหน้าที่หลังเคาน์เตอร์ถามขึ้นมาเมื่อเห็นว่าผมสนใจอยู่กับภาพในแผ่นพับ ไม่ถามเปล่าเปิดวีซีดีให้ดูเป็นตัวอย่างอีกต่างหาก

                  บันจีจัมป์ที่นี่เขาทำเป็นเครนสูง มีลิฟท์พาลูกค้าขึ้นไป เท่าที่เห็นมีทั้งนักท่องเที่ยวผู้หญิงและผู้ชาย ส่วนใหญ่เป็นฝรั่งกระโดดกันเป็นว่าเล่น  ที่น่าตื่นเต้นก็คือมีเด็กกระโดดด้วย ๒ คน  แถมไม่กระโดดธรรมดาแต่เกาะขาพ่อคนละข้างลงมา โอ้ พระเจ้าจอร์จ มันยอดมาก

                   “ก็มีบางคนเหมือนกันที่ขึ้นไปแล้วเปลี่ยนใจ ไม่กล้า ไม่กระโดดก็ได้ แต่เราไม่คืนเงินให้นะ” เจ้าหน้าที่ว่า  

                     คงไม่ต้องบอกนะครับว่าผมกระโดดหรือไม่กระโดดอย่างไร เพราะนั่นคงไม่ใช่เรื่องสำคัญ (อยากรู้ต้องมาโดดเอง มันกว่า)

                      ที่ควรสนใจก็คือหมายเลข ๑๐๙๖  รหัสแห่งปฏิบัติการความสนุก ที่หากมาเยือนเชียงใหม่เมื่อไหร่ไม่ควรพลาดที่จะมาสนุกกับหลากหลายกิจกรรมบนเส้นทางสายนี้

                        ย้ำอีกทีครับ ๑๐๙๖ ไม่ใช่เลขเด็ด ไม่ว่างวดไหน แต่ถ้าใครเอาเลขนี้ไปซื้อล็อตเตอรี่แล้วเกิดถูกรางวัล ก็อย่าลืมแบ่งผมมั่งก็แล้วกัน แฮ่ม  

    



คู่มือนักเดินทาง        

ทางหลวงหมายเลข ๑๐๙๖ อยู่ทางทิศเหนือของเชียงใหม่ ออกจากตัวเมืองไปตามทางที่ไปอำเภอแม่ริม บนเส้นทางสายนี้มีกิจกรรมท่องเที่ยวมากมายให้เลืกสรรความสนุกปางช้างโป่งแยง ตั้งอยู่บริเวณ กิโลเมตรที่ ๑๘ บริการขี่ช้างชมทิวทัศน์ อัตราค่าบริการ ๑ ชั่วโมง ๑,๒๐๐ บาท ๒ ชั่วโมง ๒,๔๐๐ บาท เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐๑๒.๐๐ นาฬิกา    โทรศัพท์ ๐ ๕๓๘๗ ๙๐๙๓-๔ โทรสาร ๐ ๕๓๘๗ ๙๐๙๒

ปางช้างแม่สา ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เปิดให้ชมการแสดงของช้างทุกวัน วันละ ๓ รอบ ๐๘.๐๐ ,๐๙.๔๐ และ ๑๓.๓๐ นาฬิกา ค่าบัตรเข้าชม ๒๐๐ บาท  โทรศัพท์ ๐ ๕๓๒๐ ๖๒๔๗ -๘   เว็บไซต์ www.maesaelephantcamp.com

โรงเรียนลิง ตั้งอยู่ที่ เลขที่ ๒๙๕ หมู่ ๑ ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๑๘๐ เปิดให้ชมการแสดงของลิงตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ ๐๙.๐๐๑๔.๑๕ นาฬิกา โทรศัพท์ ๐ ๕๓๒๙ ๘๘๑๘ ๐ โทรสาร ๐ ๕๓๘๖ ๐๕๔๗

สวนสัตว์แมลงสยาม ตั้งอยู่กิโลเมตรที่ ๔ เลขที่ ๒๓/๔ หมู่ ๑๑ ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ในซอยน้ำตกแม่สา ๖ (ซอยโรงเรียนลิง) เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐๑๗.๐๐นาฬิกา ค่าเข้าชม ชาวไทย ๔๐ บาท ชาวต่างประเทศ ๑๐๐ บาท โทรศัพท์ ๐๘ ๔๙๓๗ ๑๑๒๑  เว็บไซต์www.malaeng.com

ขี่ม้าท่องไพร ตั้งอยู่กิโลเมตรที่ ๔ ตรงข้ามสวนบัวแม่สาออคิด ให้บริการขี่ม้าท่องเที่ยวชมธรรมชาติ ค่าบริการครึ่งชั่วโมง ๔๕๐ บาท ๑ ชั่วโมง ๙๐๐ บาท  เปิดให้บริการตั้งแต่ ๐๘.๐๐ -๑๖.๐๐ นาฬิกา โทรศัพท์ ๐๘ ๑๕๙๕ ๗๑๑๓

ฟาร์มงูแม่ริม เปิดให้ชมการแสดงของงูทุกวัน ตั้งแต่ ๑๐.๐๐๑๖.๐๐ นาฬิกา โทรศัพท์ ๐ ๕๐๒๙ ๑๙๐๗ 

AIV เชียงใหม่ทัวร์  ตั้งอยู่เลขที่ ๗๗/-๖ หมู่ ๑ ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๑๘๐ ให้บริการรถ ATV ท่องเที่ยว โปรแกรมทัวร์ ๑  (-๓ ชั่วโมง ระยะทาง ๔๒ กิโลเมตร) ค่าบริการ ๑,๙๕๐ บาท โปรแกรมทัวร์ ๒ (ออฟโรดเต็มวันค่าบริการ ๔,๙๕๐ บาท โทรศัพท์ ๐ ๕๓๒๙ ๐๑๕๓ และ ๐๘ ๙๙๕๐ ๒๒๗๙ เว็บไซต์ www.atv-chiangmai-tours.com

Jungle Bungy Jump เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ ๐๙.๐๐ -๑๔.๐๐ นาฬิกา อัตราค่าบริการครั้งละ ๑,๕๐๐บาท โทรศัพท์ ๐ ๕๓๒๙ ๗๗๐๐ และ ๐๘ ๑๘๘๕ ๑๙๑๒  เว็บไซต์ www.junglebungy.com

The origonal Monkey Centre  เปิดแสดงวันละ ๖ รอบ ค่าเข้าชม ๒๐๐ บาท โทรศัพท์ ๐ ๕๓๒๙ ๙๔๑๔ โทรสาร ๐ ๕๓๒๙ ๗๗๐๐ เว็บไซต์ www.monkeycentre.com

Sport X Chiangmai challenge ตั้งอยู่กิโลเมตรที่ ๓  เลขที่ ๖๔/๑ ตำบลริมใต้ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ให้บริการรถATV และรถบักกี ค่าบริการ ๒,๐๐๐บาท ผู้โดยสาร ๑,๔๐๐ บาท  โทรศัพท์ ๐ ๕๓๘๖ ๐๔๓๕ และ ๐๘ ๙๑๙๑ ๗๖๙๖

สนามยิงปืนแม่ริม ให้บริการปืนหลากชนิดพร้อมสนามยิงปืนและครูฝึกคอยดูแล ตั้งอยู่กิโลเมตรที่ ๒ เลยฟาร์มงูแม่สาไป ๑๐๐ เมตร  เปิดให้บริการตั้งแต่ ๐๙.๐๐๑๖.๐๐ นาฬิกา โทรศัพท์ ๐ ๕๓๑๑ ๒๓๘๓ และ ๐๘ ๑๕๙๕ ๗๑๑๓

X Centre ตั้งอยู่กิโลเมตรที่ ๓ ตรงข้ามฟาร์มงูแม่สา เลขที่ ๒๖๓ หมู่ ๑ ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๑๘๐ ให้บริการ รถ ATV รถบักกี ๑ ชั่วโมง ๒,๐๐๐บาท ผู้โดยสาร ๑,๐๐๐บาท  ๒ ชั่วโมง ๓,๐๐๐บาท ผู้โดยสาร ๑,๕๐๐ บาท โกคาร์ท ๑๐ นาที ๖๐๐บาท  และเพนต์บอล กระสุน ๕๐ นัดพร้อมอุปกรณ์ ๖๐๐ บาท  โทรศัพท์ ๐ ๕๓๒๙ ๗๗๐๐ เว็บไซต์ www.chiangmai-xcentre.com 

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ควบบ๊กกี้ สี่ล้อมหาสนุกบุกแม่ริม

ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. 


ทุกวันนี้ดูเหมือนช่วงเวลาที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผมไปเสียแล้วครับ  (จะว่าไปคงไม่ใช่ผมคนเดียวหรอก คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ก็คงจะคล้าย ๆ กันนี่แหละ)

นับตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยมาแล้วที่ผมต้องนั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถวันละประมาณ ๔ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ขับรถไปกลับระหว่างบ้านกับมหาวิทยาลัย เรียกว่าโตบนรถก็ว่าได้ มาถึงวันนี้ก็ยังต้องนั่งอยู่หลังพวงมาลัยอยู่ แต่เปลี่ยนเป็นไปกลับระหว่างบ้านกับที่ทำงานแทน (ต้องบอกว่าแก่บนรถแล้วละกระมัง)

แรกขับรถใหม่ ๆ ก็ตื่นเต้นดี อยู่ ไม่มีปัญหาอะไร สนุกไปเสียอีก เพราะกำลังบ้าเห่อ ทว่าพอนานเข้า หลายปีผ่านไปชักเริ่มไม่ไหวครับ ต้องหันไปฟังวิทยุบ้าง ฟังเทปบ้าง บางครั้งก็เปลี่ยนเอารถคลาสสิคคันเก่งมาขับเปลี่ยนบรรยากาศ ล่าสุดนี่ผมเพิ่งซื้อโทรศัพท์มือถือที่ดูโทรทัศน์ได้ ก็พอจะช่วยให้แก้เบื่อกับชีวิตหลังพวงมาลัยไปในแต่ละวัน

แต่ก็มีอยู่บ้างครับ กับช่วงเวลาหลังพวงมาลัยที่ไม่ธรรมดา


 อุ่นเครื่อง
             
              ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่  ผมพบว่าการนั่งอยู่หลังพวงมาลัยก็เป็นความสนุกสนานได้เหมือนกัน เพียงแต่ต้องเป็นพวงมาลัยของรถบั๊กกี ยานยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อสำหรับการผจญภัยบนเส้นทางวิบากเท่านั้น              
              
              ทำไมถึงเรียกพาหนะชนิดนี้ว่าบั๊กกีผมเองก็ไม่รู้แน่ชัด แต่เท่าที่เห็นนี่เดาว่าอาจจะเป็นเพราะตัวรถที่รูปร่างออกไปทางเตี้ยป้อม ไฟหน้าเหมือนตาโต มองเผิน ๆ ดูเหมือนแมลงปีกแข็ง             
               
               ผมเองติดใจรถชนิดนี้มาตั้งแต่ครั้งก่อน เมื่อปีกลาย มาทำสารคดีกิจกรรมท่องเที่ยวผจญภัยบนถนนสายสนุก ก็คือทางหลวงหมายเลข ๑๐๙๖ ตรงอำเภอแม่ริมนี่แหละครับ ได้ลองขับเป็นครั้งแรก หลังจากที่เคยเห็นแต่ในหนังการ์ตูนเรื่องโดราเอมอน ตอนผจญภัยอะไรสักอย่างที่เคยดูสมัยเด็ก โอ้โห สนุกอย่าบอกใครเชียวละ             
                
                ความมันอยู่ตรงที่พาหนะจอมลุยชนิดนี้สามารถพาเราฝ่าฟันทางขรุขระทุรกันดารสารพัดรูปแบบ ไปได้ทุกสถานที่ ไม่ว่าจะขึ้นเขาลงห้วย ทางจะเละจะลื่นยังไงไม่หวั่น เสียดายที่คราวนั้นผมต้องแบ่งเวลาให้กับอีกหลาย ๆ กิจกรรมสนุกที่มีอยู่มากมาย ทำให้ได้ลองขับเที่ยวแค่เส้นทางระยะสั้น แต่อย่างน้อยก็ได้บุกบั่นขึ้นไปถึงจุดชมทิวทัศน์บนสันเขาสูง เป็นที่ประทับใจถึงขนาดผมน่ะหมายมั่นปั้นมือจะกลับมาขับบั๊กกีอย่างเดียวแบบเฉพาะกิจให้หนำใจ หายอยากกันไปข้างนึงละครับ
             
              นั่นคือเหตุผลที่ในวันนี้ผมมายืนพินิจพิจารณาเลือกรถบั๊กกี้หลากสีสันสวยอยู่ในบริเวณศูนย์รวมกิจกรรมท่องเที่ยวผจญภัยเอ็กเซ็นเตอร์ ในเครื่องแบบของทางศูนย์ ฯ ที่เตรียมไว้ให้ลุยแบบเต็มยศ ทั้งหมวกกันน็อค แว่นกันลม ชุดหมีที่มองดูให้ดีก็คล้าย ๆ นักบิน (แต่ก็ดูคล้ายช่างทาสีเหมือนกันแฮะ) 

             รถบั๊กกีตรงหน้า มีทั้งสีแดง สีเขียว สีส้ม สวยสะดุดตา ทำให้ผมมีความรู้สึกเหมือนเด็กได้เข้าร้านของเล่นยังไงยังงั้น            
             
              “รถที่เราให้บริการนักท่องเที่ยว เป็นบั๊กกีขนาดเล็ก นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ยี่ห้อจอยเนอร์ (Joyner)  รุ่นแซนด์ไวเปอร์ (Sand viper) เครื่องยนต์ ๒๕๐ ซีซี  คันใหญ่กว่านี่เป็นรุ่นแซนด์สไปเดอร์ เครื่องยนต์ ๖๕๐ ซีซี แต่จะให้สำหรับมัคคุเทศก์ที่เป็นคนขับนำทางใช้  

              เจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ แนะนำให้รู้จักกับรถ ก่อนจะให้ผมเข้าไปนั่งประจำที่หลังพวงมาลัย พร้อมกับรัดเข็มขัด แล้วเริ่มแจกแจงอุปกรณ์ต่าง ๆ บนแผงหน้าปัดให้ฟัง ว่าอะไรเป็นอะไร             


             “ข้างพวงมาลัยนี่เป็นไฟเลี้ยวซ้ายขวา ปุ่มนี้เป็นแตร ถ้ามีอะไรขัดข้องหรืออยากหยุดถ่ายภาพตรงไหนก็กดแตรเรียกมัคคุเทศก์คันหน้าให้หยุดได้ครับ  ปุ่มนี้เป็นปุ่มสตาร์ทเครื่อง อีกปุ่มเป็นสวิตช์พัดลมหม้อน้ำ ถ้าปิดปุ่มนี้เครื่องก็จะดับ…              
          
             ขอเตือนว่าต้องตั้งใจฟังให้ดีนะครับ เพราะผมเองตอนเขาอธิบายเผลอใจลอยไปหน่อย พอขับไปจริง ๆ ปรากฏว่าเหลือบไปเห็นไฟแดงรูปหม้อน้ำสว่างขึ้นมา ขับไปกลุ้มใจไป กลัวเครื่องจะเกิดโอเวอร์ฮีต  จะกดแตรเรียกมัคคุเทศก์คันข้างหน้ามาถามว่าอะไรเป็นอะไรก็เกรงใจ เพราะว่าเขาเพิ่งบอกไปหยก ๆ ดันไม่ฟังเอง  กว่าจะมารู้ทีหลังว่าไฟมันต้องขึ้นอย่างนั้นอยู่แล้ว เป็นการแสดงว่าพัดลมหม้อน้ำทำงาน เล่นเอาเครียดอยู่ตั้งนาน      
         
              แนะนำตรวจสอบความเรียบร้อยให้กับลูกทัวร์เสร็จสรรพ เจ้าหน้าที่ของศูนย์ซึ่งทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ก็กระโดดขึ้นรถบั๊กกีคันหน้า ขับออกนำขบวนรถซึ่งเที่ยวนี้เป็นโปรแกรมเส้นทาง ๒ ชั่วโมง นอกจากผมแล้วก็ยังมีนักท่องเที่ยวฝรั่งสองสามีภรรยาวัยกลางคนร่วมขบวนไปด้วยอีกคัน รวมเป็น ๓ คัน แล่นตาม ๆ กันออกไปบนถนน     
             
                 ไกด์คันหน้าส่งสัญญานมือให้ขับชิดซ้ายจะได้ไม่เกะกะยวดยานที่สัญจรไปมา มุ่งหน้าไปตามถนนลาดยางทางหลวงหมายเลข ๑๐๙๖  ที่ทอดตัวยาวขึ้นไปตามความสูงของภูเขาสู่อำเภอสะเมิง บนเส้นทางที่เราแล่นไปผ่านแหล่งท่องเที่ยวสำคัญไม่ว่าจะเป็น น้ำตกแม่สา ปางช้างแม่สา และสวนพฤกษศาสตร์สิริกิติ์ ท่ามกลางร่มเงาไม้และสายลมเย็นที่พัดผ่านโครงรถเปิดโล่งเข้ามาปะทะใบหน้า 

                ช่วงแรกนี่ขับแบบสบาย ๆ ครับ เพราะเป็นถนนลาดยางอย่างดี ระยะทางยาวพอสมควร ลดเลี้ยวขึ้นเขาสูงชันไปเรื่อย ๆ  แต่ก็เป็นเส้นทางปกติ ยังไม่มีอะไรลำบากยากเย็น ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาการอุ่นเครื่อง ให้นักท่องเที่ยวได้ค่อย ๆ ทำความคุ้นเคยกับคันเร่ง เบรก และการควบคุมรถที่เป็นพวงมาลัยซ้าย ก่อนจะไปเข้าสู่เส้นทางสมบุกสมบันกันจริง ๆ ข้างหน้า


 บุกบั่นเส้นทางธรรมชาติขุนเขา

                 ขบวนบั๊กกีพากันตีวงเลี้ยวซ้ายผ่านเข้าไปทางบ้านแม่สาใหม่ เส้นทางถนนลาดยางตัด ลัดเข้าไปในหมู่บ้านที่ตั้งลดหลั่นกันลงมาตามลาดไหล่เขา บริเวณนี้ยังเป็นที่ตั้งของโครงการเกษตรแม่สาใหม่  รถแล่นไปนี่ก็จะแลเห็นว่าตามแนวเขามีแปลงปลูกพืชผักผลไม้เมืองหนาว คลุมด้วยพลาสติกเรียงรายกันอยู่ทั่วไป  บรรยากาศเย็นสบาย
                
                 มัคคุเทศก์หยุดรถ ส่งสัญญานมือให้เปลี่ยนเกียร์จากเกียร์สูง เป็นเกียร์ต่ำ นักท่องเที่ยวอย่างเรา ๆ ก็จอดรถทำตามอย่างว่าง่าย 
                 
                เกียร์ของรถบั๊กกีนั้นไม่ได้มีอะไรมากมายครับ มีแค่เกียร์สูง(H) สำหรับวิ่งด้วยความเร็วสูงบนทางเรียบ เกียร์ต่ำ(L) สำหรับวิ่งบนเส้นทางวิบากที่ต้อ้งใช้กำลังขับเคลื่อน เกียร์ว่าง (P) สำหรับจอด แล้วก็เกียร์ถอยหลัง (R) สำหรับถอยหลังเวลากลับรถ เรียกว่าใส่เกียร์แล้วก็แทบจะไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับมันอีกละครับ นอกจากเหยียบคันเร่งให้รถแล่นลุยไปข้างหน้าสถานเดียว ขับง่าย ไม่มีอะไรยากเย็น

                แล่นต่อไปอีกครู่เดียวจากทางลาดยางเรียบก็กลายสภาพเป็นทางดินลูกรัง เลียบไปตามริมผาสูง ตัดลัดเลาะเข้าไปในป่าไผ่ที่ร่มครึ้มเขียว ตื่นเต้นระทึกใจนิด ๆ กับการแล่นข้ามสะพานขอนไม้ ผ่านธารน้ำสายเล็ก ๆ  ก่อนจะค่อย ๆ เรียงแถวไต่ขึ้นไปตามไหล่เขาอันสูงชัน                

            
               ถึงตรงนี้ชักจะเริ่มมันครับ เพราะเริ่มรู้สึกได้ถึงสมรรถนะของรถที่แตกต่างกับตอนแล่นบนถนนเรียบอย่างชัดเจน จากสัมผัสที่สั่นสะเทือนและแข็งกระด้างด้วยดอกยางขนาดใหญ่บดลงบนทางลาดยาง พอมาอยู่บนถนนลูกรังขรุขระกลับกลายเป็นความนุ่มนวลแสนสบายอย่างไม่น่าเชื่อ                 

              แม้ว่าทางข้างหน้าจะสูงชัน คดโค้งขึ้น ๆ ลง ๆ แถมยังตะปุ่มตะป่ำด้วยหินผุดโผล่และหลุมเล็กหลุมใหญ่ เจ้าบั๊กกี้คันเก่งก็พลิ้วผ่านไปได้  ล้อทั้งสี่ที่หมุน ๆ หยุด ๆ อย่างเป็นอิสระจากกัน ตามจังหวะที่รถตะกุยตะกายแล่นลุยไป แลดูคล้ายกำลังเริงระบำอยู่บนทางวิบากจริง ๆ                   

              ที่ควรระวังสำหรับการขับรถบนทางแบบนี้ก็คือควรจับพวงมาลัยที่ขอบด้านนอกเท่านั้น ไม่สอดมือเข้าไปด้านในอย่างเด็ดขาด เพราะในกรณีที่ล้อรถไปกระแทกเข้ากับหินก้อนใหญ่ ๆ ที่โผล่อยู่บนพื้นผิวทาง พวงมาลัยจะสะบัดอย่างแรงมาก หากเอาเมือสอดเข้าไปก้านพวงมาลัยจะฟาดมือ ถึงขนาดมือหัก นิ้วหักได้                      

               ชาวคณะบั๊กกีเราพลิดเพลินกับการหมุนพวงมาลัยลดเลี้ยวผ่านแนวไม้ครึ้มเขียว ไต่ความสูงขึ้นไปตามทางดินลูกรังเลาะไหล่เขา โค้งแล้วโค้งเล่า ขับไปพลางเหลือบชมทิวทัศน์ความเขียวขจีไปพลาง สูดอากาศอันบริสุทธิ์จากผืนป่าเข้าไปจนเต็มปอดอีกพักใหญ่ก็ไปถึงลานกว้างกลางป่าสนสูงชะลูดและร่มครึ้มริมหน้าผาอันเป็นจุดชมทิวทัศน์ มัคคุเทศก์เลี้ยวปราดเข้าไปจอดใต้ร่มไม้พลางส่งสัญญานให้สมาชิกจอดรถตามอัธยาศัย ลงมาพักดื่มน้ำ ผ่อนคลายความตึงเครียดด้วยการทอดสายตาออกไปยังผืนป่าอันเขียวขจีปกคลุมเทือกดอยอันสลับซับซ้อนกว้างไกลสุดสายตา มีหมู่บ้านเล็ก ๆ แทรกตัวอยู่ประปราย


                  กำลังถ่ายภาพเพลิน ๆ นักท่องเที่ยวฝรั่งสองสามีภรรยาเดินยิ้มเข้ามาชี้ไม้ชี้มือให้ผมส่งกล้องในมือมา แล้วไปยืนคู่กับรถบั๊กกีมีทิวทัศน์อันสวยงามของขุนเขาเป็นฉากหลัง ก่อนจะกดชัตเตอร์ให้ ผมก็เลยบอกฝรั่งทั้งสองส่งกล้องมาบ้าง จะถ่ายให้เป็นการตอบแทน ถ่ายเสร็จเห็นเอาไปเปิดดูกัน หันมายิ้มแป้นพลางยกนิ้วโป้ง (คงไม่ได้หมายความว่า โกรธยูแล้ว ถ่ายไม่ได้เรื่องเลย หรอกนะ) ก็พอดีกับไกด์โบกไม้โบกมือว่าหมดเวลาพักให้ขึ้นรถไปกันต่อได้                  

               
                  ทางยังคงสภาพความวิบาก ด้วยพื้นผิวที่ไม่แตกต่างจากโลกพระจันทร์ ลดเลี้ยวขึ้น ๆ ลง ๆ ตามไหล่เขา  ทว่าขบวนบั๊กกี้ของเราก็ลุยผ่านไปอย่างสบาย                     
            
                  ที่ต้องระวังอยู่บ้างก็คือตามทางคดโค้งบนเขาอย่างนี้ ต้องกดแตรให้สัญญานนำไปก่อน เพราะบางครั้งก็จะมีรถปิคอัพ หรือมอเตอร์ไซค์ของชาวบ้าน บางทีก็เป็นรถบั๊กกีจากผู้ให้บริการเจ้าอื่นที่มาใช้เส้นทางเดียวกัน แล่นสวนออกมา  แม้นาน ๆ จะเจอสักครั้ง แต่ป้องกันเอาไว้ก่อนก็ปลอดภัยกว่า เกิดประสานงากันกลางเขาคงไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่                    

                  จะว่าไปแล้วสภาพแวดล้อมแถบนี้ยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่มาก แทบไม่มีสิ่งแปลกปลอมใด ๆ ชาวคณะบั๊กกีจึงเพลิดเพลินเจริญใจกับทิวทัศน์ที่ได้พบเห็น                     

                  ความหลากหลายของเส้นทางก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้การขับรถบั๊กกีของเราไม่น่าเบื่อ บางครั้งก็เลาะไปตามแนวผา บางครั้งก็ผ่านเข้าไปในทุ่งซึ่งเป็นดงหญ้าสูงท่วมหัว  บางครั้งก็ต้องลุยผ่านธารน้ำเล็ก ๆ  ที่ไหลลดหลั่นเป็นน้ำตกน้อย ๆ   (ผมมาอีกครั้งในวันหลัง ขับ ๆ ไปยังได้เจอกับกลุ่มทหารพรานกำลังลาดตระเวนอยู่ด้วย ได้บรรยากาศไปอีกแบบ)                     

                 แล้วขบวนบั๊กกีของเราไต่ขึ้นมาถึงจุดชมวิวอีกแห่ง บริเวณนี้เป็นสันเขาสูง เปิดโล่งทั้งสองด้าน ลมพัดโกรกเย็นสบาย แลเห็นทิวทัศน์ของผืนป่าทึบแน่นด้วยยอดไม้เขียว ขุนเขาสลับซับซ้อน ทอดตัวทะมึนเป็นเงาสีน้ำเงินเข้มสองฟากฝั่ง                       

                 ผมเห็นปุ๊บก็จำได้ปั๊บเลยละครับว่าคือจุดชมทิวทัศน์ที่ผมเคยมาเมื่อตอนขับรถบั๊กกีครั้งแรก ซึ่งเป็นโปรแกรมสั้น ๑ ชั่วโมง พอมาถึงตรงนี้แล้วก็จะย้อนกลับทางเก่า ในขณะที่โปรแกรม ๒ ชั่วโมงอย่างของเราในคราวนี้จะมาจากอีกด้านหนึ่ง ระยะทางไกลกว่ากันและแล่นเป็นวงรอบ ไม่ต้องย้อนกลับ                     
                 ช่วงที่เหลือถึงจะเป็นทางเดิมที่ผมเคยมา ทว่าไม่เหมือนเก่าครับ เพราะครั้งก่อนเป็นหน้าร้อน ทางดินแห้ง แล่นผ่านไปทีฝุ่นงี้ตลบ มาคราวนี้เป็นช่วงหน้าฝน ถึงแม้ว่าจะโปรยปรายลงมาไม่เท่าไหร่ ทางดินลูกรังก็แปรสภาพกลายเป็นทะเลโคลนไปแล้ว ทำเอาขบวนรถของเราแล่นแฉลบไปไถลมา ไม่แค่นั้น ล้อรถยังตะกุยโคลนขึ้นมาเลอะเทอะไปหมดทั้งตัวและใบหน้า เพิ่งจะเห็นประโยชน์ของบรรดาอุปกรณ์ป้องกันทั้งหลายที่แต่งองค์ทรงเครื่องมาอย่างเต็มพิกัดก็ตอนนี้แหละครับ อย่างน้อยก็ช่วยป้องกันไม่ให้โคลนกระเด็นเข้าหน้าเข้าตา และเปรอะเปื้อนจนเกินไป                     

                 ระทึกใจอีกทีในช่วงท้าย ๆ เพราะทางจะลาดลงเขาแบบชันดิก ยิ่งโดนฝนกลายเป็นโคลนแล้วลื่นมาก ขับลำบาก ลักษณะอย่างนี้เวลาขับไม่ควรเหยียบเบรคค้างไว้ เพราะล้อจะล็อคทำให้แฉลบลื่นไถลอย่างไร้ทิศทาง ควบคุมรถไม่ได้ ค่อนข้างอันตราย เนื่องจากทางส่วนใหญ่มักจะถูกน้ำที่ไหลจากบนเขากัดเซาะลาดลงทางหน้าผา บางจุดเป็นเหวลึก ถ้าไหลลงไปละก็มีหวังจบเห่แน่ ๆ  ผมใช้วิธีเหยียบเบรคย้ำแล้วปล่อย ย้ำแล้วปล่อย เป็นระยะ ให้ล้อหมุน คืบคลานช้า ๆ  จับพวงมาลัยให้มั่นคง ประคองรถแล่นลงมา
                   
                  ลงมาถึงชุมชนข้างล่างได้ก็ถอนหายใจโล่งอกไปตาม ๆ กัน

ความมันยังคงรออยู่
                   
                   หลังจากนั้น วันแล้ววันเล่าที่ผมยังวนเวียนมาขับรถบั๊กกีออฟโรดอย่างสนุกสนานอีกหลายต่อหลายครั้ง  แม้ว่าเส้นทางจะยังเป็นสายเดิม แต่พอมัคคุเทศก์พาขับแบบย้อนกลับจากออกเป็นทางเข้า ทางเข้าเป็นทางออก แบบกลับหัวกลับหาง ก็ทำให้รู้สึกเหมือนกับเป็นเส้นทางสายใหม่ได้ 
                   
                    นอกจากนี้บนเส้นทางยังมีจุดย่อย ๆ ที่แตกต่าง ขึ้นอยู่กับมัคคุเทศก์จะพาไป
                    

                    อยากจะเตือนไว้สำหรับผู้ที่อยากจะมาลองขับบั๊กกีผจญภัยบนเส้นทางสายนี้ สำคัญที่สุดก็คือ เลือกรถที่เหมาะมือ ลองขับดูก่อน ไม่ควรเลือกโดยดูจากสีสันและรูปร่างภายนอกว่าถูกตาถูกใจเท่านั้น
                    

                     ผมเองนี่แหละครับ เจอมาแล้ว ขับหลายวันเข้า เปลี่ยนร้านไปเปลี่ยนร้านมา เจ้าโน้นบ้างเจ้านี้บ้าง วันหนึ่งก็ไปแจ็กพ็อตเข้าจนได้ ได้รถคันที่สีสันหน้าตาถูกใจ แต่ขับไม่ดี พวงมาลัยแข็งเกินขนาด บังคับทิศทางยาก ความจริงรู้สึกได้ตั้งแต่ออกรถมาไม่เท่าไหร่  แต่ก็คิดไปว่าไม่เป็นไรน่า ขับมาตั้งหลายวัน เส้นทางก็ชำนาญแล้ว คงจะพอไปไหว

                   ที่ไหนได้ พอเข้าเส้นทางวิบากเข้าจริงกลายเป็นปัญหาใหญ่ครับ  เพราะควบคุมแทบไม่ได้ ล้อสะดุดหินทีพวงมาลัยก็สะบัดไปสะบัดมา  ครั้งหนึ่งเหยียบคันเร่งส่งขึ้นเนินมาแรง ดึงพวงมาลัยไม่ไหว ปีนเนินข้างทางถึงขนาดตีลังกา มิหนำซ้ำขากลับมาฝนตก ทางลงเขาเป็นดินลื่นเสียอีก รถเจ้ากรรมก็ทำเหมือนจะไหลลงเหวท่าเดียว ดึงพวงมาลัยจนปวดไหล่ปวดแขนไปทั้งสองข้างกว่าจะกลับลงมาถึงพื้นราบได้โดยสวัสดิภาพ เล่นเอาเข็ดไปเหมือนกัน            


                   อย่างไรก็ตาม ทุกความตื่นเต้นความระทึกใจบนเส้นทางก็ถูกเก็บเอาไว้ในความทรงจำครับ ตอนนี้เวลารถติด ไม่ต้องเปิดวิทยุ ไม่ต้องเปิดโทรทัศน์ แค่นึกย้อนไปถึงช่วงเวลาอันสนุกสนาน  หลังพวงมาลัยรถบั๊กกี ที่แม่ริมเท่านั้น ความมันก็หวนกลับคืนมาในใจอีกครั้งเสียแล้วครับ


คู่มือนักเดินทาง        
             อำเภอแม่ริมตั้งอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ บนทางหลวงหมายเลข ๑๐๙๖ ถือว่าเป็นถนนสายสนุกที่เต็มไปด้วยสถานที่และกิจกรรมท่องเที่ยวหลากหลายเรียงรายอยู่บนเส้นทาง นอกเหนือไปจากการขับรถบั๊กกีที่มีให้บริการหลายแห่งแล้ว ยังมีกิจกรรมแนวผจญภัยให้เลือกอีกหลายชนิด  ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ดังรายละเอียดต่อไปนี้


ปางช้างโป่งแยง ตั้งอยู่บริเวณ กิโลเมตรที่ ๑๘ บริการขี่ช้างชมทิวทัศน์ อัตราค่าบริการ ๑ ชั่วโมง ๑,๒๐๐ บาท ๒ ชั่วโมง ๒,๔๐๐ บาท เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐๑๒.๐๐ นาฬิกา    โทรศัพท์ ๐ ๕๓๘๗ ๙๐๙๓-๔ โทรสาร ๐ ๕๓๘๗ ๙๐๙๒


ปางช้างแม่สา ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เปิดให้ชมการแสดงของช้างทุกวัน วันละ ๓ รอบ ๐๘.๐๐ ,๐๙.๔๐ และ ๑๓.๓๐ นาฬิกา ค่าบัตรเข้าชม ๒๐๐ บาท  โทรศัพท์ ๐ ๕๓๒๐ ๖๒๔๗ -๘   เว็บไซต์ www.maesaelephantcamp.com


โรงเรียนลิง ตั้งอยู่ที่ เลขที่ ๒๙๕ หมู่ ๑ ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๑๘๐ เปิดให้ชมการแสดงของลิงตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ ๐๙.๐๐๑๔.๑๕ นาฬิกา โทรศัพท์ ๐ ๕๓๒๙ ๘๘๑๘ ๐ โทรสาร ๐ ๕๓๘๖ ๐๕๔๗


สวนสัตว์แมลงสยาม ตั้งอยู่กิโลเมตรที่ ๔ เลขที่ ๒๓/๔ หมู่ ๑๑ ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ในซอยน้ำตกแม่สา ๖ (ซอยโรงเรียนลิง) เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐๑๗.๐๐นาฬิกา ค่าเข้าชม ชาวไทย ๔๐ บาท ชาวต่างประเทศ ๑๐๐ บาท โทรศัพท์ ๐๘ ๔๙๓๗ ๑๑๒๑  เว็บไซต์www.malaeng.com


ขี่ม้าท่องไพร ตั้งอยู่กิโลเมตรที่ ๔ ตรงข้ามสวนบัวแม่สาออคิด ให้บริการขี่ม้าท่องเที่ยวชมธรรมชาติ ค่าบริการครึ่งชั่วโมง ๔๕๐ บาท ๑ ชั่วโมง ๙๐๐ บาท  เปิดให้บริการตั้งแต่ ๐๘.๐๐ -๑๖.๐๐ นาฬิกา โทรศัพท์ ๐๘ ๑๕๙๕ ๗๑๑๓


ฟาร์มงูแม่ริม เปิดให้ชมการแสดงของงูทุกวัน ตั้งแต่ ๑๐.๐๐๑๖.๐๐ นาฬิกา โทรศัพท์ ๐ ๕๐๒๙ ๑๙๐๗


AIV เชียงใหม่ทัวร์  ตั้งอยู่เลขที่ ๗๗/-๖ หมู่ ๑ ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๑๘๐ ให้บริการรถ ATV ท่องเที่ยว โปรแกรมทัวร์ ๑  (-๓ ชั่วโมง ระยะทาง ๔๒ กิโลเมตร) ค่าบริการ ๑,๙๕๐ บาท โปรแกรมทัวร์ ๒ (ออฟโรดเต็มวันค่าบริการ ๔,๙๕๐ บาท โทรศัพท์ ๐ ๕๓๒๙ ๐๑๕๓ และ ๐๘ ๙๙๕๐ ๒๒๗๙ เว็บไซต์ www.atv-chiangmai-tours.com


Jungle Bungy Jump เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ ๐๙.๐๐ -๑๔.๐๐ นาฬิกา อัตราค่าบริการครั้งละ ๑,๕๐๐บาท โทรศัพท์ ๐ ๕๓๒๙ ๗๗๐๐ และ ๐๘ ๑๘๘๕ ๑๙๑๒  เว็บไซต์ www.junglebungy.com


The origonal Monkey Centre  เปิดแสดงวันละ ๖ รอบ ค่าเข้าชม ๒๐๐ บาท โทรศัพท์ ๐ ๕๓๒๙ ๙๔๑๔ โทรสาร ๐ ๕๓๒๙ ๗๗๐๐ เว็บไซต์ www.monkeycentre.com

Sport X Chiangmai challenge ตั้งอยู่กิโลเมตรที่ ๓  เลขที่ ๖๔/๑ ตำบลริมใต้ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ให้บริการรถATV และรถบักกี ค่าบริการ ๒,๐๐๐บาท ผู้โดยสาร ๑,๔๐๐ บาท  โทรศัพท์ ๐ ๕๓๘๖ ๐๔๓๕ และ ๐๘ ๙๑๙๑ ๗๖๙๖


สนามยิงปืนแม่ริม ให้บริการปืนหลากชนิดพร้อมสนามยิงปืนและครูฝึกคอยดูแล ตั้งอยู่กิโลเมตรที่ ๒ เลยฟาร์มงูแม่สาไป ๑๐๐ เมตร  เปิดให้บริการตั้งแต่ ๐๙.๐๐๑๖.๐๐ นาฬิกา โทรศัพท์ ๐ ๕๓๑๑ ๒๓๘๓ และ ๐๘ ๑๕๙๕ ๗๑๑๓


X Centre ตั้งอยู่กิโลเมตรที่ ๓ ตรงข้ามฟาร์มงูแม่สา เลขที่ ๒๖๓ หมู่ ๑ ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๑๘๐ ให้บริการ รถ ATV รถบักกี ๑ ชั่วโมง ๒,๐๐๐บาท ผู้โดยสาร ๑,๐๐๐บาท  ๒ ชั่วโมง ๓,๐๐๐บาท ผู้โดยสาร ๑,๕๐๐ บาท โกคาร์ท ๑๐ นาที ๖๐๐บาท  และเพนต์บอล กระสุน ๕๐ นัดพร้อมอุปกรณ์ ๖๐๐ บาท  โทรศัพท์ ๐ ๕๓๒๙ ๗๗๐๐ เว็บไซต์ www.chiangmai-xcentre.comทบทวนประสบการณ์ความมันคู่มือนักเดินทาง