แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทวารวดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทวารวดี แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ดงเมืองเตย ภูมิลำเนาแห่งมเหนทรวรมัน



ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒


  “ดงเมืองเตย” คือชื่อที่ชาวบ้านเรียกขานซากเมืองโบราณแห่งหนึ่งในตำบลสงเปือย อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ซึ่งในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อนภายในบริเวณมีต้นเตยขึ้นอยู่โดยรอบ

 จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบร่องรอยให้สืบค้นย้อนหลังไปได้ถึงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อ ๒,๕๐๐-๑,๖๐๐ ปีมาแล้ว ชุมชนแห่งนี้ก่อตัวขึ้นในที่ราบลุ่มแม่น้ำชี ห่างจากลำน้ำชีไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ ๖ กิโลเมตร ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ผลิตเครื่องปั้นดินเผา และถลุงเหล็ก มีประเพณีการฝังศพแบบนอนหงายเหยียดยาว รวมทั้งการฝังศพครั้งที่สอง 

 โครงกระดูกที่ขุดพบในหลุมขุดค้น

เมื่อเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ได้รับวัฒนธรรมแบบทวารวดี ดังปรากฏหลักฐานการสร้างเป็นบ้านเมืองขึ้น เป็นเนินดินรูปวงรีมีคูน้ำคันดินล้อมรอบชั้นเดียว ขนาดประมาณ ๖๕๐x๓๖๐ เมตร   โดยเริ่มแรกนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดูไศวนิกาย ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นพุทธศาสนาในราวช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕  และรับอิทธิพลอารยธรรมขอมในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ก่อนจะถูกทิ้งให้เป็นเมืองร้างไปในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๗   
            
        เมืองโบราณแห่งนี้แม้จะเก่าแก่ แต่อาจจะเป็นเพียงซากเมืองเก่าเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น หากไม่พบหลักฐานจารึกหินทรายสีแดงอักษรปัลลวะภาษาสันสกฤต อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ภายในเมืองแห่งนี้ ที่มีเนื้อความโดยสรุปกล่าวถึงการสร้างเทวสถานถวายแด่พระอิศวร โดยพระนางศรีมานุญชลีบุตรีคนที่ ๑๒ ของพระศรีมานประวรเสนะ ผู้เป็นใหญ่ในเมืองศังขปุระ 

 
 วงกบประตูหินทรายสีแดงที่มีจารึกปรากฏอยู่


ข้อความสั้น ๆ เพียงเท่านี้ ทว่ากลับทำให้ดงเมืองเตยกลายเป็นเมืองที่มีความสำคัญยิ่งใหญ่ขึ้นมาทันที เพราะนอกจากจะบ่งบอกชื่อเมืองที่แท้จริงว่าคือเมือง “ศังขปุระ” แล้ว ข้อความซึ่งเอ่ยถึง “พระศรีมานประวรเสนะ” ผู้เป็นใหญ่ในเมืองนี้ เป็นกุญแจสำคัญที่บ่งบอกว่าบริเวณดงเมืองเตยคือภูมิลำเนาถิ่นกำเนิดของตระกูล “เสนะ”

 บุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของตระกูล “เสนะ” นี้ คือ “เจ้าชายจิตรเสน” ที่ต่อมาทรงได้ขึ้นครองอาณาจักรเจนละพระนามว่า “พระเจ้ามเหนทรวรมัน” เป็นกษัตริย์ผู้ทรงเรืองอำนาจมาก พบหลักฐานศิลาจารึกประกาศการแผ่ขยายอำนาจของพระองค์อยู่อย่างมากมายในดินแดนภาคใต้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ภาคเหนือของประเทศกัมพูชาปัจจุบัน  และพบมากที่สุดบริเวณลุ่มแม่น้ำมูลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และอาณาจักรเจนละของพระเจ้ามเหนทรวรมันถือเป็นต้นกำเนิดของอาณาจักรขอมโบราณอันยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา

 ซากเทวาลัยส่วนฐานที่พบในดงเมืองเตย

ภายในบริเวณดงเมืองเตยในปัจจุบันยังคงร่มรื่นด้วยแมกไม้ แม้จะไม่ได้มีโบราณสถานใหญ่โต แต่ก็มีโบราณสถานโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่มีความสวยงามแปลกตาน่าเยี่ยมชมอยู่ โดยด้านทิศเหนือของเมืองเป็นซากเทวาลัยในลัทธิไศวนิกาย หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ก่อด้วยอิฐแนบชิดกันไม่สอปูน ในรูปผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีมุขยื่นออกมาทางด้านหน้า มีบันไดเป็นรูปอัฒจันทร์อันถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของสถาปัตยกรรมดงเมืองเตย

ภายในศาลาโถงใหญ่ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ใช้เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ดงเมืองเตย ด้านนอกจัดแสดงโบราณวัตถุที่ขุดค้นได้จากภายในบริเวณเมืองโบราณดงเมืองเตย ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมหินทรายสีแดงจำหลักลวดลายดอกไม้ ใบเสมาหินทรายแดง วงกบกรอบประตูหินทรายสีแดงที่มีจารึกสำคัญ ๔ บรรทัด





ด้านในมุมหนึ่งจัดแสดงโครงกระดูกจากหลุมขุดค้น ถัดไปจัดทำเป็นนิทรรศการให้ข้อมูลประวัติความเป็นมาและรายละเอียดเกี่ยวกับเมืองโบราณดงเมืองเตย พร้อมทั้งจัดแสดงโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอันได้แก่ชิ้นส่วนประดับอาคารรูปกุฑุที่ภายในสลักใบหน้าบุคคล  กุฑุขนาดเล็กภายในสลักใบหน้าบุคคลสตรี ทั้งสองชิ้นเป็นศิลปกรรมทวารวดี อิทธิพลอินเดียสมัยคุปตะ-หลังคุปตะ  และประติมากรรมสิงห์สลักจากหินทรายสีขาว ศิลปะกรรมขอมสมัยแปรรูป อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕  สภาพสมบูรณ์  และชิ้นส่วนข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณที่ขุดพบอีกเป็นจำนวนมาก

ปรตูทางเข้าหลุมขุดค้นทางโบราณคดี

คู่มือนักเดินทาง เมืองโบราณดงเมืองเตย ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของบ้านดงเมืองเตย ตำบลสงเปือย อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๓ (ถนนแจ้งสนิท) มาทางทิศใต้ ระยะทางประมาณ ๒๐ กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข ๒๐๘๓  เลี้ยวขวาตรงไปตามทางเข้าหมู่บ้านสงเปือย ระยะทางประมาณ ๔.๗ กิโลเมตร ถึงหมู่บ้านเลี้ยวซ้ายแล้วตรงไปตามถนนในหมู่บ้านอีก ๕๕๐ เมตร แล้วเลี้ยวซ้ายตรงไปตามทางอีก ๖๕๐ เมตร ถึงแหล่งโบราณคดีดงเมืองเตย




วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ลุยดงเสมาทวารวดี ที่อำนาจเจริญ


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ปีที่ ๕๙ ฉบับที่ ๑๒ เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒

เสมาหินสมัยทวารวดีถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวัฒนธรรมทวารวดีในภาคอีสาน เนื่องจากในเมืองโบราณสมัยทวารวดีในภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศไม่ปรากฏการสร้างเสมาหินทรายแต่อย่างใด นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเสมาหินเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ “วัฒนธรรมหินตั้ง” ใช้กำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมตามลัทธิบูชาผีบรรพบุรุษในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ต่อมาเมื่อได้รับอิทธิพลพุทธศาสนาในสมัยทวารวดีจึงดัดแปลงหินตั้งเหล่านี้เป็นใบเสมาในพุทธศาสนาแทน

อย่างไรก็ตามเมื่อเอ่ยถึง “ศิลปกรรมสมัยทวารวดี” น้อยคนนักจะนึกถึงจังหวัดอำนาจเจริญ  ทั้งที่จังหวัดลำดับที่ ๗๕ ของประเทศไทยแห่งนี้ เป็นที่ตั้งของแหล่งโบราณคดีเสมาหินขนาดใหญ่ ที่มีรูปแบบของศิลปกรรมสมัยทวารวดีอยู่ แถมยังมีหลายแห่งเสียด้วย แต่ละแห่งก็มีจำนวนมากมาย ถึงขนาดเรียกได้ว่าเป็นดงเสมาหินเลยทีเดียว

 อุโบสถของวัดดงเฒ่าเก่าเสมารามรายรอบด้วยเสมาหิน

              แห่งแรกคือแหล่งเสมาทวารวดีดงเฒ่าเก่า อยู่ภายในบริเวณผืนป่าอันร่มรื่นด้วยแมกไม้เขียวขจีของวัดดงเฒ่าเก่าเสมาราม ปรากฏใบเสมาหินทรายขนาดใหญ่ อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๓ ปักอยู่เป็นกลุ่ม ๆ  รวม ๓ กลุ่มด้วยกัน

กลุ่มแรกอยู่ภายในกำแพงแก้วบริเวณรอบอุโบสถที่สร้างขึ้นมาใหม่ไม่นาน  เสมาหินแต่ละใบมีความสูงประมาณ ๑๘๐ เซนติเมตร กึ่งกลางใบเสมาแกะสลักเป็นสันนูนทรงสามเหลี่ยมคล้ายสถูป ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้า 

ใบที่สภาพสมบูรณ์ที่สุดปักเด่นสง่าอยู่หน้าอุโบสถ ส่วนใบอื่น ๆ ปักจมอยู่ในดินครึ่งหนึ่งบ้าง หักเป็นสองท่อนจมดินอยู่บ้าง ปักเรียงรายอยู่รอบอุโบสถทั้งสี่ด้าน

 ประติมากรรมนาคปรก
 ลวดลายแกะสลักบนส่วนฐานเสมาหินทราย
 ส่วนเท้าของทวารบาลที่นำขึ้นไปตั้งแทนองค์พระ

กลุ่มที่สอง อยู่ถัดลงไปจากอุโบสถ บริเวณข้างวิหารจัตุรมุข  ใกล้กับประติมากรรมปูนปั้นนาคปรกทรงสูงซึ่งนำโกลนหินทรายรูปทวารบาลแกะสลักขึ้นไปตั้งไว้แทนองค์พระ บริเวณนี้พบใบเสมาปักกระจายกันอยู่หลายใบ ขนาดย่อมลงมากว่ากลุ่มแรกเล็กน้อย ลักษณะใบเสมามีสันตรงกลางแบบเดียวกัน 

ความน่าสนใจอยู่ที่ใบสมบูรณ์ที่สุดตั้งอยู่กลางลาน ตรงส่วนฐานแกะสลักเป็นลวดลายพรรณพฤกษา ต่างจากใบอื่น ๆ ที่อยู่ในบริเวณ จึงเป็นไปได้ว่าอาจจะจะเป็นใบเสมาที่เป็นประธานในกลุ่มนี้


กลุ่มที่สาม อยู่ถัดจากกลุ่มที่สอง ลึกเข้าไปในป่าทึบ ตามทางเดินที่มีประติมากรรมรูปปั้นฤาษีนั่งชี้มือบอกทางไปอีกประมาณ ๓๐๐ เมตร  ปรากฏใบเสมาหินตั้งกระจายอยู่ในป่า 

ลักษณะใบเสมามีสันตรงกลางเช่นเดียวกันกับสองกลุ่ม แต่มีใบหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นเสมาประธานของกลุ่มนี้ ตั้งโดดเด่นอยู่บนฐานในลักษณะที่แตกต่าง ด้วยสันตรงกลางแกะเป็นลวดลายนูนต่ำรูปภาชนะทรงกลมอันหมายถึงหม้อน้ำศักดิ์สิทธิ์ (ปูรณฆฏะ) สัญลักษณ์มงคลตามความเชื่อของอินเดียโบราณอันหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ ต่อด้วยรูปกรวยยอดแหลมตอนบนเป็นรูปวงกลมคล้ายธรรมจักรในพวงมาลัยดอกไม้ เมื่อมองไกล ๆ คล้ายรูปดอกไม้ชูช่ออย่างสวยงาม สื่อถึงของการเบ่งบานของของพุทธศาสนา    

   

             กลุ่มเสมาหินทั้งสามกลุ่มน่าจะมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันตามลำดับ โดยกลุ่มหนึ่งน่าจะเก่าแก่ที่สุด เพราะลักษณะเป็นเสมาหินทรายที่ไม่มีลวดลาย ถัดมาจึงเป็นกลุ่มสองที่มีลวดลายพรรณพฤกษาบริเวณส่วนฐาน และกลุ่มสามน่าจะใหม่ที่สุด เนื่องจากมีพัฒนาการแกะสลักตกแต่งเป็นลวดลายอย่างวิจิตร 

บริเวณแหล่งเสมาทวารวดีดงเฒ่าเก่านี้ยังพบพระพุทธรูปหินทรายแบบทวารวดีตอนปลาย ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลวงพ่อศิลาพันปี”  ปัจจุบันทางวัดได้สร้างมณฑปประดิษฐานไว้กึ่งกลางระหว่างอุโบสถกับกุฎิพระสงฆ์


ส่วนแหล่งเสมาหินทวารวดีอีกแห่งที่น่าสนใจของอำนาจเจริญคือแหล่งโบราณคดีเปือยหัวดง สมัยทวารวดีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ มีความโดดเด่นที่พบทั้งเสมาหินทรายและเสมาหินศิลาแลง เสมาหินที่พบจะแบ่งเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มเสมาหินวัดป่าเรไร กลุ่มเสมาหินทรายดอนปู่ตา และกลุ่มเสมาหินทรายในเขตวัดโพธิ์ศิลา

  

กลุ่มเสมาบริเวณวัดป่าเรไร  พบเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๓ เป็นกลุ่มเสมาที่ถือว่าหนาแน่นมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  มีทั้งแบบที่ทำด้วยศิลาแลงและหินทราย  โดยในจำนวนนี้ยังพบใบเสมาหินทรายลักษณะพิเศษ คือส่วนกลางของใบเสมาแกะสลักเป็นรูปหม้อน้ำรองรับปลียอดสถูป สองฟากส่วนยอดซ้ายขวาแกะสลักเป็นรูปนกแก้วสองตัวเกาะอยู่  ซึ่งไม่เคยพบในใบเสมาทวารวดีแหล่งอื่น ๆ เลย (ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่อาคารด้านนอกพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี)

เสมาหินที่เหลือส่วนใหญ่เป็นใบเสมาที่ทำด้วยหินทรายสลักฐานเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงาย ส่วนเสมาที่ทำด้วยศิลาแลงเป็นรูปหกเหลี่ยม รูปแปดเหลี่ยม ตกแต่งรูปร่างให้เป็นเสมา มีสันนูนตรงกลาง  และสลักส่วนฐานเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงายเท่านั้น โดยเสมาหินทรายจะมีอายุเก่าแก่กว่าเสมาศิลาแลง  เสมาเหล่านี้กระจายกันอยู่ทั่วบริเวณวัดป่าเรไร


กลุ่มเสมาหินดอนปู่ตา  พบเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๓ เช่นกัน ในบริเวณดงปู่ตาซึ่งแต่เดิมเป็นดงต้นเปือยหรือต้นตะแบกหลังโรงเรียนอนุบาล พบกลุ่มใบเสมาหินทรายปักรวมกันอยู่ ลักษณะของใบเสมามีการแกะสลักกึ่งกลางใบในแนวตั้งเป็นรูปสันนูน มีหลายขนาด บางใบมีขนาดสูงใหญ่ บางใบขนาดสั้น  หลายใบก็แตกหักชำรุด ไม่มีใบที่มีลวดลายพิเศษ โดยมีพระพุทธรูปที่นั่งขัดสมาธิราบสมัยทวาราวดีตอนปลายเป็นประธาน 

ปัจจุบันมีการปรับปรุงสถานที่ดงปู่ตาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม “ดอนปู่ตาเสมาพันปี” โดยสร้างศาลประดิษฐานพุทธรูปทวารวดีที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “พ่อปู่” ปูแผ่นอิฐโดยรอบ พร้อมทั้งล้อมรั้วเหล็ก บริเวณลานที่ใบเสมาหินปักระเกะระกะอยู่


 กลุ่มเสมาวัดโพธิ์ศิลา ตามประวัติว่าในปี พ.. ๒๕๓๒ พระครูอุดมโพธิกิจเจ้าอาวาสขณะนั้นได้พบพระพุทธรูปบุเงิน ๒๓ องค์ในหม้อดิน ต่อมาทางวัดจึงได้ขุดเนินดินภายในบริเวณวัดซึ่งเดิมมีใบเสมาหินทรายสมัยทวารวดีขนาดใหญ่จำนวนมากล้มระเนระนาดจมดินอยู่ จัดเรียงใบเสมาหินให้เป็นระเบียบ ทำเป็น “ลานเสมา” ใต้ร่มเงาแมกไม้ร่มครึ้มเขียวขจี แล้วเทปูนทับเพื่อป้องกันไม่ให้เคลื่อนย้าย (ปัจจุบันปูด้วยแผ่นศิลาแลง) 

ในบริเวณนี้มีใบเสมาที่สภาพค่อนข้างสมบูรณ์อยู่เพียง ๒ ใบ แต่มีแกะสลักรูปหม้อน้ำศักดิ์สิทธิ์ (ปูรณฆฏะ) ต่อด้วยรูปกรวยยอดแหลม ตอนบนเป็นรูปวงกลมคล้ายธรรมจักร ส่วนยอดแหลมเหมือนเจดีย์มีเครื่องประดับส่วนยอด ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนที่ชำรุดแตกหัก แต่ยังปรากฏลวดลายแกะสลักกลีบบัวที่ส่วนฐานงดงามน่าชม

คู่มือนักเดินทาง  



แหล่งเสมาทวารวดีดงเฒ่าเก่า ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดดงเฒ่าเก่าเสมาราม บ้านหนองเรือ ตำบลนาหมอม้า อำเภอเมืองฯ จังหวัดอำนาจเจริญ  จากตัวอำเภอเมืองฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๐๒ (ถนนอรุณประเสริฐ ) อำเภอเมือง-ทางแยกตำบลน้ำปลีก-วัดดงเฒ่าเก่า ก่อนถึงเทศบาลตำบลนาหมอม้าประมาณ ๗๐๐ เมตร ทางเข้าวัดอยู่ทางขวามือ รวมระยะทางประมาณ ๒๓ กิโลเมตร 

แหล่งเสมาทวารวดีเปือยหัวดง กลุ่มแรกวัดโพธิศิลาตั้งอยู่ที่ ๑๐๙ หมู่ ๖ บ้านเปือยหัวดง ตำบลเปือย อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ  จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๑๒ (ถนนชยางกูร)  เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข ๒๑๓๔ ตรงทางแยกไปยังอำเภอพนา ตรงไปประมาณ ๒ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายที่แยกวัดโพธิ์ศิลา ตรงเข้าไปประมาณ ๗๐๐ เมตร ถึงวัดโพธิ์ศิลา ส่วนกลุ่มสองวัดป่าเรไรอยู่ห่างจากวัดโพธิ์ศิลาไปทางตะวันออกอีกประมาณ ๙๐๐ เมตร  และกลุ่มสามดอนปู่ตาอยู่ถัดไปทางตะวันออกอีกประมาณ ๗๐๐ เมตร ตรงข้ามศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเปือยหัวดง



วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

เก็บเล็กประสมน้อย ตามรอยทวารวดี

              
            
ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖
   
                เมฆฝนสีดำมืดแผ่เงาทะมึนเหนือผืนฟ้า พร้อมส่งเสียงคำรามดังลั่นครั่นครื้นมาแต่ไกล ขณะพาหนะคันไม่เล็กไม่ใหญ่ที่บรรทุกผมและเพื่อนร่วมทางกำลังควบปุเลง ๆ ไปตามทางหลวงหมายเลข ๑๒  เลียบเทือกเขาภูเวียงที่ทอดตัวยาวอยู่ทางขวามือไปเรื่อย ๆ
              
                ภาพทิวเขายาวเหยียดถูกครอบคลุมด้วยมวลเมฆมืดหม่น ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เพราะจุดหมายของผมในวันนี้ อยู่ที่หน้าผาสูงบนยอดภูเวียงโน่น  ชะเง้อมองไปก็เห็นว่าอยู่ทั้งสูงทั้งไกลลิบลับเลยทีเดียว หนทางขึ้นก็น่าจะวิบากไม่ใช่เล่น  ต้องตะเกียกตะกายเดินเท้าขึ้นเขาไปตามทางดินรกชัฏ ไม่มีบันไดให้เดินขึ้นสบาย ๆ เสียด้วย ถ้าฝนเทโครมลงมาละก็ ไม่อยากจะคิดสงสารตัวเอง เลยจริง ๆ ครับ    

     แน่นอนละ ถ้าไม่มีอะไรสำคัญ ผมก็คงไม่คิดจะบุกบั่นขึ้นไปให้เป็นการทรมานสังขารอันเริ่มจะสะอวบสะอ้วน (ไม่ค่อยจะสะโอดสะอง) เล่น ๆ เป็นแน่  แต่บังเอิญรู้มาว่าข้างบนนั้นมีพระพุทธไสยาสน์ศิลปะสมัยทวารวดี  จำหลักไว้บนหน้าผา ขนาดความยาวขององค์พระถึง ๓ เมตร งานนี้ก็เลยต้องขอกัดฟันลุยกันหน่อย
              
                โธ่ ไม่ใช่ว่ามีโอกาสกันบ่อย ๆ นี่ครับ ที่ผมจะมีโอกาสได้มาเที่ยวชมศิลปกรรมทวารวดีแบบเฉพาะกิจอย่างนี้  ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีบุญได้ดูได้ชมเป็นแค่ของแถมเสียมากกว่า ด้วยความที่ขอบเขตของวัฒนธรรมทวารวดีนั้นกว้างใหญ่ไพศาล ว่ากันตั้งแต่ภาคกลาง ภาคอีสาน ไปจนภาคเหนือ แม้กระทั่งภาคใต้ก็ยังมี กระจัดกระจายอยู่มากมายหลายจังหวัด ชนิดที่ดูชมกันไม่หวาดไม่ไหว จนแล้วจนรอดผมก็เลยไม่เคยได้เที่ยวชมทวารวดีกันอย่างเป็นกิจลักษณะสักที ทั้งที่จะว่าไปแล้วศิลปกรรมทวารวดีนั้นน่ะ จัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของศิลปกรรมที่ผมชื่นชอบมาตั้งแต่สมัยยังเด็กโน่นเลยเชียวละครับ

นับแต่จำความได้ สมัยเรียนชั้นประถมผมก็ชอบอ่านหนังสือจำพวกแหล่งอารยธรรมโบราณเสียแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าจะอ่านรู้เรื่องลึกซึ้งพิสดารอะไรหรอก  ชอบดูภาพของเมืองโบราณที่มีรูปปั้นหน้าตาพิลึกกึกกือ   อาคารรูปร่างแปลกประหลาด  เป็นต้นว่านครเทโฮทิฮัวกันในเม็กซิโก เมืองติกาลของชาวมายาในกัวเตมาลา หรือปิรามิดของชาวอียิปต์โบราณ  อะไรต่อมิอะไรประมาณนี้นั่นแหละเป็นหลัก เพราะดูแล้วได้บรรยากาศขรึมขลังคร่ำคร่าชอบกลดี  ยังเคยนึกอยากให้เมืองไทยเรามีเมืองโบราณอายุเป็นพันปีแบบนี้กับเขาบ้าง จะได้ไปเที่ยวดูของจริงได้  ก็ที่เห็น ๆ ในหนังสือน่ะ แต่ละแห่งล้วนแต่ไกลลิบโลกทั้งนั้น

จนมาวันหนึ่งผมถึงเจอของดีเข้าให้ครับ เมื่อแอบไปซน รื้อค้นหนังสือในตู้ของคุณพ่อออกมาดู  ส่วนใหญ่ก็เป็นหนังสือประเภทประวัติศาสตร์ โบราณคดี นี่แหละ แล้วก็พบว่าในหนังสือหลายเล่มมีภาพของฐานเจดีย์มหึมา ที่สายตาของเด็กอย่างผมในตอนนั้นเห็นไปว่าหน้าตาคล้าย ๆ  ปิรามิด รวมทั้งยังมีรูปปั้นหน้าตาแปลกประหลาดเต็มไปหมด คล้ายกับรูปปั้นของบรรดาอารยธรรมโบราณในทวีปอเมริกาใต้ที่ผมเคยผ่านตาจากในหนังสือ เห็นปุ๊บก็ถูกใจปั๊บเชียวละครับ  รีบดูคำบรรยายภาพ ก็ปรากฏว่าเป็นของที่อยู่ในประเทศไทยล้วน ๆ  อ่านรายละเอียดต่อไปก็ได้ความว่าภาพที่เห็นน่ะเป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุสมัยทวารวดี  อายุอานามก็นับได้พันปีกับเขาเหมือนกัน

เป็นอันว่าตกหลุมรักแบบแรกพบเลยครับทีนี้  คำว่า ทวารวดีเข้าไปปักป้ายจองอยู่กลางหัวใจของผมนับแต่นั้นเป็นต้นมา แต่แรก ๆ ก็ชอบไปตามประสาเด็ก เจอเรื่องทวารวดีในหนังสือเล่มไหนก็อาศัยดูแต่ภาพ เอาบรรยากาศโบราณพอครึ้มอกครึ้มใจ ส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไรไม่ค่อยจะกระดิกหรอก เพราะหนังสือเกี่ยวกับทวารวดีโดยมากใช้ภาษาวิชาการซับซ้อนเหลือหลาย อ่านเมื่อใดก็เป็นได้หลับเมื่อนั้น (อานุภาพร้ายแรงมาก )

จนเมื่อได้มาเลือกเรียนวิชาเอกประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแล้วนั่นแหละครับ  ผมถึงได้เริ่มมารู้จักทวารวดีอย่างจริงจังขึ้นมาอีกหน่อย แล้วก็ต้องทึ่งเมื่อมารู้ว่ายุคสมัยซึ่งเรียกขานกันว่า ทวารวดีที่ผมคลั่งใคล้นักหนา น่ะไม่ใช่ธรรมดา แต่ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญชนิด หัวเลี้ยวหัวต่อ”  เป็นจุดเริ่มต้นของยุคประวัติศาสตร์ไทยเลยทีเดียว  
  
๑.
  
 ชื่อ ทวารวดี ในภาษาสันสกฤตที่มาจากคำว่า ทวารกะอันหมายถึงปากประตู  ก็ดูเหมือนจะบอกใบ้อยู่เป็นนัย ๆ อยู่แล้วว่าวัฒนธรรมทวารวดี เกิดจากการที่เป็นเมืองท่าประตูการค้าขาย หรือจะให้ทันสมัยอย่างที่เขานิยมกันในตอนนี้ ก็ต้องเรียกว่าเป็น Gateway City   ( ฟังแล้วโก้ดีไม่เบาเหมือนกัน)

             จากชุมชนเกษตรกรรมแบบพื้นเมืองแต่เดิมที่นับถือผีสางนางไม้  พอมาเริ่มค้าขายกับชาวอินเดีย ก็ค่อย ๆ รับเอาอารยธรรม ความเชื่อทางศาสนา รวมทั้งการเมืองการปกครองเข้ามา กลายเป็นชุมชนเมืองที่มีกษัตริย์ มีแบบแผนการสร้างเมืองโดยมีคูน้ำคันดินล้อมรอบ 
แต่ที่เป็นก้าวสำคัญก็คือรับเอาตัวอักษรจากอินเดียมาใช้ในการบันทึกเรื่องราว ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นยุคประวัติศาสตร์ของไทย 

ความ “เจ๋ง” ของทวารวดี อยู่ตรงที่ถึงแม้จะรับเอาอารยธรรมอินเดียเข้ามา ก็ไม่ใช่หลับหูหลับตารับมาแบบลุ่น ๆ ครับ  ทว่านำมาผสมผสานเข้ากับลักษณะดั้งเดิมของท้องถิ่น จนกลายเป็นวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างตัวอักษร ก็ได้มีการดัดแปลจากอักษรปัลลวะของอินเดียมาเป็นตัวอักษรแบบท้องถิ่นที่เรียกว่าอักษรมอญโบราณ

แต่ที่เห็นกันได้ชัดเจนที่สุดก็คือด้านศิลปกรรม ที่สร้างสรรค์กระทั่งมีลักษณะเฉพาะจนสามารถเรียกว่า ศิลปกรรมแบบทวารวดี ได้อย่างเต็มปากเต็มคำด้วยความภูมิใจ ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าผู้คนพื้นเมืองบนผืนแผ่นดินไทยของเราเอง ก็ได้สั่งสมความรู้ ความชำนาญ ทางด้านศิลปะแบบท้องถิ่นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว  เห็นได้จากศิลปะก่อนประวัติศาสตร์ อย่างพวกวัฒนธรรมบ้านเชียง บ้านเก่า พอได้แนวทางจากอารยธรรมอินเดีย ก็ผสมกลมกลืนกันออกมาเป็นศิลปกรรมแบบใหม่ที่สวยงามลงตัวได้ทันที

           ไม่แปลกใจเลยครับ ที่ผมเห็นศิลปกรรมทวารวดีแล้วจะประทับใจตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น
   
           ดูแต่ภาพถ่ายในหนังสือมาหลายปี พอมาได้เรียนเรื่องราวเกี่ยวกับทวารวดีเข้า ผมก็ชักจะเริ่มอยากเที่ยวชมศิลปกรรมทวารวดี  ที่เป็น “ ของจริง” ขึ้นมาติดหมัด
   
           แต่ถึงแม้ว่าวัฒนธรรมทวารวดีจะมีพื้นที่การแพร่กระจายกว้างขวางทั่วประเทศไทย มีโบราณสถาน โบราณวัตถุ อยู่มากมายนับร้อยนับพันจนถึงนับไม่ไหว  ทว่าอยู่ดีๆ จะสุ่มสี่สุ่มห้าไปเที่ยวเลยก็คงจะไม่ได้ เพราะว่าเวลาที่ผ่านไปนับพันปี ก็เป็นธรรมดาละครับ ที่บรรดาโบราณสถาน โบราณวัตถุ จะต้องมีการเสื่อมสภาพ พังทลาย แตกหักเสียหายจากหลายสาเหตุปัจจัย ทั้งจากธรรมชาติ และจากผู้คนที่ไปทำลาย   ขืนทะเล่อทะล่าไปเที่ยวแค่เพราะเห็นมีรายชื่อเป็นเมืองโบราณทวารวดี พอไปถึงที่เข้าจริง อาจจะมีแค่เนินดินเตี้ย ๆ กับอิฐเก่า ๆ ไม่กี่ก้อนให้ดูก็ได้ ใครจะไปรู้  

           ก่อนจะไปเที่ยวชมศิลปกรรมทวารวดีอย่างจริงๆ จัง ๆ ผมก็เลยต้องมีการศึกษาหาข้อมูลเสียก่อนครับ เพื่อเป็นการ “ร่อน” ให้เหลือแต่แหล่งวัฒนธรรมทวารวดีที่ถือว่าเป็น “ทีเด็ด” จริง ๆ จะได้ไม่ผิดหวัง
            ๒. 

            หลังจากหาข้อมูลจากตำรับตำราอยู่พักใหญ่ ผมก็พอจะแยกแยะเมืองโบราณทวารวดีออกได้เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ   โดยเลือกเอาเฉพาะเมืองโบราณที่มีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจเท่านั้น ส่วนเมืองที่มีรายชื่อเป็นเมืองสมัยทวารวดีแต่ไม่มีศิลปกรรมอะไรให้เที่ยวชมไม่นับ  ดังนั้นขอบอกไว้ก่อนว่านักเรียนนักศึกษาทั้งหลายอย่าได้ทะเล้นเอาการจัดกลุ่มของผมตรงนี้ไปอ้างอิงทำรายงานหรือตอบข้อสอบเชียว เพราะเป็นการจัดกลุ่มเฉพาะกิจที่เน้นเรื่องท่องเที่ยวอย่างเดียวเป็นหลัก  วิชาการไม่เกี่ยว (เดี๋ยวสอบตกขึ้นมาจะหาว่าหล่อไม่เตือน)

             กลุ่มแรกเป็นกลุ่มเมืองทวารวดีในลุ่มแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง ครับ ดูในแผนที่จะเห็นว่าอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ในกลุ่มนี้เมืองที่เข้าท่ามีของน่าดูเยอะก็ได้แก่ เมืองนครชัยศรีที่นครปฐม  เมืองคูบัวที่ราชบุรี และเมืองอู่ทองที่สุพรรณบุรี แต่ละเมืองก็มี”ของดี”แตกต่างกันออกไป

เริ่มจากเมืองนครชัยศรี เมืองโบราณที่สมัยหนึ่งบรรดานักโบราณคดีเขาว่าเคยเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมทวารวดี ดังนั้นก็เลยมีทีเด็ดอยู่ เพียบครับ ไม่ต้องดูอื่นไกล แม้แต่องค์พระปฐมเจดีย์ที่เห็นโดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางเมืองนั้น เดิมก็เป็นเจดีย์สมัยทวารวดีขนาดใหญ่มหึมา ถูกทิ้งร้างอยู่กลางป่ารกชัฏนับร้อยปี  มาได้รับการฟื้นฟูบูรณะจนเป็นอย่างที่เห็นในทุกวันนี้เมื่อสมัยรัชกาลที่ ๔ นี่เอง  

อาณาบริเวณรอบ ๆ เมืองนครปฐม ก็ยังมีโบราณสถานหลายแห่ง ผมเคยอ่านพบว่าเมื่อไม่กี่สิบปีมานี่ยังมีการขุดพบทั้งชิ้นส่วนธรรมจักรศิลา ทั้งชิ้นส่วนพระพุทธรูปทำด้วยหินทรายเป็นกองภูเขาเลากา ที่พอทางกรมศิลปากรนำเอามาประกอบกันเข้า ก็ปรากฏว่าเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาขนาดใหญ่  ประกอบได้หลายองค์เสียด้วย ที่เห็นอยู่ที่หน้าบันไดทางขึ้นพระปฐมเจดีย์นั่นก็องค์หนึ่งละ  ส่งไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ที่พระนครศรีอยุธยาก็อีกองค์หนึ่ง  ยังมีพระพุทธรูปปางประทับนั่งห้อยพระบาทในวิหารน้อยวัดหน้าพระเมรุ พระนครศรีอยุธยา ที่ถือว่าเป็นศิลปกรรมทวารวดีชิ้นเยี่ยม ก็มาจากที่นครปฐมนี่เหมือนกัน

ความโดดเด่นของทวารวดีที่นครปฐมอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์  ในอาคารจัดแสดงเล็ก ๆ ในบริเวณวัดพระปฐมเจดีย์ มีศิลปวัตถุระดับที่เข้าขั้น “ มาสเตอร์พีซ” มากมาย เฉพาะธรรมจักรศิลานี่ก็ปาเข้าไปหลายสิบชิ้น จนรู้สึกว่าน่าจะมีมากที่สุดในประเทศไทยแล้ว  ไหนจะลวดลายปูนปั้นประดับฐานเจดีย์จุลประโทน ที่เป็นเรื่องราวในชาดก จัดแสดงเอาไว้อีกเป็นแถว ล้วนแล้วแต่น่าสนใจ ยิ่งเดี๋ยวนี้เขาจัดรูปแบบเป็นนิทรรศการถาวร ติดสปอตไลท์อย่างดี ชนิดที่บอกได้คำเดียวว่า “แจ๋ว” ครับ ต่างกับสมัยที่ผมไปครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนลิบลับ จำได้ว่าในตอนนั้นพิพิธภัณฑ์ดูมืด ๆ ทึม ๆ ชอบกล จนน่ากลัวผีจะหลอก

            ประติมากรรมชิ้นที่ผมประทับใจที่สุดก็คือหัวเสาธรรมจักรจำหลักลายนูนต่ำเป็นภาพพุทธประวัติตอนแสดงปฐมเทศนา  ซึ่งภาพบุคคลแต่งกายแบบฤาษี ๕ ตนทางขวามือของภาพน่าจะหมายถึงปัญจวัคคีย์ แต่ละคนกำลังหน้าตาบู้บี้ไม่ค่อยเสบยกันเท่าไหร่ (ยังไม่บรรลุ) แต่หลังจากฟังปฐมเทศนา โกนผมบรรพชาเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาแล้ว ก็กลับมีใบหน้าที่ยิ้มละไม อย่างที่เห็นอยู่ทางด้านซ้าย  เรียกว่าไม่ต้องการคำอธิบายจริงๆ ครับสำหรับภาพนี้ เห็นว่าถูกขอยืมไปจัดแสดงในนิทรรศการที่ต่างประเทศหลายต่อหลายครั้งเสียด้วย  (ขนาดฝรั่งยังติดใจเลย คิดดูก็แล้วกัน)

ใกล้กันกับนครปฐม ก็คือเมืองราชบุรี ที่ดูเหมือนจะมีจุดเด่นในความเป็นทวารวดีที่ต่างจากนครปฐมออกไป หากไม่นับโบราณสถานวัดโขลง ในเมืองคูบัว ที่เหลือแค่ฐานเจดีย์ขนาดใหญ่ กับไม่นับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี ที่มีประติมากรรมพระโพธิสัตว์วัชรปาณีสมัยทวารวดีเป็น ชิ้นเอกแล้ว ความน่าสนใจของราชบุรีก็น่าจะต้องอยู่ที่ ศิลปกรรมสมัยทวารวดีที่อยู่ตามถ้ำในเทือกเขางู

 ชมศิลปกรรมที่นครปฐมนั้นเดินสบาย ๆ ครับ แต่ที่ราชบุรีนี่ต้องมีการออกกำลังกาย ปีนป่ายขึ้นเขากันอุตลุต  ถ้ำฤาษีนั้นเบาหน่อย เพราะขึ้นบันไดไม่กี่ขั้นก็ได้ไปนมัสการและชมความงามอย่างอัศจรรย์ของภาพแกะสลักหินพระพุทธรูปยืนข้างในถ้ำ  รวมทั้งพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาขนาดใหญ่  ที่หากใครลองสังเกตด้านล่างแถว ๆ ข้อพระบาท  จะเห็นมีอักษรปัลลวะจารึกว่า “พระศรีสมาธิคุปตะ” คงจะเป็นชื่อองค์พระ หรือไม่ก็ชื่อผู้ที่สร้างจารึกไว้ สมัยที่ผมไปถ้ำฤาษีครั้งแรก จำได้ว่าองค์พระดูกระดำกระด่างเพราะการปิดทองจากผู้คนที่มาสักการะ แต่ก็ดูเหมือนจะเก่า ๆ ขลัง ๆ ดี ทว่าล่าสุดผมไปอีกทีปรากฏว่ามีการทาสีทองที่องค์พระ (หรือปิดทองก็ไม่รู้ล่ะ)  จนเหลืองอร่าม ดูใหม่ ๆ อย่างไรชอบกล  บางคนอาจจะชอบก็ได้ แต่ผมชอบเก่า ๆ แบบเดิมมากกว่า
  
จากถ้ำฤาษีลึกเข้าไปในเทือกเขาหินอันซับซ้อน ยังมีอีกหลายถ้ำที่มีของดีน่าชมอยู่ แต่เพิ่มความลำบากในการไปเที่ยวชมขึ้นมาอีกหน่อย  เนื่องจากแต่ละถ้ำอยู่บนเขาสูง ต้องขึ้นบันไดไปหลายสิบขั้น เล่นเอาหอบซี่โครงบานไปเหมือนกัน แต่ก็คุ้มค่ากับสิ่งที่จะได้พบเห็น 

            บนผนังถ้ำฝาโถ จำหลักศิลาพระพุทธรูปปางไสยาสน์  เช่นเดียวกันกับถ้ำจามซึ่งนอกจากภาพจำหลักพระนอนแล้วยังมีลายปูนปั้นแบบทวารวดีเป็นพระพุทธรูปแสดงมหาปาฏิหาริย์ ที่หาดูได้ยาก  ถ้ำจีนนั้นมีพระพุทธรูปจำหลักปางมารวิชัยไว้บนผนังถ้ำ ๒ องค์ เดิมน่าจะเป็นศิลปะแบบทวารวดี แต่ตอนหลังคงจะมีการซ่อมดัดแปลง เพราะมีร่องรอยให้สังเกตได้อยู่

            ต้องค่อยดูค่อยพิจารณาครับ บางภาพดูเผิน ๆ นึกว่าก้อนหินธรรมดา ดูศิลปกรรมในถ้ำแบบนี้ผมว่าสนุกกว่าเล่นเกมส์จับผิดภาพตามห้างสรรพสินค้าเสียอีก

ในเมืองโบราณกลุ่มแรกนี้  เมืองอู่ทอง ที่สุพรรณบุรี ดูเหมือนครบครันพร้อมพรั่งที่สุดเพราะมีตั้งแต่รอยพระพุทธบาททวารวดีแกะสลักบนแผ่นหินทราย ที่อยู่บนยอดเขาดีสลัก ตัวเมืองโบราณอู่ทองเองก็มีฐานเจดีย์ทวารวดีขนาดมหึมากระจายอยู่หลายแห่ง  ไหนยังจะคอกช้างดินซึ่งตอนแรกนักโบราณคดีสันนิษฐานกันว่าเป็นคอกช้างโบราณ แต่มาสรุปทีหลังว่าเป็นอ่างเก็บน้ำในสมัยทวารวดี   เฮ้อ จาระไนรายละเอียดกันจริงๆ คงไม่ไหวครับ เพราะมีเยอะ

แค่โบราณวัตถุภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง  แห่งเดียวก็ดูกันจนตาลายแล้ว   ที่ผมชอบที่สุดเป็นประติมากรรมเล็ก ๆ จัดแสดงเรียงรายอยู่ในตู้บนชั้น ๒ ของพิพิธภัณฑ์ เป็นรูปตุ๊กตาดินเผารูปคนจูงลิงครับ  พบในเมืองโบราณทวารวดีหลายแห่ง แต่ที่เมืองอู่ทองนี่มีเยอะที่สุดรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาด น่ารักดี  เห็นเขาว่าตอนที่ขุดพบตุ๊กตาส่วนใหญ่จะคอหัก ที่เห็นสภาพสมบูรณ์อยู่ในตู้นี่ก็เพราะว่าเขาเอามาต่อกันขึ้นมาใหม่ นักโบราณคดีเขาสันนิษฐานว่าเป็นตุ๊กตาเสียกบาล สำหรับป้องกันเด็กจากวิญญานร้าย วิธีใช้ก็ง่าย ๆ ครับ คือหักคอตุ๊กตาทิ้ง เพื่อหลอกให้บรรดาภูติผีเข้าใจว่าเด็กได้ตายไปแล้ว รู้อย่างนี้แล้วผมยิ่งถูกใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นของโบราณที่สะท้อนให้เห็นความเชื่อในชีวิตประจำวันของคนทวารวดี ดูมีชีวิตชีวากว่าชิ้นอื่น หาดูไม่ใช่ง่าย ๆ
 
              ๓. 

เมืองโบราณทวารวดีที่ถูกจัดไว้กลุ่มที่สอง (ของผม) ก็คือเมืองทวารวดีในลุ่มแม่น้ำลพบุรี ป่าสัก และบางปะกง ที่หากดูในแผนที่ก็จะอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา กลุ่มนี้ผมแบ่งเอาไว้เป็น ๒ ประเภทครับ คือประเภท ก. กับ ข. (ยังกับฟุตบอลถ้วยแน่ะ) 

ประเภท ก.เป็นเมืองท่าใหญ่ใกล้ทะเล มีเส้นทางการค้าติดต่อกับต่างประเทศได้รับอิทธิพลอินเดียโดยตรง ก็มีเมืองศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี เมืองพระรถ จังหวัดชลบุรี และเมืองละโว้ ที่ลพบุรี

ส่วนประเภท ข. เป็นเมืองชั้นใน รับช่วงวัฒนธรรมทวารวดีที่แผ่ขยายขึ้นไปตามแม่น้ำลำคลองที่เป็นสาขา ก็มีเมืองอินท์บุรี ที่สิงห์บุรี เมืองซับจำปา ที่ลพบุรีเมืองดงละคร เมืองอู่ตะเภา ที่ชัยนาท เมืองบน เมืองดอนคา เมืองดงแม่นางเมือง และเมืองจันเสน ที่จังหวัดนครสวรรค์ และเมืองศรีเทพ ที่จังหวัดเพชรบูรณ์

ในประเภท ก.  เมืองศรีมโหสถ กับเมืองพระรถนั้น ผมยังอยู่ในระหว่างรอดูท่าที  ไม่แน่ใจว่าไปแล้วจะมีอะไรให้ดูหรือไม่ เพราะไม่ค่อยเห็นถ่ายภาพศิลปกรรมทวารวดีจาก ๒ เมืองนี้เท่าไหร่  นอกจากภาพรอยพระพุทธบาทคู่ที่สระมรกต ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งร่องรอยของเมืองศรีมโหสถ  ผมก็เลยรี ๆ รอ ๆ เอาไว้ ให้มีธุระผ่านไปแถวนั้นก่อนค่อยแวะไปดูน่าจะดีกว่า ส่วนเมืองละโว้ หรือลพบุรีนี่ไปมาหลายทีแล้ว ร่องรอยของทวารวดีก็มีฐานเจดีย์ใหญ่ที่วัดนครโกษา กับชิ้นส่วนปูนปั้นรูปเศียรเทวดา ยักษ์ และสิงห์  จากเจดีย์สมัยทวารวดีขนาดใหญ่ ที่เคยอยู่แถวที่ทำการไปรษณีย์เมืองลพบุรีในปัจจุบัน แต่ถูกไถทำลายไปนานแล้วตอนสร้างถนน คงเหลือแต่ชิ้นส่วนปูนปั้นเก็บรักษาเอาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์

ไปดูครั้งใด ผมก็อดรู้สึกเสียดายไม่ได้ทุกที ขนาดปูนปั้นประดับ ยังสวยงามอลังการเพียงนี้ องค์เจดีย์ถ้าไม่ถูกไถทำลายไป คงจะเป็นโบราณสถานทวารวดีที่ ยิ่งใหญ่ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของเมืองลพบุรีอีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว เฮ้อ พูดไปก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ทำใจครับ

ส่วนเมืองทวารวดีชั้นใน หรือประเภท ข. ส่วนใหญ่ผมจะยังไม่เคยไปครับ เหตุผลหลักก็คือ แต่ละแห่ง ระยะทางไกลจากกรุงเทพฯ ทั้งนั้น  ก็เลยต้องรอให้แน่ใจว่ามีอะไรให้ดูจริง ๆ แล้วค่อยว่ากันอีกที

แต่ก็มีเหมือนกัน ที่ผมนึกว่าไม่มีอะไรที่น่าสนใจให้ไปเที่ยวชม แต่กลับมี นั่นก็คือเมืองจันเสน ในจังหวัดนครสวรรค์  เพราะจากแต่เดิมที่เป็นเพียงหลุมขุดค้นเมืองโบราณธรรมดาไม่มีอะไรน่าดึงดูดนักท่องเที่ยวสักนิด แต่วัดและชุมชนได้ร่วมมือร่วมใจกันคิดจัดสร้าง พระมหาธาตุเจดีย์ศรีจันเสน ตามรูปแบบสถูปเจดีย์จำลองสมัยทวารวดีที่ขุดพบ ให้เป็นจุดสนใจขึ้นมาได้ ใกล้กับแหล่งขุดค้นนั่นเอง
ความคิดสร้างสรรค์ที่ผมต้องขอปรบมือให้ ดัง ๆ อีกอย่าง ก็คือการออกแบบให้พื้นที่ในฐานจัตุรมุขใหญ่ใต้องค์พระธาตุ เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเป็นนิทรรศการถาวร แสดงโบราณวัตถุ  เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชุมชนจันเสน 

            ที่ “เด็ด”ไปกว่านั้นคือทางโรงเรียนได้จัดอบรมให้เด็ก ๆ ซึ่งก็เป็นลูกหลานคนในชุมชนจันเสนเองนั่นแหละ มาทำหน้าที่ต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือน โดยเป็นมัคคุเทศก์นำชม อย่างเป็นเรื่องเป็นราว 
เรียกว่าชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดจริง ๆ ครับ สำหรับที่เมืองจันเสนนี่ 

 ส่วนที่เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์นั้น เป็นเมืองโบราณทวารวดีที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาเมืองประเภท ข.  ก็เลยถือว่าพลาดไม่ได้ครับ ผมต้องไปแน่นอน (ไปมาหลายครั้งแล้วด้วย)  โดยเฉพาะอย่างยิ่งโบราณสถานเขาคลังใน ฐานเจดีย์ทวารวดีขนาดใหญ่ที่ยังมีลวดลายปูนปั้นประดับตกแต่งอยู่ ผมเองก็เพิ่งเคยเห็นเป็นแห่งแรกก็ที่นี่แหละครับ ส่วนใหญ่มักจะเห็นปูนปั้นไปทาง ฐานเจดีย์ไปทาง 

ปูนปั้นประดับเขาคลังในมีทั้งส่วนที่เป็นลวดลายพรรณพฤกษา และส่วนที่เป็นรูปอมนุษย์แบก  หน้าตาเป็นยักษ์ บ้าง เป็นสิงห์บ้าง  ที่เป็นคนแคระก็ยังมี  แต่ที่ผมเห็นแล้วรู้สึกว่าเป็นไอเดียของท้องถิ่นแท้ ๆ  ก็คือตัวที่มีหัวเป็นควายครับ  ทั้งหมดอยู่ในอิริยาบถกำลังแบกฐานเจดีย์อยู่  ดูแล้วน่าตื่นตาตื่นใจ  เห็นครั้งแรกผมนึกไปถึงพวกภาพแกะสลักตามเมืองโบราณในอเมริกาใต้  ซึ่งถ้าจะลองเปรียบเทียบกันในเรื่องดีไซน์แล้ว ผมว่าของศรีเทพเราสู้เขาได้สบายมาก 
  
นอกจากมีเจดีย์ทวารวดีกับลายปูนปั้นที่เป็นทีเด็ดแล้ว  ในแง่ของเส้นทางวัฒนธรรม เมืองศรีเทพนี่แหละครับ คือเมืองศูนย์กลางการส่งผ่านวัฒนธรรมทวารวดีจากเมืองโบราณทวารวดีในภาคกลาง ก็คือกลุ่มแรกและกลุ่มที่ ๒ ไปยังเมืองโบราณทวารวดีในภาคอีสาน อันเป็นกลุ่มที่ผมจัดให้เป็นกลุ่มเมืองโบราณทวารวดีที่น่าไปเที่ยวชมกลุ่มที่ ๓ 

 ๔.  
            
            ก็เส้นทางสายที่ผมกำลังบุกบั่นอยู่นี่แหละครับ คือกลุ่มเมืองทวารวดีในลุ่มแม่น้ำมูล-ชี หรือกลุ่ม ๓ ที่ผมว่า

อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ที่อุดรธานี คือแหล่งโบราณคดีที่ผมมาเยือนเมื่อหลายปีก่อนและได้สัมผัสศิลปกรรมทวารวดีในภาคอีสานอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก  ทำให้ผมรู้สึกว่ามีลักษณะเฉพาะบางอย่างที่แตกต่างจากทวารวดีในภาคกลาง  

ที่เห็นได้ชัดก็คือทวารวดีในภาคอีสานชอบที่จะใช้สถานที่ตามธรรมชาติเช่นเพิงผาเป็นที่ประกอบพิธีกรรม แล้วก็ชอบสร้างใบเสมาหินสลักรูปภาพชาดกในพุทธศาสนา ซึ่งเรื่องนี้นักโบราณคดีเขาบอกว่าเป็นความนิยมที่สืบต่อมาจากในยุคก่อนประวัติศาสตร์  เพราะคนอีสานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ใช้ถ้ำเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม รวมทั้งใช้เสมาหินปักกำหนดเขตสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มานานแล้ว พอรับเอาพุทธศาสนาเข้ามาก็ปรับให้เข้ากับความเชื่อและความเคยชินแบบเก่า
เราก็เลยมักจะได้เห็นวัดในเพิงหิน พระพุทธรูปในเพิงผา  เสมาหินสูงใหญ่แกะสลักเรื่องราวในชาดกมากมาย บนทางสายเมืองโบราณทวารวดีอีสานเส้นนี้

เส้นทางสายนี้ ถ้าเที่ยวแบบไม่จำกัดหัวข้อ ค่อย ๆ แวะชมแวะเที่ยวตามรายทางมาเรื่อย ๆ  ก็มีอะไรให้ดูให้ชมมากมายครับ  แต่สำหรับผมที่เน้นไปที่ศิลปกรรมทวารวดีโดยเฉพาะ ทำให้ดูเหมือนระยะห่างระหว่างแหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่งจะค่อนข้างไกลเอาเรื่อง แต่เห็นความยิ่งใหญ่ของศิลปกรรมทวารวดีแดนอีสานแล้วก็หายเหนื่อยครับ
สายฝนเริ่มกระหน่ำลงมาอย่างหนัก เมื่อพาหนะของเราเลี้ยวขวาลงจากทางหลวงหมายเลข ๑๒ เข้าสู่ถนนดินบริเวณใกล้ ๆ กับบ้านโนนสะอาด ที่ผมได้ข้อมูลมาว่าเป็นทางที่จะเข้าไปยังจุดเริ่มเดินเท้าขึ้นไปไหว้พระนอนบนยอดเขาภูเวียงได้ใกล้ที่สุด

รถเริ่มปัดไปมาเมื่อถนนดินที่ถูกฝนเริ่มกลายสภาพเป็นโคลน บางครั้งล้อก็ลื่นไถลไปจนผมรู้สึกคล้ายกับเล่นสเก็ตอยู่ยังไงยังงั้น  บุกตะลุยแฉลบซ้ายแฉลบขวาต่อไปได้พักใหญ่ รถก็แล่นต่อไม่ไหว เพราะยิ่งลุยเข้าไปดินยิ่งเหลวเละ ขืนทู่ซี้เรื่อยไปมีหวังขากลับต้องได้แบกรถเดินออกมาแน่
รอจนฝนหยุด ผมกับเพื่อนร่วมทางจึงตัดสินใจที่จะลงเดินย่ำต๊อกกันต่อไป หนทางก็เหลือหลายครับ ดินเหนียวหนับติดรองเท้าเป็นก้อน ยิ่งมากก้าวก้อนก็ยิ่งใหญ่ขึ้น นี่ยังไม่ทันจะถึงทางเดินขึ้นภูด้วยซ้ำไปยังวิบากขนาดนี้ 

            ความหวังที่จะได้ชมพระนอนบนยอดภูเวียงเริ่มริบหรี่  ยังดีที่ครั้งนี้ผมเก็บเล็กประสมน้อย แหล่งท่องเที่ยวทวารวดีบนรายทางมาได้หลายแห่ง  ก็ถือว่ายังคุ้มค่า 

  ที่นครราชสีมา พระนอนเมืองเสมา องค์พระนอนขนาดยักษ์ แกะสลักจากหินขนาดยาว ๑๓.๓๐ เมตร  บอกได้คำเดียวครับว่า“มหึมา” จริง ๆ  สัมผัสถึงอานุภาพแห่งแรงศรัทธาของช่างชาวทวารวดีในสมัยนั้นได้เลยว่ามีเปี่ยมล้นขนาดไหน แกะหินทรายแผ่นใหญ่ที่นำมาซ้อนกัน ๔ แผ่นจนออกมาเป็นพระพุทธรูปได้ เสียดายอยู่ก็ตรงที่ตัวอาคารที่สร้างครอบองค์พระเอาไว้ ดูสมัยใหม่ยังไงชอบกล  ไม่ค่อยได้บรรยากาศขรึมขลังแบบโบราณสถาน

 ที่ขอนแก่น ผมก็ได้แวะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น ที่มาเมื่อไหร่ก็ต้องแวะให้ได้ทุกที เพราะมีศิลปกรรมสมัยทวารวดีชิ้นเด็ด ๆ อยู่หลายชิ้น จำได้ว่าครั้งแรกที่มา ผมติดใจใบเสมาขนาดยักษ์ จำหลักเรื่องราวพุทธประวัติตอนพิมพาพิลาป จากเมืองฟ้าแดดสงยาง ในห้องโถงชั้นล่าง ถึงขนาดซื้อเสมาจำลองที่เป็นของที่ระลึกกลับไปไว้ดูที่บ้าน (มาอีกที คราวนี้ไม่มีขายเสียแล้ว)  ว่ากันว่าคุณค่าของใบเสมาชิ้นนี้นอกจากอยู่ที่ฝีมืออันอ่อนช้อยงดงามในการจำหลักแล้ว ในภาพยังแสดงให้เห็นลักษณะของอาคารสมัยทวารวดีที่หาดูไม่ได้ที่ไหน เพราะส่วนใหญ่จะพังทลายเหลือแค่ฐาน

อีกชิ้นที่ผมชอบไม่แพ้กันก็คือทวารบาลปูนปั้นสมัยทวารวดีที่แสดงอยู่บนชั้น ๒ เพราะหาดูยากครับ เพิ่งจะเห็นทวารบาลทวารวดีที่เต็มตัวเป็นชิ้นเป็นอัน ก็ที่นี่ สงสัยจะเป็นชิ้นเดียวที่มีเสียด้วย เพราะไม่เคยเห็นที่อื่น

พูดถึงสถาปัตยกรรมทวารวดี ผมก็ไม่ลืมที่จะแวะเวียนไปที่มหาสารคาม เพื่อเยือนพุทธมณฑลอีสาน นมัสการพระธาตุนาดูน  ที่เขาว่าองค์พระธาตุจำลองแบบมาจากสถูปทวารวดีที่ขุดพบ ใครหาดูเจดีย์ทวารวดีที่ไหนไม่ได้ มาชมองค์พระธาตุนาดูนก็น่าจะใกล้เคียงมากที่สุด  ตอนนี้บริเวณหลังองค์พระธาตุ เขากำลังก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์นครจำปาศรี  รวบรวมเรื่องราวสมัยโบราณของเมืองโบราณจำปาศรี เสียดายที่ยังไม่เปิดให้เข้าชม เพราะยังตกแต่งไม่เสร็จเรียบร้อยดี ก็ลงบัญชีเอาไว้ก่อนครับ เปิดเมื่อไหร่ผมคงจะได้มาชมแน่

ที่กาฬสินธุ์  นอกจากเมืองฟ้าแดดสงยางถิ่นใบเสมาทวารวดีที่มีเสมาหินสลักเรื่องราวชาดกอยู่เป็นร้อยที่ผมเคยไปมาหลายครั้งแล้ว  ก็ยังมีพระพุทธไสยาสน์ อีก ๒ องค์ครับ ที่ผมหมายมั่นปั้นมือว่าจะไปชมให้ได้  องค์แรกก็คือพระพุทธไสยาสน์ภูค่าว ที่อยู่ริมหน้าผา ในอาณาบริเวณวัดพุทธนิมิต ที่เขาว่าเป็นพระนอนที่ไม่เหมือนที่ไหน พอไปดูเข้าก็แปลกจริง ๆ นั่นแหละครับ เพราะองค์พระนอนตะแคงไปทางซ้าย ไม่เหมือนพระนอนส่วนใหญ่ที่ตะแคงทางขวา

นักโบราณคดีเขาบอกว่าที่เป็นอย่างนี้บางทีอาจจะเป็นเพราะช่างต้องการให้องค์พระนอนหันพระเศียรไปทางทิศเหนือให้สอดคล้องกับตำราที่ว่าว่าตอนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานพระพุทธองค์หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ แต่บางคนก็บอกว่าช่างทำตั้งใจทำเป็นรูปของพระอัครสาวกโมคคัลลาน์  ก็เลยต้องตะแคงซ้ายจะได้ไม่เหมือนพระพุทธเจ้า แถมยังตั้งข้อสังเกตให้ดูที่พระเศียรว่าไม่มีพระเกตุมาลา แสดงว่าไม่ใช่พระพุทธเจ้าอีกด้วย  ผมก็เลยไม่รู้จะเชื่อใครดี แต่ที่แน่ ๆ มากาฬสินธุ์ทั้งที ถ้าไม่มาไหว้พระนอนองค์นี้ก็ต้องเสียดายละครับ

พระพุทธไสยาสน์ภูปอเป็นอีกศิลปกรรมทวารวดีชิ้นสำคัญของกาฬสินธุ์ที่พลาดไม่ได้อีกเหมือนกัน เส้นทางไปก็ไม่ยากเหมือนที่คิดเอาไว้ เพราะเพียงเลี้ยวเข้าไปในวัดพระอินทร์ประทานพร ก็เห็นองค์พระนอนที่สร้างไว้ใต้เพิงผาเตี้ย ๆ แล้ว เข้าไปชมใกล้ ๆ ก็ชื่นใจในฝีมือช่างโบราณ เพราะสลักได้เรียบง่ายทว่าอลังการด้วยรายละเอียดเห็นเป็นองค์พระประทับนอนอยู่บนผืนผ้า งามจับตาจริง ๆ  เสียดายที่ทางวัดมาสร้างศาลาครอบไว้ เลยไม่ค่อยได้บรรยากาศเท่าที่ควร  ใกล้ ๆ กันยังมีบันไดสำหรับขึ้นไปสักการะพระนอนอีกองค์บนยอดเขา  ป้ายเขาว่ามี๔๒๖ ขั้นเชียวครับ  แต่ผมก็อุตส่าห์ถ่อสังขารขึ้นไปถึงจนได้  ปรากฏว่าดูแล้วองค์พระนอนด้านบนไม่ใช่พระนอนสมัยทวารวดี คงจะมาสร้างขึ้นทีหลัง ประมาณสมัยล้านช้างเห็นจะได้

และก็คงเพราะความประทับใจในความงามของพระนอนทวารวดีที่กาฬสินธุ์นี่แหละ ผมถึงตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าขากลับในวันสุดท้ายจะแวะชมพระนอนบนยอดภูเวียง ที่เขาว่าเป็นพระนอนองค์สำคัญที่งดงามอีกองค์หนึ่งของสมัยทวารวดี จนต้องมาเดินลุยโคลนจนเละเทะขนาดนี้
    
            เดินดุ่ยกันไปจนถึงสำนักสงฆ์ที่อยู่เชิงเขา เห็นพระภิกษุชรารูปหนึ่งเดินออกมาจากภายในเพิงเล็ก ๆ ซึ่งเป็นกุฏิ

“ พระนอนต้องเดินขึ้นเขาไปอีกราว ๒ กิโลฯ” ท่านหัวเราะน้อย ๆ กับท่าทางทะเล่อทะล่าของนักท่องเที่ยวชาวกรุง ที่พากันมะล่อกมะแล่กเข้าไปนมัสการถามทางท่าน “ โฮ้ย ไปกันเอง เดี๋ยวหลงทาง มันไม่มีถนน ต้องให้คนพาไป ทางก็ชัน ยิ่งฝนตกอย่างนี้ ดินลื่นมาก ขึ้นไม่ได้หรอก”

พอเห็นเราหน้าเหี่ยวแห้งกันลงไปด้วยความผิดหวัง ท่านก็ยิ้มแล้วบอกว่า   เอาไว้ช่วงหน้าหนาว หน้าแล้ง ดินแห้ง ๆ ค่อยมาใหม่สิ แล้วจะให้เด็กพาขึ้นไป”  

 ว่าแล้วหลวงพ่อก็ชวนให้ดูภาพถ่ายขององค์พระนอนบนภูเวียงที่ท่านเก็บเอาไว้ในกุฏิ เป็นการปลอบใจ ผมกับเพื่อนพิศดูในภาพ องค์พระอยู่ในลักษณะนอนตะแคงข้างขวา แกะสลักอย่างเรียบง่ายบนแผ่นหินใหญ่ ที่แม้จะมีผู้รู้เท่าไม่ถึงการเอาสีมาทาบนองค์พระ ทว่ายังคงความงดงามด้วยศิลปกรรมแบบทวารวดีแท้ ๆ

ถึงจะไม่ได้เห็นกับตา แต่ได้เห็นภาพถ่ายก็ยังดี ถือว่ายังพอจะมีบุญอยู่บ้างละครับ
  
ไม่ได้คราวนี้ก็ต้องมีคราวหน้า  ผมก็คงจะต้องหาโอกาสมาไหว้พระนอนภูเวียงให้ได้ในวันใดวันหนึ่ง  ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น (แต่ไม่รู้ว่าที่ไหน น่ะสิ เฮ้อ) 

ก็อย่างที่บอกไว้แต่ต้นนั่นแหละครับ วัฒนธรรมทวารวดีครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่  ลำพังผมเที่ยวชมกลุ่มที่ ๑และ ๒ ใน ภาคกลางกับ กลุ่มที่ ๓ ในภาคอีสานยังได้ไม่ครบ ไม่ต้องพูดถึงกลุ่มที่ ๔ ที่เป็นเมืองโบราณทวารวดีภาคเหนือ ลุ่มแม่น้ำปิง ยม น่าน อันได้แก่เมืองลำพูน ศรีสัชนาลัย พิษณุโลก ที่แม้ผมจะเคยไปหลายครั้งหลายหน แต่ก็ยังไม่มีโอกาสเที่ยวชมศิลปกรรมสมัยทวารวดีอย่างจริงจังสักที
 ล่าสุดนี่ทางภาคใต้ก็ดูเหมือนกำลังจะมีเมืองโบราณทวารวดีขึ้นมาอีกแล้ว เมื่อนักวิชาการกลุ่มหนึ่งเริ่มสงสัยว่า ทวารวดีกับศรีวิชัย อาจจะเป็นกลุ่มวัฒนธรรมเดียวกันโดยมีชื่อเต็มว่า “ทวารวดีศรีวิชัย” ซึ่งก็ไม่รู้ว่าท้ายสุดจะสรุปว่าอย่างไรเหมือนกัน แต่ถ้าสรุปว่าใช่ ผมก็จะมีเมืองโบราณทวารวดีภาคใต้ เอาไว้ให้ไปเที่ยวเป็นกลุ่มที่ ๕ ละครับ   ระหว่างนี้ก็เที่ยวเฉพาะใน ๔ กลุ่มที่ว่ามาข้างต้นไปก่อน

ถ้าเปรียบเทียบทวารวดีเป็นเกมต่อภาพ อย่างที่เรียกจิ๊กซอว์แล้ว ก็คงจะเป็นภาพขนาดใหญ่ที่เพิ่งจะต่อได้ยังไม่ถึงครึ่งนั่นแหละครับ  บอกได้แค่เพียงว่าเป็นภาพของอดีตในช่วงเวลาที่สำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมไทยของเราในตอนนี้ 

ความสนุกของการเที่ยวในหัวข้อ “ทวารวดี”  จึงอยู่ตรงที่การได้พบได้เห็น ได้จินตนาการ  ผ่านร่องรอยที่หลงเหลือจากกาลเวลา เก็บเล็กประสมน้อย เอามาต่อกันเป็นภาพใหญ่ ที่ไม่มีใครรู้ว่าภาพจริงเป็นอย่างไร และจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อไหร่

             ครับ ค่อย ๆ เที่ยว ค่อย ๆ เก็บไป  ความสุขบางทีก็ไม่ได้อยู่ที่จุดหมายหรอกครับ แต่อยู่ในระหว่างทางที่ยังไม่ถึงนี่แหละ 
               
ขอขอบคุณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ,พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์

เอกสารอ้างอิง

. ณ ปากน้ำ.ศิลปะโบราณในสยาม.กรุงเทพฯ :เมืองโบราณ,๒๕๓๗.
ธิดา สาระยา.ทวารวดี ต้นประวัติศาสตร์ไทย.กรุงเทพฯ:เมืองโบราณ,๒๕๔๕.
ธิดา สาระยา.(ศรี)ทวารวดี ประวัติศาสตร์ยุคต้นของสยามประเทศ.กรุงเทพฯ:เมืองโบราณ,๒๕๓๒.
ผาสุก อินทราวุธ.ทวารวดี การศึกษาเชิงวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี.กรุงเทพฯ:อักษรสมัย,๒๕๔๒.
สุจิตต์ วงศ์เทศ.ศรีวิชัยในสยาม.กรุงเทพฯ:มติชน,๒๕๔๓.
สุภัทรดิศ ดิศกุล,หม่อมเจ้า.ศิลปะในประเทศไทย.กรุงเทพฯ :อมรินทร์การพิมพ์,๒๕­๒๘.
สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์,หม่อมราชวงศ์.ศรีทวารวดีถึงศรีรัตนโกสินทร์.กรุงเทพฯ:เมืองโบราณ,๒๕๓๗.

อมรา ศรีสุชาติ.ศิลปะถ้ำสมัยประวัติศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.กรุงเทพ ฯ:กรมศิลปากร,๒๕๓๕.